Estithmar Holding รายงานกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 97% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้วในไตรมาสที่ 1 ปี 2026 เป็น 333 ล้านริยาลกาตาร์

Logo

  •  ผลประกอบการที่แข็งแกร่งสะท้อนให้เห็นถึงโมเมนตัมขาขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งขับเคลื่อนด้วยการขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศ รวมถึงประสิทธิภาพในการดำเนินงาน
  • โครงการริเริ่มด้านการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลในด้านระบบอัตโนมัติและปัญญาประดิษฐ์ได้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การกำกับดูแล และการลดต้นต้นทุน

โดฮา ประเทศกาตาร์–(BUSINESS WIRE)–30 เมษายน 2026

Estithmar Holding Q.P.S.C. ประกาศผลประกอบการทางการเงินสำหรับไตรมาสแรกของปี 2026 โดยมีกำไรสุทธิ 333 ล้านริยาลกาตาร์ เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญถึง 97% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยผลประกอบการดังกล่าวได้ช่วยตอกย้ำถึงความแข็งแกร่งของรูปแบบการดำเนินงานของบริษัท และการดำเนินกลยุทธ์ในการขยายธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ

Estithmar Holding Reports 97% Surge YoY in Q1 2026 in Net Profit to QAR 333 Mn (Photo: AETOSWire)

Estithmar Holding รายงานกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 97% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้วในไตรมาสที่ 1 ปี 2026 เป็น 333 ล้านริยาลกาตาร์ (ภาพ: AETOSWire)

บริษัทมีรายได้ 1.455 พันล้านริยาลกาตาร์ เพิ่มขึ้นจาก 1.309 พันล้านริยาลกาตาร์ในไตรมาสแรกของปี 2025 กำไรขั้นต้นนั้นเพิ่มขึ้นเป็น 561 ล้านริยาลกาตาร์ เมื่อเทียบกับ 416 ล้านริยาลกาตาร์ โดยคิดเป็นเพิ่มขึ้น 35% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า EBITDA เพิ่มขึ้น 73% เป็น 473 ล้านริยาลกาตาร์ ขณะที่กำไรต่อหุ้นเพิ่มขึ้น 90% เป็น 0.089 ริยาลกาตาร์

ผลลัพธ์เหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตอย่างครอบคลุมในตัวชี้วัดทางการเงินที่สำคัญทั้งหมด โดยได้รับการสนับสนุนจากวิสัยทัศน์การลงทุนที่ชัดเจนและความสามารถของบริษัทในการสร้างสมดุลระหว่างการขยายตัวทางภูมิศาสตร์ การกระจายพอร์ตโฟลิโอ และประสิทธิภาพในการดำเนินงาน โดยการลงทุนในต่างประเทศที่ประกาศไปในรอบระยะเวลาที่ผ่านมาได้เริ่มส่งผลกระทบอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งมีส่วนช่วยในการเติบโตของรายได้ ผลกำไรที่เพิ่มขึ้น และการขยายฐานสินทรัพย์

การเติบโตอย่างแข็งแกร่งของกำไรสุทธิเป็นผลมาจากแนวทางที่มีระเบียบวินัยของบริษัทในการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและการสร้างมูลค่าควบคู่ไปกับการบริหารจัดการเงินทุนอย่างรอบคอบ รวมถึงการบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิผล ในขณะเดียวกัน โครงการริเริ่มด้านการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านระบบอัตโนมัติและปัญญาประดิษฐ์ มีบทบาทสำคัญในการช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต เสริมสร้างการกำกับดูแล และเพิ่มประสิทธิภาพด้านต้นทุน

นอกจากนี้ ผลลัพธ์ยังแสดงให้เห็นถึงการมีส่วนร่วมที่สมดุลในกลุ่มธุรกิจต่างๆ ของบริษัท ได้แก่ การดูแลสุขภาพ บริการ การท่องเที่ยวและการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงอุตสาหกรรมและการรับเหมาเฉพาะทาง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของแต่ละกลุ่มในการดำเนินกลยุทธ์การเติบโตภายใต้กรอบยุทธศาสตร์แบบบูรณาการ

Juan Leon ซีอีโอของ Estithmar Holding กล่าวแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผลประกอบการว่า:
“ผลประกอบการในไตรมาสแรกได้สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของโมเดลธุรกิจของเราและความสามารถในการสร้างการเติบโตที่รวดเร็วและยั่งยืนไปพร้อมๆ กัน ผลการดำเนินงานนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การทำสถิติสูงสุดเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงคุณภาพของการตัดสินใจในการลงทุนและการดำเนินงานอย่างมีวินัยในทุกตลาดและทุกภาคส่วน ความสมดุลระหว่างการเติบโตของรายได้และผลกำไรที่เพิ่มขึ้น ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งและกระแสเงินสดที่ดี แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพและความสามารถของเราในการเปลี่ยนการขยายตัวให้เป็นมูลค่าที่จับต้องได้สำหรับผู้ถือหุ้น”

อ่านเพิ่มเติมสำหรับข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับเต็ม

ที่มา: AETOSWire

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260429718889/en

Contacts

Nesrine Nacef
n.nacef@estithmarholding.com

ที่มา: Estithmar Holding Q.P.S.C.

Microsoft และ Postel: โซลูชันใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วย AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในด้านความสัมพันธ์ระหว่าง SME ของอิตาลีกับลูกค้า

Logo

โรม–(BUSINESS WIRE)–28 เมษายน 2026

Microsoft และ Postel, Poste Italiane Group company ได้ประกาศถึงวิวัฒนาการของความร่วมมือและข้อตกลงที่ทั้งสองบริษัทได้ลงนามเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลของธุรกิจในอิตาลี พร้อมทั้งต้อนรับ Audiencerate ในฐานะพันธมิตรด้านเทคโนโลยีในด้านข้อมูลและการตลาดทางตรงและดิจิทัล

The Marketing Data Platform combines AI-powered market intelligence, first-party data and omnichannel activation to help SMEs analyze market trends and historical campaign performance, turning insights into audiences and increasingly targeted future actions.

แพลตฟอร์มข้อมูลการตลาดผสานรวมระบบอัจฉริยะทางการตลาดที่ขับเคลื่อนด้วย AI ข้อมูลจากแหล่งข้อมูลโดยตรง และการเปิดใช้งานแบบ Omni-channel เพื่อช่วยให้ SME สามารถวิเคราะห์แนวโน้มตลาดและประสิทธิภาพแคมเปญในอดีต เปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกให้เป็นกลุ่มเป้าหมายและการดำเนินการในอนาคตที่ตรงเป้าหมายยิ่งขึ้น

โดยข้อตกลงนี้จะช่วยจัดจำหน่ายแพลตฟอร์มแบบบูรณาการที่ผสมผสานความสามารถด้านการสื่อสารแบบ Omni-channel ทั้งทางกายภาพและดิจิทัลของ Postel เข้ากับฟังก์ชันการทำงานด้านข้อมูลอัจฉริยะของ Audiencerate รวมถึงโซลูชัน AI และ Cloud ของ Microsoft

โซลูชันนี้จะช่วยให้ SME สามารถใช้ประโยชน์และขับเคลื่อนข้อมูลของตนเองตลอดวงจรความสัมพันธ์กับลูกค้าได้ โดยการทำการตลาดแบบอัตโนมัติและประสานงานแคมเปญการสื่อสารแบบ Omni-channel ด้วยความสามารถในการวิเคราะห์ตลาดที่มีอยู่ในแพลตฟอร์ม ธุรกิจต่างๆ จะสามารถเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกด้านการแข่งขันและแนวโน้มของอุตสาหกรรมได้แบบเรียลไทม์ และเปลี่ยนข้อมูลให้เป็นข้อได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ที่จับต้องได้

 Audiencerate เป็นพันธมิตรระดับโลกของ Microsoft AI Cloud Partner Program และได้ผสานรวมความสามารถด้าน AI ของ Azure เข้ากับโครงสร้างพื้นฐานในการจัดการและการเปิดใช้งานข้อมูลของตนเอง ทำให้เครื่องมือที่ก่อนหน้านี้สงวนไว้สำหรับองค์กรขนาดใหญ่นั้นสามารถเข้าถึงได้สำหรับ SME เช่นกัน

“ด้วยความร่วมมือนี้ เราวางข้อมูลไว้เป็นหัวใจสำคัญของกลยุทธ์การเติบโตของเหล่า SME ในอิตาลี โดยนำเสนอเครื่องมือ AI และการตลาดดิจิทัล ซึ่งจนถึงปัจจุบันเป็นสิ่งที่สงวนไว้เฉพาะสำหรับผู้เล่นรายใหญ่เท่านั้น” กล่าวโดย Gianluca Leotta ประธานฝ่าย Audiencerate

“ระบบคลาวด์ทำให้การสร้างนวัตกรรมเข้าถึงได้ง่ายขึ้น และปัญญาประดิษฐ์จะสามารถช่วยให้องค์กรขนาดเล็กจัดการกระบวนการต่างๆ ได้อย่างชาญฉลาดมากขึ้น และกลับมามีความสามารถในการแข่งขันได้อีกครั้ง” กล่าวโดย Annamaria Bottero หัวหน้าฝ่ายโซลูชันพันธมิตรระดับโลกของ Microsoft อิตาลี

แพลตฟอร์มดังกล่าว ซึ่งปัจจุบันมีฟังก์ชันครบครันสำหรับการแบ่งกลุ่มลูกค้า ข้อมูลเชิงลึกทางการตลาด และตัวเชื่อมต่อสำหรับช่องทางการสื่อสารทั้งทางกายภาพและดิจิทัลของ Postel จะได้รับการพัฒนาเพิ่มเติมในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้าด้วยโมดูลการตลาดอัตโนมัติและการแนะนำช่องทางการสื่อสารเพิ่มเติม

โซลูชันนี้จะได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเมื่อเวลาผ่านไป ด้วยนวัตกรรม AI ของ Microsoft ที่มีอยู่ในแพลตฟอร์ม และด้วยความร่วมมือระดับโลกของ Audiencerate ในระบบนิเวศ AdTech และ MarTech จะสามารถช่วยให้ SME ของอิตาลีได้รับความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260427013396/en

