Kirin และ Blackmores ผนึกกำลังเปิดตัวผลิตภัณฑ์เสริมอาหารส่งเสริมการทำงานของสมองในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ โดยพัฒนาสูตรด้วยสาร Cognizin® Citicoline จาก Kirin Group

Logo

  • Kirin Holdings และ Blackmores บริษัทใน Kirin Group ที่ออสเตรเลีย ได้ร่วมกันพัฒนาผลิตภัณฑ์ซึ่งออกแบบมาเพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพการทำงานของสมอง
  • พัฒนาสูตรด้วยสาร Cognizin® Citicoline อันเป็นส่วนผสมซิติโคลีนจาก Kyowa Hakko Bio Co., Ltd. ซึ่งเป็นบริษัทใน Kirin Group
  • ผลิตภัณฑ์นี้ผลิตขึ้นที่โรงงานย่านเบรไซด์ (Braeside) ของ Blackmores ในออสเตรเลีย โดยมีกำหนดวางจำหน่ายในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์เป็นกลุ่มแรกตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกรกฎาคม 2026 เป็นต้นไป

โตเกียว–(BUSINESS WIRE)–23 กรกฎาคม 2026

Kirin Holdings Company, Limited (TOKYO:2503) และ Blackmores Limited (Blackmores) ซึ่งเป็นบริษัทใน Kirin Group และเป็นบริษัทผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพจากธรรมชาติชั้นนำของออสเตรเลีย มีความภูมิใจที่จะประกาศเปิดตัว Blackmores Cognition Ultra ในออสเตรเลีย และ Blackmores Ultra Brain Care ในนิวซีแลนด์ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชนิดใหม่นี้พัฒนาสูตรด้วยสาร Cognizin® Citicoline อันเป็นส่วนผสมที่ได้รับการสนับสนุนทางวิทยาศาสตร์จาก Kyowa Hakko Bio Co., Ltd. ซึ่งเป็นบริษัทใน Kirin Group และถือเป็นผลิตภัณฑ์ชิ้นแรกของ Blackmores ที่ออกแบบมาเพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพการทำงานของสมอง โดยผลิตภัณฑ์นี้ผลิตขึ้นที่โรงงานผลิตของ Blackmores ในย่านเบรไซด์ และจะเริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกรกฎาคมนี้ที่ร้านขายยาในนิวซีแลนด์ รวมถึงช่องทางอีคอมเมิร์ซของ Blackmores ในออสเตรเลีย จากนั้นจึงจะมีการเปิดตัวที่ร้านขายยาในออสเตรเลียตั้งแต่เดือนกันยายนเป็นต้นไป

Blackmores Cognition Ultra (Australia)

Blackmores Cognition Ultra (ออสเตรเลีย)

นับตั้งแต่ที่ Blackmores ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ Kirin Group ในเดือนสิงหาคม 2023 ทางกลุ่มบริษัทได้เดินหน้าเสริมความแข็งแกร่งให้กับโครงการต่าง ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการด้านสุขภาพของผู้บริโภคในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (APAC) พร้อมทั้งแสวงหาโอกาสในการสร้างมูลค่าและความร่วมมือทางธุรกิจในกลุ่มธุรกิจวิทยาศาสตร์สุขภาพ ผลิตภัณฑ์นี้เกิดขึ้นได้จากการผสานจุดแข็งของ Blackmores ทั้งในด้านความเข้าใจผู้บริโภค ขีดความสามารถในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และความเชี่ยวชาญด้านระเบียบข้อบังคับ เข้ากับจุดแข็งของ Kyowa Hakko Bio ในการส่งมอบส่วนผสมที่ได้รับการสนับสนุนด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์ทางวิทยาศาสตร์

สุขภาพการทำงานของสมองเป็นสิ่งสำคัญสำหรับคุณภาพชีวิตประจำวัน*1 ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีความสนใจที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงด้านการทำงานของสมองตามวัย รวมถึงความพยายามในระยะเริ่มต้นเพื่อรักษาสุขภาพสมอง การศึกษาชี้ให้เห็นว่าความเสื่อมถอยด้านการทำงานของสมองอาจเริ่มต้นตั้งแต่วัยกลางคน และองค์การระหว่างประเทศ รวมถึงองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษาสุขภาพสมองตลอดช่วงชีวิต*2

1. สถาบันการสูงวัยแห่งชาติ (NIH) เรื่องสุขภาพการทำงานของสมองและผู้สูงอายุ

2. องค์การอนามัยโลก (WHO) เรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพสุขภาพสมองตลอดช่วงชีวิต: เอกสารแสดงจุดยืนขององค์การอนามัยโลก