Contacts

ผู้ติดต่อสำหร้บสื่อ: Microsoft: rdiantonio@microsoft.com; Postel: maria.scappaticci@postel.it; Audiencerate: press@audiencerate.com

ที่มา: Audiencerate

JPMorganChase ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพันธมิตรด้านการธนาคารระดับโลกรายแรกของการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก

Logo

คณะกรรมการโอลิมปิกสากลและ JPMorganChase ประกาศความร่วมมือระดับโลกครั้งสำคัญกับโอลิมปิก

นิวยอร์ก–(BUSINESS WIRE)–28 เมษายน 2026

คณะกรรมการโอลิมปิกสากล (IOC) และ JPMorganChase ประกาศความร่วมมือระดับโลกครั้งสำคัญกับโอลิมปิกในวันนี้ ทำให้ JPMorganChase เป็นพันธมิตรด้านการธนาคารระดับโลกรายแรกในประวัติศาสตร์โอลิมปิก ความร่วมมือนี้รวมถึงการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกและพาราลิมปิก ลอสแอนเจลิส 2028 (LA28 Games) และการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกและพาราลิมปิกฤดูหนาว เทือกเขาแอลป์ ฝรั่งเศส 2030 นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้บรรลุข้อตกลงกับ LA28 เพื่อเป็นธนาคารอย่างเป็นทางการของทีมชาติสหรัฐอเมริกาและ LA28 รวมถึงเป็นพันธมิตรผู้ก่อตั้งของการแข่งขัน LA28 Games ด้วย

ความร่วมมือนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นร่วมกันในด้านความทะเยอทะยานและความเป็นเลิศ โดยให้ความสำคัญกับนักกีฬาและชุมชนเป็นหลัก

Kirsty Coventry ประธานของ IOC กล่าวว่า “JPMorganChase เป็นพันธมิตรระดับโลกรายแรกจากภาคการธนาคารในประวัติศาสตร์โอลิมปิก และเรารู้สึกภาคภูมิใจที่ได้ต้อนรับพวกเขาเข้าสู่โครงการพันธมิตรโอลิมปิกระดับโลก ความร่วมมือนี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงค่านิยมร่วมกันของเราในด้านความทะเยอทะยาน ความเป็นเลิศ และจะสนับสนุนขบวนการโอลิมปิกและกีฬาไปทั่วโลก เครือข่ายและความเชี่ยวชาญระดับโลกของ โดย JPMorganChase จะช่วยมอบการสนับสนุนที่ยั่งยืนแก่นักกีฬาและช่วยสร้างผลกระทบที่ยั่งยืนในชุมชนทั่วโลก”

Jamie Dimon ประธานและซีอีโอของ JPMorganChase กล่าวเสริมว่า “เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เป็นพันธมิตรระดับโลกของการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกและพาราลิมปิก โดยให้การสนับสนุนนักกีฬา แฟนๆ ธุรกิจ และชุมชนทั่วโลก นักกีฬาโอลิมปิกและพาราลิมปิกเป็นมากกว่านักกีฬา พวกเขาคือลูกค้า ผู้รับบริการ และพนักงานของเรา และความฝันของพวกเขาไม่ได้จำกัดอยู่แค่การแข่งขัน เราให้บริการทางการเงินแก่ชุมชนที่พวกเขาอาศัยอยู่ สนับสนุนทางการเงินแก่สถานที่ที่พวกเขาฝึกซ้อม ช่วยให้พวกเขาเริ่มต้นธุรกิจและวางแผนอนาคต การเดินทางของพวกเขาสะท้อนให้เห็นถึงความใฝ่ฝันของผู้คนนับล้านที่เราให้บริการทุกวัน และเรารู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่งที่จะให้การสนับสนุนแก่พวกเขา”

ด้วยการดำเนินงานในกว่า 60 ประเทศและลูกค้าในกว่า 100 ตลาดทั่วโลก JPMorganChase จึงนำเสนอความเชี่ยวชาญและทรัพยากรที่ไม่มีใครเทียบได้ เพื่อช่วยสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจและโอกาสให้กับลูกค้า พนักงาน และชุมชนทั่วโลก

ตลอดระยะเวลากว่า 135 ปีที่ผ่านมา JPMorganChase ได้ช่วยสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในลอสแอนเจลิส โดยการสร้างงาน สนับสนุนธุรกิจ และช่วยให้ครอบครัวเจริญเติบโต ในลอสแอนเจลิส บริษัทให้บริการลูกค้าธนาคารเพื่อผู้บริโภค 5 ล้านราย และลูกค้าธุรกิจขนาดเล็กกว่า 589,000 ราย ผ่านพนักงานกว่า 6,000 คน และสาขาค้าปลีกกว่า 330 แห่ง โดยในประเทศฝรั่งเศส ซึ่งบริษัทได้ดำเนินงานมาตั้งแต่ปี 1868 JPMorganChase มีพนักงานมากกว่า 1,000 คน และตั้งแต่ปี 2018 บริษัทได้ลงทุนใหม่ทั้งในด้านธุรกิจและการกุศลกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเชื่อมโยงบุคคลและผู้ประกอบการเข้ากับโอกาสทางเศรษฐกิจ ในช่วงห้าปีที่ผ่านมา JPMorganChase ยังได้ให้สินเชื่อและเงินทุนกว่า 147 พันล้านยูโรแก่ลูกค้าด้านการลงทุนกว่า 670 รายทั่วประเทศ

ด้วยความร่วมมือนี้ JPMorganChase จะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางการเงินในระยะยาวให้กับขบวนการโอลิมปิกและพาราลิมปิก และสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้แก่นักกีฬา ธุรกิจ และชุมชนได้เจริญเติบโต โดย JPMorganChase และ IOC จะให้การสนับสนุนนักกีฬาอย่างครบวงจร รวมถึงแผนการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการด้านความมั่นคงทางการเงินสำหรับนักกีฬาผ่านแพลตฟอร์ม Athlete365 ของ IOC โดยโครงการริเริ่มเหล่านี้ รวมถึงการลงทุนในท้องถิ่นอื่นๆ ในเมืองเจ้าภาพจะช่วยให้มั่นใจได้ว่าโอลิมปิกจะทิ้งมรดกที่ยั่งยืนไว้หลังจากการแข่งขันสิ้นสุดลง

JPMorganChase ได้กลายเป็นพันธมิตรระดับโลกของโอลิมปิกในหมวดการบริหารสินทรัพย์และความมั่งคั่ง และการธนาคารส่วนบุคคล การธนาคารพาณิชย์และการลงทุน โดยในสหรัฐอเมริกา บริษัทฯ จะเป็นพันธมิตรผู้ก่อตั้งของการแข่งขันกีฬา LA28ในหมวดธุรกิจธนาคารเพื่อรายย่อย สอดคล้องกับแนวทางของ IOC โดยรายได้ที่เกิดจากความร่วมมือนี้จะถูกจัดสรรใหม่เพื่อสนับสนุนองค์กรกีฬาต่างๆ ทั่วโลก รวมถึงคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งชาติและนักกีฬา ตลอดจนคณะกรรมการจัดงานกีฬาโอลิมปิกและกีฬาโอลิมปิกเยาวชน

เกี่ยวกับ JPMorganChase
JPMorgan Chase & Co. (NYSE: JPM) เป็นบริษัทผู้ให้บริการทางการเงินชั้นนำที่มีฐานอยู่ในสหรัฐอเมริกา (“สหรัฐฯ”) และดำเนินงานอยู่ทั่วโลก ณ วันที่ 31 มีนาคม 2026 JPMorgan Chase มีสินทรัพย์ 4.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และส่วนของผู้ถือหุ้น 364 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ บริษัทเป็นผู้นำด้านวาณิชธนกิจ บริการทางการเงินสำหรับผู้บริโภคและธุรกิจขนาดเล็ก ธนาคารพาณิชย์ การประมวลผลธุรกรรมทางการเงิน และการบริหารสินทรัพย์ ภายใต้แบรนด์ J.P. Morgan และ Chase โดยบริษัทให้บริการลูกค้าหลายล้านรายในสหรัฐอเมริกา และลูกค้าองค์กร สถาบัน และรัฐบาลชั้นนำของโลกจำนวนมาก ข้อมูลเกี่ยวกับ JPMorgan Chase & Co. สามารถดูได้ที่ www.jpmorganchase.com

เกี่ยวกับคณะกรรมการโอลิมปิกสากล
คณะกรรมการโอลิมปิกสากล (IOC) เป็นองค์กรระหว่างประเทศที่ไม่แสวงหาผลกำไร โดยไม่ใช่หน่วยงานของรัฐ ประกอบด้วยอาสาสมัครที่มุ่งมั่นสร้างโลกที่ดีขึ้นผ่านกีฬา โดย IOC จะนำรายได้มากกว่า 90% ไปสนับสนุนวงการกีฬาโดยรวม ซึ่งหมายความว่าในแต่ละวันจะมีเงินเทียบเท่า 4.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ถูกนำไปช่วยเหลือนักกีฬาและองค์กรกีฬาในทุกระดับทั่วโลก

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

Contacts

Shelby Ashe
shelby.ashe@jpmchase.com

ที่มา: JPMorgan Chase & Co.

Ion Exchange ได้ขยายโซลูชันเมมเบรน HYDRAMEM® ไปทั่วโลก ผ่านความร่วมมือทางเทคโนโลยีเชิงกลยุทธ์กับ MANN+HUMMEL

Logo

มุมไบ ประเทศอินเดีย และลุดวิกส์บูร์ก ประเทศเยอรมนี–(BUSINESS WIRE)–29 เมษายน 2026

Ion Exchange (India) Ltd ผู้ให้บริการชั้นนำด้านโซลูชันการจัดการน้ำและสิ่งแวดล้อมแบบครบวงจรระดับโลก และบริษัท MANN+HUMMEL ที่เป็นผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีการกรองและโซลูชันการแยกอัจฉริยะ ได้ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการผลิตเมมเบรน PVDF Ultrafiltration (UF) ขั้นสูงพร้อมระบบ UltraSKID แบบบูรณาการ พร้อมทั้งการถ่ายทอดเทคโนโลยีโซลูชัน Membrane Bio Reactor (MBR) เชิงกลยุทธ์ไปยังประเทศอินเดีย

ความร่วมมือนี้เป็นการผสานรวมความเชี่ยวชาญระดับโลกด้านเทคโนโลยีเมมเบรนสำหรับโซลูชันเมมเบรนและน้ำของ MANN+HUMMEL เข้ากับศักยภาพด้านการผลิตที่แข็งแกร่ง ความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรม และการมีอยู่ของ Ion Exchange ในด้านโซลูชันการบำบัดน้ำและน้ำเสียในตลาดต่างประเทศ

ภายใต้ข้อตกลงนี้ Ion Exchange จะผลิต ดำเนินการบูรณาการระบบ และจำหน่ายเมมเบรนอัลตราฟิลเทรชันแบบเส้นใยกลวง PVDF พร้อมกับระบบ UltraSKID แบบบูรณาการโดยใช้เทคโนโลยีขั้นสูงของ MANN+HUMMEL โดยการผลิตจะดำเนินการที่โรงงานผลิตเมมเบรน HYDRAMEM® ที่ทันสมัยและได้รับการขยายให้ใหญ่ขึ้นของ Ion Exchange ในเมืองกัว ประเทศอินเดีย เพื่อรองรับความต้องการทั้งในและต่างประเทศ

โดยความร่วมมือนี้จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับโซลูชัน HYDRAMEM® ของ Ion Exchange เพื่อนำเสนอเทคโนโลยีเมมเบรนแบบครบวงจร ซึ่งรวมถึงระบบอัลตราฟิลเทรชัน (UF), รีเวิร์สออสโมซิส (RO) และระบบไบโอรีแอคเตอร์แบบเมมเบรน (MBR) โดยการผสมผสานเทคโนโลยีระดับโลกเข้ากับการผลิตในท้องถิ่น ซึ่งความร่วมมือนี้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดหา ลดระยะเวลารอคอย และส่งมอบโซลูชันเมมเบรนขั้นสูงให้แก่ลูกค้าทั่วโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

 Sridhar Padmanaban รองประธานอาวุโสของ Ion Exchange (India) Limited กล่าวว่า “ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการส่งมอบโซลูชันระดับโลกผ่านความสามารถในการผลิตเมมเบรน HYDRAMEM® ขั้นสูงของเรา ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญในเส้นทางของเราที่จะส่งมอบโซลูชันที่แตกต่าง มีประสิทธิภาพสูง และยั่งยืนให้แก่ลูกค้าในตลาดโลก”

Rohit Sathe รองประธานอาวุโสและผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายโซลูชันเมมเบรนและน้ำของ MANN+HUMMEL กล่าวเพิ่มเติมว่า “ความร่วมมือกับ Ion Exchange ในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือระดับโลกที่แข็งแกร่ง ที่มุ่งเน้นในการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการผลิตเมมเบรนขั้นสูงในระดับท้องถิ่น โดยเป็นการผสานจุดแข็งที่เสริมซึ่งกันและกัน เพื่อเพิ่มความพร้อมใช้งานของโซลูชันการกรองประสิทธิภาพสูง และรองรับความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไปในตลาดต่างๆ”

เกี่ยวกับ Ion Exchange (India) Limited

Ion Exchange (India) Ltd. เป็นผู้นำระดับโลกด้านการจัดการน้ำและสิ่งแวดล้อมแบบครบวงจร ด้วยประสบการณ์กว่า 60 ปี บริษัทให้บริการโซลูชันแบบบูรณาการสำหรับการบำบัดน้ำและน้ำเสีย การรีไซเคิล การแยกเกลือออกจากน้ำ และน้ำบริสุทธิ์สูงแก่ภาคอุตสาหกรรม เทศบาล และชุมชนที่ดำเนินงานโรงงานผลิตและประกอบชิ้นส่วนขั้นสูงทั่วโลก

บริษัทได้ก่อตั้งโรงงานผลิตเยื่อกรองระบบรีเวิร์สออสโมซิส (RO) แบบครบวงจรในเมืองกัวเมื่อปี 2560 ภายใต้โครงการ ‘Made in India’ ที่ช่วยประหยัดเงินตราต่างประเทศ

กลุ่มผลิตภัณฑ์ของบริษัทประกอบด้วยเมมเบรน HYDRAMEM®, เรซินแลกเปลี่ยนไอออน INDION®, สารเคมีพิเศษ และระบบวิศวกรรมต่างๆ โดยได้รับการสนับสนุนจากงานวิจัยและพัฒนา โซลูชันด้านน้ำดิจิทัล และเครือข่ายบริการทั่วโลก

เกี่ยวกับ MANN+HUMMEL

MANN+HUMMEL เป็นผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีการกรอง มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองลุดวิกส์บูร์ก ประเทศเยอรมนี โดยกลุ่มบริษัทได้พัฒนาโซลูชันการกรองและการแยกสารอัจฉริยะสำหรับอุตสาหกรรมการขนส่ง วิทยาศาสตร์ชีวภาพ และสิ่งแวดล้อม บริษัทได้ดำเนินกิจการโดยครอบครัวและก่อตั้งขึ้นในปี 1941 โดยมีความมุ่งมั่นที่จะสร้างการคมนาคมที่สะอาดขึ้น อากาศที่สะอาดขึ้น น้ำที่สะอาดขึ้น และอุตสาหกรรมที่สะอาดขึ้นทั่วโลก ในปี 2024 มีพนักงานประมาณ 21,200 คนในกว่า 80 แห่งทั่วโลก และสามารถสร้างยอดขายได้ 4.5 พันล้านยูโร

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260426996426/en

Contacts

ผู้ติดต่อสำหรับสื่อ:

Ion Exchange (India) Limited
Kanchan Nabar
kanchan.nabar@ionexchangeglobal.com
 
MANN+HUMMEL
Giulio Favero
giulio.favero@mann-hummel.com

ที่มา: Ion Exchange (India) Ltd

INNIO และ Net Zero Innovation Hub ร่วมกันสาธิตการผลิตไฟฟ้าสำรองจากไฮโดรเจน 100% ขนาด 3 เมกะวัตต์ซึ่งเป็นครั้งแรกของโลกสำหรับศูนย์ข้อมูล

Logo

  • INNIO และ Net Zero Innovation Hub for Data Centers ประสบความสำเร็จในการสาธิตระบบผลิตไฟฟ้าสำรองที่ใช้เชื้อเพลิงไฮโดรเจน 100% ขนาด 3 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นครั้งแรกในอุตสาหกรรม
  • ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคจาก Microsoft, Google และ Data4 ร่วมเป็นสักขีพยานในการทดสอบจริง เพื่อประเมินประสิทธิภาพภายใต้สภาวะการใช้งานจริงในศูนย์ข้อมูล

เจนบาค ออสเตรีย และเฟรเดอริเซีย เดนมาร์ก–(BUSINESS WIRE)–23 เมษายน 2026

INNIO Group ร่วมกับ Net Zero Innovation Hub for Data Centers ได้ทำการทดสอบครั้งสำคัญและเป็นครั้งแรกในอุตสาหกรรมเกี่ยวกับการสำรองไฟสำหรับศูนย์ข้อมูลโดยใช้เครื่องยนต์ก๊าซที่ใช้เชื้อเพลิงไฮโดรเจน 100% ในขนาด 3 เมกะวัตต์ โดยการทดสอบนี้เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางความร่วมมืออย่างเป็นระบบของ Hub ในการระบุและตรวจสอบเทคโนโลยีที่เป็นนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อให้สามารถนำไปใช้งานในวงกว้างในอุตสาหกรรมศูนย์ข้อมูลได้ โดยผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคจาก Microsoft, Google และ Data4 ได้ร่วมเป็นสักขีพยานในการทดสอบจริงเพื่อประเมินประสิทธิภาพเทียบกับข้อกำหนดต่างๆ ในการใช้งานของศูนย์ข้อมูล

img

การสาธิตครั้งแรกของโลกสำหรับการผลิตไฟฟ้าสำรองจากไฮโดรเจน 100% ขนาด 3 เมกะวัตต์ สำหรับศูนย์ข้อมูล โดย INNIO และ Net Zero Innovation Hub ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคจาก Microsoft, Google และ DATA4 ร่วมเป็นสักขีพยาน

เครื่องยนต์ที่ใช้ก๊าซธรรมชาติของ INNIO ได้รับการยอมรับในด้านความสามารถในการสตาร์ทอย่างรวดเร็ว การตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และประสิทธิภาพที่เสถียร โดยในขณะนี้ คุณสมบัติการทำงานเหล่านี้ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าใช้งานได้ดีกับไฮโดรเจน

ระหว่างการทดสอบขนาด 3 เมกะวัตต์ที่ศูนย์วิจัยของ INNIO นั้น เครื่องยนต์ Jenbacher ที่ใช้ไฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิงสามารถตอบสนองต่อความต้องการด้านการตอบสนองที่เข้มงวดที่จำเป็นสำหรับการปฏิบัติงานในศูนย์ข้อมูลที่สำคัญได้ โดยความสำเร็จนี้ได้รับการตรวจสอบโดยใช้โปรไฟล์โหลด AI ต่างๆ และการเปลี่ยนแปลงโหลดขนาดใหญ่และรวดเร็วเพื่อจำลองสภาวะต่างๆ ในศูนย์ข้อมูลจริง โดยผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคจาก Microsoft, Google และ Data4 ได้ร่วมเป็นสักขีพยานในการทดสอบจริงและประเมินประสิทธิภาพเทียบกับข้อกำหนดต่างๆ ของศูนย์ข้อมูลในโลกแห่งความเป็นจริง ซึ่งยืนยันว่าเครื่องยนต์ไฮโดรเจนเป็นแนวทางที่มีศักยภาพสำหรับความต้องการพลังงานสำรองและพลังงานหลักสำหรับศูนย์ข้อมูลรุ่นใหม่ที่มีความต้องการสูง

การทดสอบนี้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบของ Hub เพื่อขยายขอบเขตของนวัตกรรม ที่ Hub ผู้นำในอุตสาหกรรมศูนย์ข้อมูลได้ร่วมกันกำหนดข้อกำหนดสำหรับเทคโนโลยีใหม่ที่จะนำไปใช้ในศูนย์ข้อมูลในวงกว้าง หลังจากการขอข้อมูล (RFI) ทั่วโลกสำหรับโซลูชันสำรองไฟที่ใช้คาร์บอนต่ำ ไฮโดรเจนและเชื้อเพลิงสะอาดนั้นได้รับการคัดเลือกให้เป็นแนวทางในการทดแทนเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรองที่ใช้ดีเซล โดยเทคโนโลยีเครื่องยนต์ก๊าซ Jenbacher ของ INNIO ได้รับเลือกในการตรวจสอบในระดับเมกะวัตต์ โดยบริษัทได้เตรียมการและดำเนินการทดสอบสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีโดยความร่วมมือกับทีมงานด้านเทคนิคของ Hub ซึ่งทีมงานของ Hub นั้นประกอบไปด้วยพันธมิตรในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น Data4, Google, Microsoft, Schneider Electric และ Vertiv

ด้วยการเติบโตของโหลดที่ขับเคลื่อนด้วย AI ที่รวดเร็วขึ้น ผู้ประกอบการศูนย์ข้อมูลจึงให้ความสำคัญกับความมั่นคงของแหล่งพลังงาน การติดตั้งใช้งานที่รวดเร็ว และการลดการปล่อยคาร์บอน นักวิเคราะห์ในอุตสาหกรรมคาดการณ์ว่าระบบพลังงานแบบติดตั้งหลังมิเตอร์และระบบไฮบริดในศูนย์ข้อมูลที่สร้างใหม่จะเพิ่มขึ้นจาก 10-20% ในปี 2025 และเป็น 50-60% ในปี 2030 ซึ่งเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการหาทางเลือกที่สามารถปรับขนาดได้และปล่อยคาร์บอนต่ำเพื่อทดแทนระบบสำรองไฟที่ใช้ดีเซล

“ศูนย์ข้อมูลเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล และความต้องการด้านพลังงานของศูนย์ข้อมูลก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว การทดสอบนี้แสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีของ INNIO นั้นสามารถมอบประสิทธิภาพการทำงานที่ยืดหยุ่น ความสามารถในการปรับตัว และความยืดหยุ่นที่ศูนย์ข้อมูลต้องการ แม้ว่าจะทำงานโดยใช้ไฮโดรเจน 100% ก็ตาม” ดร. Olaf Berlien ประธานและซีอีโอของ INNIO Group กล่าว

“การทดสอบที่ประสบความสำเร็จนี้ไม่เพียงแต่ยืนยันถึงโซลูชันการสำรองไฟที่สะอาดและสามารถขยายขนาดได้เท่านั้น แต่ยังยืนยันถึงแนวทางการทำงานร่วมกันแบบใหม่ของศูนย์กลางนวัตกรรมเพื่อเร่งการนำโซลูชันที่เป็นนวัตกรรมมาใช้ในอุตสาหกรรมศูนย์ข้อมูล” Alberto Ravagni ซีอีโอของ Net Zero Innovation Hub for Data Centers กล่าวเสริม

โซลูชันพลังงานสำรองและพลังงานหลักแบบติดตั้งหลังมิเตอร์ที่ขับเคลื่อนด้วยไฮโดรเจนนั้นช่วยนำเสนอแนวทางที่มีศักยภาพสำหรับพลังงานสำรองและพลังงานหลักที่ใช้คาร์บอนต่ำ ซึ่งจะช่วยให้การติดตั้งสำหรับศูนย์ข้อมูล การบูรณาการเข้ากับโครงข่ายไฟฟ้า และการรักษาเสถียรภาพของโครงข่ายไฟฟ้าเป็นไปอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยกลุ่มบริษัท INNIO และ Net Zero Innovation Hub for Data Centers ได้วางแผนที่จะร่วมมือกันอย่างต่อเนื่องในการขยายโซลูชันนี้ โดยมุ่งเน้นที่ปัจจัยสำคัญ เช่น ความพร้อมของเชื้อเพลิง โครงสร้างพื้นฐาน การจัดเก็บ การขออนุญาต ความสามารถในการใช้เชื้อเพลิงสองชนิด และการบูรณาการเข้ากับสถาปัตยกรรมของศูนย์ข้อมูล

เกี่ยวกับ INNIO Group

INNIO Group เป็นผู้ให้บริการโซลูชันและบริการด้านพลังงานชั้นนำ ที่ช่วยเสริมศักยภาพให้กับอุตสาหกรรมและชุมชนในการใช้พลังงานอย่างยั่งยืนในปัจจุบัน ด้วยแบรนด์ผลิตภัณฑ์ Jenbacher และ Waukesha รวมถึงแพลตฟอร์มดิจิทัล myplant ที่ขับเคลื่อนด้วย AI โดย INNIO Group นำเสนอโซลูชันที่เป็นนวัตกรรมใหม่สำหรับโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของศูนย์ข้อมูล การผลิตไฟฟ้าแบบกระจาย และแอปพลิเคชันการบีบอัดข้อมูล ด้วยโซลูชันและบริการด้านพลังงานที่ยืดหยุ่น สามารถปรับขนาดได้ และทนทาน โดย INNIO Group จะช่วยให้ลูกค้าสามารถขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานตลอดห่วงโซ่คุณค่าของพลังงาน และช่วยให้มั่นใจได้ถึงการจัดหาพลังงานที่เชื่อถือได้ แม้ในพื้นที่ที่ไม่มีระบบไฟฟ้าหลัก

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดเยี่ยมชมเว็บไซต์ของ INNIO Group ได้ที่ innio.com ติดตาม INNIO Group ได้ที่ X และ LinkedIn

INNIO, Jenbacher, Waukesha และ myplant เป็นเครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของ INNIO Group หรือบริษัทในเครือ ในสหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา และประเทศอื่นๆ สำหรับรายชื่อเครื่องหมายการค้าของ INNIO Group โปรดไปที่ innio.com/trademarks เครื่องหมายการค้าและชื่อบริษัทอื่นๆ ทั้งหมดเป็นทรัพย์สินของเจ้าของที่เกี่ยวข้อง

เกี่ยวกับ Net Zero Innovation Hub for Data Centers

Net Zero Innovation Hub for Data Centers ได้รวบรวมผู้นำในอุตสาหกรรมศูนย์ข้อมูลเพื่อเร่งการใช้งานโซลูชันปลอดมลพิษ นำโดย Danfoss, Data4, Google, Microsoft, Schneider Electric และ Vertiv โดยศูนย์แห่งนี้จะลดความเสี่ยงด้านนวัตกรรมโดยการขจัดความเสี่ยงทางเทคนิค การค้า กฎระเบียบ และการเงิน ด้วยวิธีการสร้างนวัตกรรมแบบร่วมมือที่มีเอกลักษณ์และมีโครงสร้าง เป้าหมายคือการสนับสนุนการเติบโตของศูนย์ข้อมูลอย่างยั่งยืน ในขณะเดียวกันก็ช่วยให้การเปลี่ยนผ่านไปสู่เป้าหมายที่ปลอดมลพิษในอนาคตสามารถเป็นไปได้

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/ 20260423398996/en

Contacts

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม โปรดติดต่อ:

Alexander Becker
INNIO Group
+43 664 80833 1998
alexander.becker@innio.com

Christine Kjær Jacobsen
Net Zero Innovation Hub for Data Centers
+45 2975 2932
chja@netzerodatacenters.com

ที่มา: INNIO Group


Meta ลงนามข้อตกลงกับ AWS ในการขับเคลื่อน Agentic AI บนชิป AWS Graviton

Logo

 ข้อตกลงนี้จะช่วยเสริมพลังให้กับเวิร์กโหลดของเอเจนต์ที่อยู่เบื้องหลังความพยายามด้าน AI ของ Meta

 ประเด็นสำคัญ

  • การติดตั้งใช้งานจะเริ่มต้นด้วยคอร์ประมวลผล Graviton หลายสิบล้านคอร์ ที่มีศักยภาพในการขยายเพิ่มเติมได้
  • ปัจจุบัน Meta เป็นหนึ่งในลูกค้ารายใหญ่ที่สุดของ Graviton ทั่วโลก
  • ข้อตกลงนี้จะต่อยอดความสัมพันธ์อันยาวนานของ Meta กับ AWS และการใช้งาน Amazon Bedrock ในปริมาณมากเพื่อรองรับ AI รุ่นใหม่ของบริษัท

ซีแอตเทิล–(BUSINESS WIRE)–24 เมษายน 2026

Meta ได้ลงนามในข้อตกลงเพื่อใช้งานโปรเซสเซอร์ AWS Graviton ในปริมาณมาก โดยข้อตกลงนี้ถือเป็นการขยายความร่วมมือที่มีมายาวนานระหว่างทั้งสองบริษัทอย่างมีนัยสำคัญ ในขณะที่ Meta กำลังสร้าง AI ในรุ่นต่อไปของตัวเอง

การใช้งานจะเริ่มต้นด้วยคอร์ Graviton หลายสิบล้านคอร์ พร้อมความยืดหยุ่นในการขยายตามการเติบโตของความสามารถด้าน AI ของ Meta โดยข้อตกลงนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงวิธีการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI: ในขณะที่ GPU ยังคงมีความสำคัญสำหรับการเทรนโมเดลขนาดใหญ่ แต่การเพิ่มขึ้นของ AI แบบเอเจนต์กำลังสร้างความต้องการอย่างมหาศาลสำหรับเวิร์กโหลดที่ใช้ CPU อย่างหนัก เช่น การให้เหตุผลแบบเรียลไทม์ การสร้างโค้ด การค้นหา และการจัดการงานหลายขั้นตอนต่างๆ โดย Graviton5 นั้นถูกสร้างขึ้นมาโดยเฉพาะสำหรับเวิร์กโหลดเหล่านี้ ทำให้ Meta มีพลังการประมวลผลเพื่อเรียกใช้เวิร์กโหลดเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพในระดับใหญ่

ชิปเหล่านี้จะขับเคลื่อนงานต่างๆ ที่ Meta รวมถึงการสนับสนุนงานด้าน AI ของบริษัท งานดังกล่าวต้องการโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถรองรับการโต้ตอบนับพันล้านครั้งในขณะที่ดำเนินการประสานงานกับเวิร์กโฟลว์เอเจนต์ที่ซับซ้อนและหลายขั้นตอน ซึ่งเป็นงานประเภทที่ต้องใช้ CPU อย่างหนักหน่วงอย่างที่ Graviton ออกแบบมาเพื่อรองรับ

หากต้องการทราบเรื่องราวทั้งหมด โปรดไปที่ เกี่ยวกับ Amazon

เกี่ยวกับ Amazon Web Services

Amazon Web Services (AWS) ดำเนินงานโดยยึดมั่นในความต้องการของลูกค้า ความรวดเร็วในการสร้างสรรค์นวัตกรรม ความมุ่งมั่นในความเป็นเลิศด้านการดำเนินงาน และการมองการณ์ไกล ด้วยการทำให้เทคโนโลยีเข้าถึงได้ง่ายมาเกือบสองทศวรรษ และทำให้การประมวลผลแบบคลาวด์และ AI เชิงสร้างสรรค์สามารถเข้าถึงได้สำหรับองค์กรทุกขนาดและทุกอุตสาหกรรม AWS จึงได้สร้างธุรกิจเทคโนโลยีสำหรับองค์กรที่เติบโตเร็วที่สุดแห่งหนึ่งในประวัติศาสตร์ โดยลูกค้านับล้านต่างไว้วางใจ AWS ในการเร่งสร้างสรรค์นวัตกรรม เปลี่ยนแปลงธุรกิจ และกำหนดอนาคต และด้วยความสามารถด้าน AI ที่ครอบคลุมที่สุด รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานระดับโลก ทำให้ AWS สามารถช่วยให้ผู้สร้างสรรค์สามารถเปลี่ยนไอเดียใหญ่ๆ ให้กลายเป็นความจริงได้ เรียนรู้เพิ่มเติมได้ที่ aws.amazon.com และติดตาม @AWSNewsroom

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260424641117/en

Contacts

Amazon.com, Inc.
สายด่วนสำหรับสื่อมวลชน
Amazon-pr@amazon.com
www.amazon.com/pr

ที่มา: Amazon.com, Inc.

OG&E จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปี Bidgely EmPOWER AI 2026 ที่นครนิวยอร์ก

Logo

Alabama Power, Eversource, NV Energy, PSEG Long Island, Xcel Energy และบริษัทอื่นๆ จะร่วมแบ่งปันข้อมูลเชิงลึกจากโลกแห่งความเป็นจริงเกี่ยวกับการเปลี่ยนข้อมูลอัจฉริยะให้เป็นความเป็นเลิศในการดำเนินงาน

ลอสอัลทอส รัฐแคลิฟอร์เนีย–(BUSINESS WIRE)–23 เมษายน 2026

งานประชุมของ Bidgelyด้านข้อมูลอัจฉริยะด้านพลังงานชั้นนำอย่างงาน EmPOWER AIจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-14 พฤษภาคม ณ นครนิวยอร์ก เพื่อรวมผู้นำด้านสาธารณูปโภค นักวิจัยด้านพลังงาน และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในภาคพลังงาน โดยงานนี้จัดโดย OG&Eซึ่งจะมีเซสชันที่นำเสนอโดย Alabama Power, Eversource, NV Energy, PSEG Long Island, Xcel Energy และอื่นๆ อีกมากมาย ในงาน EmPOWER AI 2026 จะเน้นให้เห็นว่าบริษัทสาธารณูปโภคกำลังก้าวข้ามการทดลองใช้ AI ไปสู่การขยายขนาดในระดับองค์กรได้อย่างไร

This year's EmPOWER AI conference will demonstrate how utilities move from AI experimentation to enterprise-wide scalability with Bidgely's UtilityAI.

งานประชุม EmPOWER AI ในปีนี้จะแสดงให้เห็นว่าบริษัทสาธารณูปโภคต่างๆ จะเปลี่ยนจากการทดลองใช้ AI ไปสู่การใช้งาน AI ในวงกว้างทั่วทั้งองค์กรได้อย่างไร ด้วย UtilityAI ของ Bidgely

ในแต่ละปี Bidgely จะเปิดเผยความก้าวหน้าล่าสุดในเทคโนโลยีแพลตฟอร์ม AI และแมชชีนเลิร์นนิงต่างๆ โดยงาน EmPOWER AI 2026 จะจัดแสดงความสามารถของ AI ใหม่ๆ ที่สร้างขึ้นโดยเฉพาะเพื่อเปลี่ยนสัญญาณจากมิเตอร์อัจฉริยะทุกตัวให้เป็นการสนทนากับลูกค้าแบบส่วนตัวในวงกว้าง

“การเป็นเจ้าภาพจัดงาน EmPOWER AI ช่วยให้เราส่งเสริมความร่วมมือระดับสูงที่จำเป็นต่อการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานที่ซับซ้อน” Kirby Brinlee ผู้อำนวยการฝ่ายประสบการณ์ลูกค้าของ OG&E กล่าว “เมื่อเราเปลี่ยนจาก ‘ถ้าหาก’ ของเทคโนโลยีไปสู่ ​​‘วิธีการ’ ในการนำไปใช้ การแบ่งปันเรื่องราวความสำเร็จในการดำเนินงานจะช่วยให้ทั้งอุตสาหกรรมก้าวไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็วขึ้นและมีความมั่นใจมากขึ้น”

 ผลลัพธ์ในโลกแห่งความเป็นจริงในวงกว้าง

งาน EmPOWER AI 2026 จะนำเสนอการบรรยายและหัวข้อต่างๆ ที่โดดเด่น โดยเน้นการใช้งานจริง โดยจะตรวจสอบสิ่งที่หน่วยงานสาธารณูปโภคได้สร้างขึ้นมา ข้อแลกเปลี่ยนที่พวกเขาต้องเผชิญ และข้อกำหนดที่แท้จริงสำหรับการขยายขนาด AI ภายในสภาพแวดล้อมที่มีการควบคุม

“ภาคสาธารณูปโภคกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนที่สำคัญ ซึ่งการแยกส่วนข้อมูลนั้นไม่ยั่งยืนอีกต่อไป การทำลายกำแพงเหล่านี้จำเป็นต้องมีความมุ่งมั่นอย่างลึกซึ้งในการวิจัยข้ามอุตสาหกรรมและความร่วมมืออย่างแท้จริง” Gaia Gallotti ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของ IDC กล่าวเสริม “เมื่อนักนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีและผู้นำด้านสาธารณูปโภคสร้างบนพื้นฐานของข้อมูลร่วมกัน เราจะก้าวข้ามการแก้ไขปัญหาแบบค่อยเป็นค่อยไป และเริ่มออกแบบโครงสร้างพื้นฐานที่ยืดหยุ่นอย่างแท้จริงตามที่อนาคตต้องการ”

วิทยากรประกอบด้วย

  •  Johnny Whitfield, รองประธานฝ่ายการมีส่วนร่วมกับลูกค้า, OG&E
  •  Kirby Brinlee, ผู้อำนวยการฝ่ายประสบการณ์ลูกค้า, OG&E
  •  Maddie Emerson, ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์และโครงการ, OG&E
  •  Ryan Jones, ผู้จัดการฝ่ายนวัตกรรม, OG&E
  •  Bria Shea, ประธานในฐมินนิโซตา นอร์ทดาโคตา และเซาท์ดาโคตา, Xcel Energy
  •  David Gladey, รองประธาน, ฝ่ายวิศวกรรมการจัดจำหน่าย, Eversource
  •  Lou DeBrino, รองประธาน, ฝ่ายปฏิบัติการลูกค้า, PSEG Long Island
  •  Adam Grant, ผู้อำนวยการ, ฝ่ายบริการพลังงานแบบบูรณาการ, ฝ่ายปฏิบัติการ, NV Energy
  •  Laverne Price, ผู้อำนวยการ, ฝ่ายประสบการณ์ลูกค้า, OUC
  •  Mike Presti, ผู้อำนวยการ, ฝ่ายประสบการณ์ลูกค้าและการตลาด, PSEG Long Island
  •  Nayan Parikh, ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายเทคโนโลยีลูกค้าและโครงการ, PSEG Long Island
  •  Dylan Wilcox, นักวิเคราะห์กลยุทธ์อาวุโส, Alabama Power
  •  Brenda Carter, ผู้จัดการ, ศูนย์บริการ CX, APS
  •  Tessa Jilot, ผู้จัดการโครงการด้านประสิทธิภาพพลังงาน, Avista
  •  Eric Falcone, ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการ AMI, Eversource
  •  Denine Rothman, ผู้จัดการโครงการเวลาของวัน, PNM
  •  Gaia Gallotti, ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย, IDC
  •  Darren Roback, สถาปนิกโซลูชัน, AWS
  •  Seth Little, ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาตลาด, CLEAResult
  •  Nick Woolley, ซีอีโอ, ev.energy
  •  Srikanth Srinivasan, รองประธานฝ่ายการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน, Infosys
  •  Joe Mellusi, ผู้อำนวยการฝ่ายขาย, Itron
  •  Latisha Younger-Canon, ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ, Resource Innovations
  •  Martin Shalhoub, พันธมิตร, พลังงานและสาธารณูปโภค, West Monroe
  •  Abhay Gupta, ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ, Bidgely
  •  Gautam Aggarwal , ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายรายได้, Bidgely
  •  Karthik Moorthy, ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเติบโต, Bidgely
  •  Ted Nielsen, หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์, Bidgely

หัวข้อการสัมมนาประกอบด้วย

  •  แผนงานและการเปิดเผย: กรณีศึกษาเกี่ยวกับ AI เฉพาะทาง
  •  ความสามารถในการจ่ายส่งผลกระทบต่อทุกคน: การปกป้องความสามารถในการจ่ายในระดับระบบ
  •  ลูกค้าทุกคน เป็นที่รู้จัก ทุกปฏิสัมพันธ์ ฉลาดขึ้น
  •  เปลี่ยนการโทรที่มีค่าใช้จ่ายสูงให้เป็นช่วงเวลาแห่งการสร้างความไว้วางใจ
  •  เบื้องหลัง: วิทยาศาสตร์แห่งการรู้จักบ้านทุกหลัง
  •  จากการออกแบบอัตราค่าบริการไปจนถึงรูปแบบการใช้พลังงาน: การวิเคราะห์ข้อมูล AI และการฝึกอบรม คือส่วนที่ขาดหายไปตรงกลาง
  •  การวางแผนการใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างชาญฉลาด: ลดต้นทุน ชะลอการลงทุน
  •  ข้อมูลอัจฉริยะในฐานะความสามารถหลัก: การขยายขีดความสามารถของ UtilityAI Pro สำหรับองค์กร
  •  เปลี่ยน AMI 2.0 ให้เป็นระบบอัจฉริยะด้านโครงข่ายไฟฟ้าแบบเรียลไทม์

การนำ AI ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับอุตสาหกรรมพลังงานมาใช้ในการดำเนินงานประจำวันของบริษัทสาธารณูปโภค กำลังผลักดันให้เกิดผลลัพธ์ที่จำเป็นต่อการพัฒนาอนาคตด้านพลังงานที่ยั่งยืนและราคาไม่แพง ในขณะเดียวกันก็ตอบสนองความต้องการในปัจจุบัน ได้แก่ ต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น ความซับซ้อนของกฎระเบียบที่เพิ่มขึ้น การวางแผนการใช้ไฟฟ้า และแรงกดดันด้านเงินทุน

“เมื่อแรงกดดันต่อโครงข่ายไฟฟ้าทวีความรุนแรงและเปลี่ยนแปลงไป เทคโนโลยีที่ออกแบบมาเพื่อจัดการกับแรงกดดันเหล่านั้นก็พัฒนาตามไปด้วย” Abhay Gupta ซีอีโอของ Bidgely กล่าว “ระบบและโซลูชันที่เรานำเสนอได้รับการพัฒนาควบคู่ไปกับบริษัทสาธารณูปโภค โดยผลลัพธ์จากการใช้งานจริงพิสูจน์ให้เห็นว่า AI ระดับองค์กรมีความปลอดภัยและสามารถปรับขนาดได้ โดย EmPOWER AI คือจุดที่วิสัยทัศน์ของ AI มาบรรจบกับความเป็นจริงในการนำไปใช้งาน”

เปิดให้ลงทะเบียนเข้าร่วมงาน EmPOWER AI 2026 แล้ว สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดเยี่ยมชมที่ www.bidgely.com/empower-ai/

เกี่ยวกับ Bidgely

Bidgely เป็นผู้บุกเบิกด้านข้อมูลอัจฉริยะด้านพลังงานที่ขับเคลื่อนด้วย AI โดยเปลี่ยนข้อมูลมิเตอร์ดิบให้เป็นข้อมูลเชิงลึกที่มีความละเอียดสูงสำหรับบริษัทสาธารณูปโภคทั่วโลก บริษัทให้บริการบ้านเรือนกว่า 50 ล้านหลัง ด้วยแพลตฟอร์ม UtilityAI™ ของบริษัทที่ใช้สิทธิบัตรพื้นฐาน 19 ฉบับเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการมองเห็นโครงข่ายไฟฟ้า การดำเนินงานศูนย์บริการลูกค้า และการมีส่วนร่วมกับลูกค้าแบบเฉพาะบุคคล โดยบริษัทได้รับการยอมรับจาก Fast Company ว่าเป็นหนึ่งใน “10 บริษัทที่มีนวัตกรรมด้าน AI ประยุกต์มากที่สุด” Bidgely ผสานรวมการวิเคราะห์พลังงานที่แม่นยำเข้ากับระบบนิเวศ AI ในแนวนอน เช่น Microsoft Copilot และ AWS เพื่อปรับปรุงโครงข่ายไฟฟ้าให้ทันสมัยด้วยความแม่นยำในระดับสถานที่ตั้ง www.bidgely.com | bidgely.com/blog

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260423237253/en

Contacts

Christine Bennett
Bidgely
press@bidgely.com

ที่มา: Bidgely

JBL ฉลองครบรอบ 80 ปีแห่งพลังเสียง

Logo

ลอสแอนเจลิส–(BUSINESS WIRE)–23 เมษายน 2026

JBL แบรนด์เครื่องเสียงระดับตำนานจาก HARMAN กำลังฉลองครบรอบ 80 ปี ที่เป็นการครบรอบแปดทศวรรษแห่งการส่งมอบเสียงที่สร้างความประทับใจให้แก่คนรุ่นต่างๆ

JBL Brand Ambassador Benson Boone reflects the brand’s continued commitment to the artists shaping today’s music and culture while honoring 80 years of audio innovation.

Benson Boone ทูตแบรนด์ของ JBL สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของแบรนด์ที่มีต่อศิลปินผู้สร้างสรรค์ดนตรีและวัฒนธรรมในปัจจุบัน พร้อมทั้งเป็นการยกย่องนวัตกรรมด้านเสียงตลอด 80 ปีที่ผ่านมา

มรดกแห่งความเป็นผู้นำ
นับตั้งแต่ก่อตั้งโดยวิศวกรผู้มีวิสัยทัศน์อย่าง James B. Lansing ในปี 1946 JBL ได้กำหนดมาตรฐานด้านนวัตกรรมเสียงมาโดยตลอด ตั้งแต่สตูดิโอบันทึกเสียงระดับมืออาชีพและความบันเทิงภายในบ้าน ไปจนถึงการให้เสียงที่ทรงพลังในงานวัฒนธรรมระดับตำนานอย่าง Woodstock และ Tomorrowland โดย JBL มีความมุ่งมั่นที่จะส่งมอบเสียงที่แท้จริงและบริสุทธิ์เสมอมา

ปัจจุบัน อิทธิพลของ JBL นั้นไม่มีใครเทียบได้ โดย JBL ยืนหยัดในฐานะผู้นำระดับโลกด้านเครื่องเสียงส่วนบุคคล โดยมีผู้คนหลายร้อยล้านคนฟังเพลงที่พวกเขาชื่นชอบผ่านลำโพงพกพาและหูฟังของ JBL นอกจากนี้ JBL Professional ยังคงเป็นผู้จัดหาอุปกรณ์เสียงให้กับโรงภาพยนตร์กว่า 40% ทั่วโลก รวมถึงสนามกีฬา สตูดิโอบันทึกเสียง สถานที่จัดแสดงดนตรี และอีกมากมาย เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ฟังทุกหนทุกแห่งสามารถเข้าถึงเสียงคุณภาพสูงได้…แม้กระทั่งในรถยนต์ของคุณ

“ตลอด 80 ปีที่ผ่านมา มรดกทางวิศวกรรมของ JBL ได้สร้างมาตรฐานของระบบเสียงที่มีความเที่ยงตรงสูง และมาตรฐานนั้นยังคงอยู่ในทุกผลิตภัณฑ์ของ JBL ที่ผลิตในปัจจุบัน ในโอกาสที่เราเฉลิมฉลองความสำเร็จครั้งสำคัญนี้ JBL ยังคงมุ่งมั่นที่จะสานต่อมาตรฐานนี้ต่อไปในด้านเทคโนโลยีที่จะขับเคลื่อนเสียงและวัฒนธรรมในยุคต่อไป” Dave Rogers ประธานฝ่ายไลฟ์สไตล์ของ HARMAN กล่าว

นวัตกรรมกว่าแปดทศวรรษ
กว่าแปดทศวรรษที่วิศวกรของ JBL ได้บุกเบิกเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงวิธีการสร้างและสัมผัสเสียง ตั้งแต่การออกแบบลำโพงที่ล้ำสมัยไปจนถึงโซลูชันเสียงอัจฉริยะที่ได้รับรางวัลสำหรับระบบเสียงระดับมืออาชีพ ระดับหรู พกพาได้ และในรถยนต์ การแสวงหาความเป็นเลิศอย่างไม่หยุดยั้งนี้ทำให้ JBL ได้รับรางวัลเกียรติยศสูงสุดในอุตสาหกรรมมากมาย รวมถึงรางวัลออสการ์สำหรับความสำเร็จด้านวิศวกรรมเสียง และรางวัลแกรมมี่สำหรับ “ความเชี่ยวชาญและนวัตกรรมอย่างต่อเนื่องในด้านเสียงและมอนิเตอร์สำหรับการแสดงคอนเสิร์ต สตูดิโอ โรงภาพยนตร์ และการออกอากาศ เพื่อให้มั่นใจได้ถึงมาตรฐานที่เข้มงวดสำหรับประสบการณ์เสียงที่แม่นยำที่สุด”

เมื่อมองไปข้างหน้า JBL กำลังกำหนดอนาคตของเสียงด้วยการลงทุนในเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย เช่น เสียงรอบทิศทาง เสียงบรรยากาศที่ปรับเปลี่ยนได้ และประสบการณ์การฟังที่ดื่มด่ำซึ่งผสานเสียงเข้ากับชีวิตประจำวันได้อย่างราบรื่น ความยั่งยืนก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่สำคัญสำหรับ JBL โดยเป็นแนวทางในการออกแบบและการผลิตผลิตภัณฑ์ไปสู่อนาคตที่รับผิดชอบต่อการสร้างสรรค์นวัตกรรมด้านเสียงมากยิ่งขึ้น

ขยายศักยภาพแห่งอนาคต
ความมุ่งมั่นของ JBL ในด้านนวัตกรรมไม่ได้จำกัดอยู่แค่ผลิตภัณฑ์ที่ก้าวล้ำเท่านั้น แต่ยังรวมถึงโครงการที่ขับเคลื่อนโดยชุมชน เช่น JBL Music Academy, JBL Campus Program และความร่วมมือกับองค์กรต่างๆ เช่น Girls Make Beats โดย JBL กำลังรวบรวมศิลปินรุ่นใหม่และอุตสาหกรรมในวงกว้างเข้าด้วยกัน เพื่อทำลายอุปสรรคและส่งเสริมเสียงที่หลากหลายซึ่งจะกำหนดอนาคตของเสียง

“ความแท้จริงในดนตรีคือทุกสิ่ง JBL มุ่งมั่นเสมอมาและจะมุ่งมั่นต่อไปในการทำให้มั่นใจว่าเสียงของศิลปินจะได้รับการรับฟัง และผู้ชมจะได้สัมผัสวิสัยทัศน์ของพวกเขาโดยไม่ถูกกรอง ไม่ว่าจะขณะเดินทาง ที่บ้าน หรือในงานแสดงสด โดย JBL จะเชื่อมโยงโลกเข้าด้วยกันผ่านพลังแห่งเสียง”– Martin Garrix ทูตระดับโลกของ JBL

ไฮไลท์งานครบรอบปี
JBL จะฉลองครบรอบ 80 ปีด้วยโครงการระดับโลกมากมาย รวมถึง JBL Playback Gallery ซึ่งจัดแสดงผลิตภัณฑ์ JBL อันเป็นเอกลักษณ์ตลอดแปดทศวรรษ พร้อมคำบรรยายจากผู้เชี่ยวชาญและการสาธิตทางเทคนิค โดยทัวร์นี้จะเดินทางไปยังเมืองสำคัญต่างๆ ตลอดปี 2026 ได้แก่ อัมสเตอร์ดัม ลอสแอนเจลิส มิวนิก นิวยอร์ก โตเกียว และเวียนนา

โครงการอื่นๆ ได้แก่ นิตยสารดิจิทัลฉบับพิเศษที่มีให้ดาวน์โหลดในระยะเวลาจำกัดที่นี่และการครอบครองรายการ Audio Talks ของ HARMAN ตลอดทั้งฤดูกาล พอดแคสต์นี้ประกอบด้วยบทสนทนากับวิศวกร นักออกแบบ และนักดนตรีที่มีอิทธิพลต่อเสียงของ JBL นอกจากนี้ยังมีการนำเสนอการเฉลิมฉลองครบรอบปีผ่านวิดีโอ

ด้วยประสบการณ์ด้านเสียงที่ยอดเยี่ยมกว่า 80 ปี และวิสัยทัศน์ที่ก้าวไกลสำหรับอนาคต ทาง JBL ยังคงมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนเสียงที่เคลื่อนไหว เชื่อมต่อ และสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนทั่วโลก

เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับวาระครบรอบ 80 ปี ของ JBL ได้ที่นี่: https://www.jbl.com/our-story.html

เกี่ยวกับ JBL
ตลอด 80 ปีที่ผ่านมา JBL ได้สร้างสรรค์ช่วงเวลาที่น่าจดจำที่สุดในชีวิต จุดบรรจบกันของดนตรี ไลฟ์สไตล์ เกม และกีฬา โดย JBL จะช่วยยกระดับประสบการณ์การฟังด้วยคุณภาพเสียงที่เหนือกว่าและการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ส่งเสริมความเป็นปัจเจกและการแสดงออกถึงตัวตน ด้วยความเชี่ยวชาญระดับมืออาชีพที่ไม่มีใครเทียบได้และนวัตกรรมชั้นนำในอุตสาหกรรม ทำให้ JBL เป็นผู้บุกเบิกในอุตสาหกรรมเสียงด้วยวิศวกรและนักออกแบบผู้เปี่ยมด้วยความมุ่งมั่นและความสามารถทั่วโลก โดย JBL Pro Sound คือเทคโนโลยีชั้นนำที่ผลักดันวัฒนธรรมไปข้างหน้าผ่านกิจกรรมทางวัฒนธรรมป๊อปที่สำคัญและการเป็นพันธมิตรกับผู้มีความสามารถระดับโลกในด้านดนตรี กีฬา และอีสปอร์ต

เกี่ยวกับ HARMAN
HARMAN คือผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีเครื่องเสียงไลฟ์สไตล์และยานยนต์ เราสร้างสรรค์ประสบการณ์อัจฉริยะที่ยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน ไม่ว่าจะเป็นบนท้องถนน ในบ้าน บนเวที และทุกที่ทุกเวลา แบรนด์เครื่องเสียงอันเป็นเอกลักษณ์ของเรา ซึ่งรวมถึง JBL®, Harman Kardon®, AKG®, Bowers & Wilkins®, Denon® และ Marantz® ที่นำเสนอคุณภาพเสียงระดับพรีเมียมแก่ผู้บริโภคและผู้เชี่ยวชาญด้านภาพและเสียงทั่วโลก รถยนต์กว่า 50 ล้านคันทั่วโลกไว้วางใจเทคโนโลยีของ HARMAN เพื่อมอบประสบการณ์ภายในห้องโดยสารที่ปลอดภัย ชาญฉลาด และใช้งานง่ายยิ่งขึ้น โดย HARMAN เป็นบริษัทในเครือของ Samsung Electronics Co., Ltd. และมีพนักงานประมาณ 26,000 คนทั่วโลก

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260423455760/en

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

Contacts

HARMAN Lifestyle Communications
Lifestyle.communications@harman.com

ที่มา: HARMAN

Medytox ปิดฉาก ‘2026 Medytox Global Anatomy Workshop’ อย่างประสบความสำเร็จ… เสริมความแข็งแกร่งสู่การเป็นผู้นำด้านเวชศาสตร์ความงาม

Logo

  • เชิญบุคลากรทางการแพทย์กว่า 350 คนจากไทย ไต้หวัน ญี่ปุ่น จัดเวิร์กช็อปกายวิภาคศาสตร์ระดับโลกขนาดใหญ่
  • ไม่ใช่เพียงการฉีดโบทูลินัมท็อกซินและฟิลเลอร์กรดไฮยาลูโรนิก แต่ยังเสนอเทคนิคทางการแพทย์ใหม่ที่อิงความเข้าใจกายวิภาคศาสตร์ พร้อมประกาศแนวคิด ‘Medical Aesthetic Leadership’ อีกด้วย
  • ยกระดับเวิร์กช็อประดับโลกโดยมีสถาบันการศึกษาและฝึกอบรมทางคลินิกเป็นศูนย์กลาง พร้อมเร่งยกระดับแพลตฟอร์มทางวิชาการบริษัทลูกที่ประเทศไทย ‘Medytox Thailand’
  • เข้าร่วมช่วงเสวนาด้านอุตสาหกรรมในงานประชุมวิชาการนานาชาติ ‘ICLAS 2026’ ร่วมแบ่งปันข้อมูลงานวิจัยทางคลินิกล่าสุด และเทรนด์การทำหัตถการตามวัตถุประสงค์ที่หลากหลาย
  • Medytox กล่าวว่า, “เราจะเดินหน้าสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรม ในฐานะผู้นำแนวทางการรักษายุคใหม่”

โซล, เกาหลีใต้- 24 เมษายน 2026

บริษัทไบโอเวชภัณฑ์ Medytox (086900KOSDAQ) (ประธาน จองฮยอนโฮ) ประกาศเมื่อวันที่ 24 ว่า ประสบความสำเร็จในการจัดงานเวิร์กช็อปด้านกายวิภาคศาสตร์ระดับโลก ‘2026 Medytox Global Anatomy Workshop’ ที่ประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

At ICLAS 2026 held in Bangkok, Thailand, on the 23rd, Dr.Soo Jeong Heo of MAGMA Clinic is delivering a presentation (Image: Medytox)

At ICLAS 2026 held in Bangkok, Thailand, on the 23rd, Dr.Soo Jeong Heo of MAGMA Clinic is delivering a presentation (Image: Medytox)

งานครั้งนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 22-24 เมษายน โดยมีบุคลากรทางการแพทย์เข้าร่วมกว่า 350 คนจากเกาหลีใต้ ไทย ญี่ปุ่น และไต้หวัน โดยเริ่มจากการจัดเวิร์กช็อประดับโลกครั้งใหญ่ในกรุงเทพมหานคร ประเทศไทย ซึ่งโดดเด่นในการเข้าถึงบุคลากรทางการแพทย์นานาชาติ และได้รับการยอมรับว่าเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ของเอเชีย รวมถึงเป็นประตูสู่ตะวันออกกลางและยุโรป ซึ่ง Medytox เตรียมเดินหน้าจัดเวิร์กช็อประดับโลกบนพื้นฐานกายวิภาคศาสตร์อย่างต่อเนื่อง พร้อมขยายขอบเขตให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น

ในวันแรกของงาน (22 เมษายน) มีการจัดบรรยายภายใต้หัวข้อ ‘เวชศาสตร์ความงามใบหน้าและลำคอที่สมบูรณ์ด้วยกายวิภาคศาสตร์ (Basic and Essential Anatomical Consideration for the Face and Neck)’ โดยเน้นการเรียนรู้เชิงปฏิบัติที่ปลอดภัยและแม่นยำสำหรับการฉีดโบทูลินัมท็อกซินและฟิลเลอร์ ซึ่งอิงจากความเข้าใจกายวิภาคศาสตร์เป็นหลัก โดยมีศาสตราจารย์ คิมฮีจิน จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยยอนเซ สาขาศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าและลำคอ เป็นเทรนเนอร์หลักของเวิร์กช็อปด้านกายวิภาคศาสตร์ระดับโลกครั้งนี้

เริ่มตั้งแต่การวิเคราะห์โครงสร้างชั้นเนื้อเยื่อทั้งหมดของใบหน้าและลำคอ ไปจนถึงการใช้คลื่นอัลตราซาวด์เพื่อตรวจสอบชั้นเนื้อเยื่อแบบเรียลไทม์ การวางแผนตำแหน่งฉีดโบทูลินัมท็อกซินและฟิลเลอร์ตามบริเวณต่าง ๆ รวมถึงกลยุทธ์การป้องกันภาวะแทรกซ้อน และการรับมือทางคลินิก โดยมีทั้งการเรียนภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติในวันเดียวกัน ซึ่งต่างจากการอบรมทั่วไปที่มักเน้นการแนะนำผลิตภัณฑ์หรือผลลัพธ์ของหัตถการ โดยโปรแกรมนี้มุ่งเน้นหลักการทางการแพทย์ และการฝึกปฏิบัติด้านกายวิภาคจากร่างกายมนุษย์จริงเป็นหลัก ทำให้ได้รับการประเมินในระดับสูงจากบุคลากรทางการแพทย์ที่เข้าร่วมอบรม

ศาสตราจารย์ คิมฮีจิน กล่าวว่า “ความปลอดภัยและความแม่นยำของการทำหัตถการบริเวณใบหน้าขึ้นอยู่กับความเข้าใจโครงสร้างทางกายวิภาค และกลไลการออกฤทธิ์ของผลิตภัณฑ์เป็นสิ่งสำคัญ การเข้าใจแนวการวางตัวของหลอดเลือดและเส้นประสาท รวมถึงโครงสร้างของเนื้อเยื่อในแต่ละชั้นอย่างถูกต้อง อีกทั้ง การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการยืนยันทั้งด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพ จะช่วยเพิ่มผลการรักษาในระยะยาว และเพิ่มความพึงพอใจของคนไข้” พร้อมเน้นเพิ่มเติมว่า “โดยเฉพาะในการทำหัตถการซ้ำ ควรคำนึงถึงความเสี่ยงของการเกิดภาวะดื้อยา ดังนั้นการเลือกใช้โบทูลินัมท็อกซินชนิดที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะดื้อยาต่ำ เช่น ‘CORETOX’ ที่ลดโปรตีนเชิงซ้อนที่ไม่จำเป็น จึงมีความสำคัญ”

Medytox มีแผนจะใช้สถาบันการศึกษาและฝึกอบรมทางคลินิก Medytox ซึ่งเป็นแกนหลักของงานครั้งนี้ เป็นศูนย์กลางในการขับเคลื่อนระบบนิเวศทางวิชาการระดับโลก พร้อมทั้งพัฒนาแพลตฟอร์มทางวิชาการที่เป็นกลาง เปิดโอกาสให้บุคลากรทางการแพทย์จากหลากหลายประเทศเข้ามามีส่วนร่วม โดยมุ่งนำเสนอทั้งมาตรฐานการทำหัตถการ และแนวทางการรักษาที่อิงกับกายวิภาคศาสตร์ เพื่อมุ่งสู่การเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมเวชศาสตร์ความงามระดับโลก

วันที่สองของงาน (23 เมษายน) Medytox ได้เข้าร่วมช่วงเสวนาด้านอุตสาหกรรมในงานประชุมวิชาการนานาชาติ ‘ICLAS 2026’ ร่วมกับบริษัทลูกในประเทศไทย ‘Medytox Thailand’ โดยมีวิทยากรจากเกาหลี ญี่ปุ่น และไทย ร่วมนำเสนอองค์ความรู้และเทคนิคการรักษาล่าสุดจากประสบการณ์ทางคลินิก พร้อมแลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการอย่างต่อเนื่อง

ภายในงานได้มีการแบ่งปันเทคนิคการทำหัตถการที่หลากหลาย อาทิ การยกหน้าผากด้วยการใช้โบทูลินัมท็อกซินร่วมกับฟิลเลอร์กรดไฮยาลูโรนิก (HA) การใช้ฟิลเลอร์ในหัตถการด้านความงามสำหรับผู้หญิง รวมถึงเทคนิคการปรับรูปปากและกรอบหน้าด้วยโบทูลินัมท็อกซินรุ่นใหม่ “NEWLUX (ชื่อในประเทศไทย: METATOX)” จาก NUMECO บริษัทในเครือ นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอการทำหัตถการผสมผสานโบทูลินัมท็อกซินและฟิลเลอร์เพื่อแก้ไขริ้วรอยรอบดวงตา ซึ่งสอดคล้องกับเทรนด์ความงามในตลาดประเทศไทย และได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานเป็นอย่างมาก

ในวันสุดท้ายของงาน (24 เมษายน) คณะผู้เข้าร่วมได้เข้าเยี่ยมชมบริษัทลูกในประเทศไทย ‘Medytox Thailand’ รวมถึงเยี่ยมชมคลินิกชั้นนำในประเทศไทย เพื่อศึกษาภาพรวมการดำเนินงานในพื้นที่ และสังเกตการณ์การทำหัตถการจริง ซึ่งช่วยให้เข้าใจตลาดในประเทศไทยมากขึ้น

ผู้แทนจาก Medytox กล่าวว่า “เวิร์กช็อปครั้งนี้เป็นเวทีสำคัญในการถ่ายทอดทิศทางมาตรฐานทางการแพทย์ของ Medytox ไปยังบุคลากรทางการแพทย์ทั่วโลกโดยตรง” พร้อมเสริมว่า “กายวิภาคศาสตร์ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการทำหัตถการด้านเวชศาสตร์ความงาม และเป็นแนวทางเชิงวิทยาศาสตร์ที่ช่วยให้มั่นใจในความปลอดภัยและประสิทธิภาพ โดย Medytox จะเดินหน้าสร้างมาตรฐานใหม่ของเวชศาสตร์ความงามระดับโลก ในฐานะผู้นำที่ขับเคลื่อนแนวทางการรักษายุคใหม่ต่อไป”

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260424514357/en 

Contacts

ฝ่ายประชาสัมพันธ์ Medytox

ผู้จัดการ

Sun Hwa Choi

+82-2-6901-5864

shchoi@medytox.com

ผู้ช่วยผู้จัดการ

Min Kyeong Song

+82-2-6901-5468

mksong@medytox.com

Porsche ขายหุ้น Bugatti ให้กับ BlueFive Capital

Logo

ลอนดอน–(BUSINESS WIRE)–24 เมษายน 2026

Porsche ได้ตกลงขายหุ้นใน Bugatti Rimac แล้ว

Porsche และ Rimac Group ได้ร่วมกันก่อตั้ง Bugatti Rimac ในปี 2021 เพื่อเป็นที่ตั้งของแบรนด์ Bugatti อันโด่งดัง โดยในบริษัทร่วมทุนนี้ Porsche ถือหุ้นส่วนน้อยในสัดส่วน 45% และ Rimac Group ถือหุ้นในสัดส่วน 55% นอกจากนี้ Porsche ยังถือหุ้น 20.6% ใน Rimac Group ด้วย

ในส่วนหนึ่งของธุรกรรมที่ประกาศในวันนี้ Porsche ตกลงจะขายหุ้นทั้งหมดใน Bugatti Rimac และ Rimac Group ให้กับกลุ่มทุนที่นำโดย HOF Capital ที่รวมถึง BlueFive Capital ในฐานะผู้ลงทุนรายใหญ่ที่สุด รวมถึงกลุ่มนักลงทุนสถาบันจากทั่วสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป โดยหลังจากเสร็จสิ้นธุรกรรมแล้ว Rimac Group จะเข้าควบคุม Bugatti Rimac และร่วมเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์กับ BlueFive Capital และ HOF Capital เพื่อสนับสนุนการเติบโตต่อไปอย่างต่อเนื่อง

Hazem Ben-Gacem ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ BlueFive Capital กล่าวว่า “Bugatti เป็นอนุสรณ์แห่งความหลงใหลในยานยนต์ ที่ถือกำเนิดจากความมุ่งมั่นของ Ettore Bugatti ในการผสานความงามและสมรรถนะเข้าด้วยกัน โดย BlueFive Capital มองโอกาสนี้มากกว่าแค่การทำธุรกรรมทางการเงิน และเราหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะได้ร่วมงานกับทีมงาน Bugatti Rimac ทั้งหมด เพื่อสืบทอดมรดกนี้ต่อไปในอีกหลายชั่วอายุคน”

ดร. Michael Leiters ซีอีโอของ Porsche AG กล่าวว่า “การจัดตั้งบริษัทร่วมทุน Bugatti Rimac ร่วมกับ Rimac Group นั้น ประสบความสำเร็จในการวางรากฐานสำหรับอนาคตของ Bugatti และในฐานะนักลงทุนในระยะเริ่มต้นของ Rimac Group นั้น Porsche ได้มีส่วนสำคัญในการพัฒนา Rimac Technology ให้กลายเป็นบริษัทเทคโนโลยีด้านยานยนต์ระดับ Tier-1 ที่มั่นคง และด้วยการขายหุ้นของเราในครั้งนี้ เราจะมุ่งเน้นให้ Porsche กลับไปทำธุรกิจหลักของเรา เราขอขอบคุณ Mate Rimac และทีมงานสำหรับความร่วมมือที่สร้างสรรค์และไว้วางใจได้ในตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา”

Mate Rimac ซีอีโอของ Bugatti Rimac กล่าวว่า “Porsche เป็นพันธมิตรที่สำคัญยิ่ง และเราขอขอบคุณเป็นอย่างยิ่งสำหรับบทบาทของพวกเขาในการก่อตั้ง Bugatti Rimac ด้วยรากฐานที่แข็งแกร่งที่ได้มอบให้ ตอนนี้เรามีโครงสร้างที่ช่วยให้เราสามารถดำเนินการตามวิสัยทัศน์ระยะยาวของเราได้เร็วยิ่งขึ้น เรากำลังตั้งตารอที่จะได้ร่วมมือกับพันธมิตรใหม่ของเรา”

เกี่ยวกับ BlueFive Capital

BlueFive Capital เป็นแพลตฟอร์มการลงทุนระดับโลกที่มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการมูลค่า 15 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปัจจุบัน โดยมุ่งเป้าไปที่โอกาสในเศรษฐกิจที่มีศักยภาพสูง ด้วยเป้าหมายในการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเงินแบบดั้งเดิมและส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อาบูดาบี และมีสำนักงานในลอนดอน มานามา อาบูดาบี ดูไบ มัสกัต และปักกิ่ง บริษัทนำเสนอผลิตภัณฑ์ด้านการลงทุนในหุ้นเอกชน อสังหาริมทรัพย์ โครงสร้างพื้นฐาน และผลิตภัณฑ์ทางการเงินแก่ลูกค้ากลุ่มบุคคลที่มีความมั่งคั่ง ลูกค้าสถาบัน และลูกค้ารายย่อยต่างๆ

BlueFive Capital ก่อตั้งขึ้นเมื่อปลายปี 2024 และนำโดย Hazem Ben-Gacem หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ยาวนานที่สุดในแวดวงไพรเวทอิควิตี้ระดับโลก สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดเยี่ยมชม www.bluefivecapital.com

*ที่มา: AETOSWire

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

Contacts

Ayesha Daya
adaya@bluefivecapital.com

ที่มา: BlueFive Capital

The Bangkok Reporter