ผลิตภัณฑ์นี้จะเปิดตัวในฐานะผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพของผู้บริโภคที่สนใจด้านการทำงานของสมอง โดยสอดคล้องกับระเบียบข้อบังคับที่บังคับใช้ในแต่ละประเทศและภูมิภาค ในการเปิดตัวครั้งนี้ Kirin Group จะยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนการบริหารจัดการแบบการสร้างคุณค่าร่วมกัน (CSV) ซึ่งมุ่งสร้างทั้งคุณค่าทางสังคมและทางเศรษฐกิจ พร้อมทั้งแสวงหาการเติบโตอย่างต่อเนื่องของธุรกิจวิทยาศาสตร์สุขภาพในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (APAC)

Alastair Symington เจ้าหน้าที่บริหารระดับสูงของ Kirin Holdings ประธานของ Kirin Health Science International ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการของ Blackmores Limited กล่าวว่า “เป้าหมายของเราคือการส่งเสริมสุขภาพระยะยาวของผู้คนด้วยการผสานสิ่งที่ดีที่สุดจากธรรมชาติเข้ากับวิทยาศาสตร์ งานวิจัยชั้นนำเน้นย้ำถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพสมองเพื่อรักษากลไกการทำงานของสมองเมื่อเรามีอายุมากขึ้น ผลิตภัณฑ์ Blackmores Cognition Ultra และ Blackmores Ultra Brain Care ได้รับการออกแบบมาเพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพ สุขภาพ และการทำงานของสมอง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตแบบมีสุขภาพดี โดยผลิตภัณฑ์ทั้งสองนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเราในการช่วยให้ผู้คนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีในระยะยาว”

ภาพรวมผลิตภัณฑ์

Blackmores Cognition Ultra (ออสเตรเลีย)Blackmores Ultra Brain Care (นิวซีแลนด์)

ผลิตภัณฑ์นี้เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่พัฒนาสูตรด้วยสาร Cognizin® ซึ่งเป็นส่วนผสมซิติโคลีนจาก Kyowa Hakko Bio โดยผลิตภัณฑ์ “Blackmores Cognition Ultra” ในออสเตรเลีย และ “Blackmores Ultra Brain Care” ในนิวซีแลนด์ ใช้สูตรส่วนผสมเดียวกัน และจะวางจำหน่ายโดยมีฉลากที่สอดคล้องกับระเบียบข้อบังคับที่ใช้บังคับในแต่ละประเทศและภูมิภาค

บรรจุภัณฑ์

ออกแบบมาเพื่อสื่อถึงคุณภาพและคุณลักษณะผลิตภัณฑ์ของ Blackmores โดยแสดงโลโก้ Cognizin®

ปริมาณที่แนะนำให้บริโภคต่อวัน

รับประทานครั้งละ 2 เม็ด วันละ 1 ครั้ง หรือตามคำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์

สูตรส่วนผสม

ประกอบด้วยสาร Cognizin® 250 มก. ต่อเม็ด
“Blackmores Cognition Ultra” ในออสเตรเลีย และ “Blackmores Ultra Brain Care” ในนิวซีแลนด์ ใช้สูตรส่วนผสมเดียวกัน

คุณลักษณะ

ต่อไปนี้คือคำอธิบายหลักที่มีแผนจะแสดงในตลาดที่ทำการเปิดตัว โดยสอดคล้องกับระเบียบข้อบังคับของแต่ละประเทศและภูมิภาค

Blackmores Cognition Ultra (ออสเตรเลีย)

  • เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมอง 
  • เพิ่มประสิทธิภาพความจำและสมาธิ
  • ส่งเสริมการประมวลผลข้อมูลของสมอง
  • ส่งเสริมการจดจ่อและความชัดเจนทางความคิด
  • ส่งเสริมการทำงานของสมอง
  • ส่งเสริมสุขภาพสมองในผู้สูงวัย
  • ปราศจากคาเฟอีน

Blackmores Ultra Brain Care (นิวซีแลนด์)

  • ส่งเสริมประสิทธิภาพ การทำงาน และสุขภาพของสมองประจำวัน
  • ส่งเสริมการจดจ่อและสมาธิสำหรับการทำงานและการเรียน
  • ส่งเสริมความปลอดโปร่งทางจิตใจ
  • ดูดซึมได้ง่ายเพื่อส่งเสริมการทำงานที่สำคัญของสมอง
  • ส่งเสริมความปลอดโปร่งทางสมองในผู้สูงวัย
  • ปราศจากคาเฟอีน

 รายละเอียดผลิตภัณฑ์

 1. ชื่อผลิตภัณฑ์และขนาดบรรจุ

 ก. Blackmores Cognition Ultra (ออสเตรเลีย)

30 เม็ด

 ข. Blackmores Ultra Brain Care (นิวซีแลนด์)

30 เม็ด

 2. ตลาดจัดจำหน่าย

ก. ออสเตรเลีย

ข. นิวซีแลนด์

 3. วันที่เปิดตัว

ก, ข. ปลายเดือนกรกฎาคม 2026

 4. ช่องทางการจัดจำหน่าย

 ก. ช่องทางอีคอมเมิร์ซของ Blackmores ในออสเตรเลีย https://www.blackmores.com.au/products/cognition-ultra

ก. ช่องทางร้านขายยาตั้งแต่เดือนกันยายน 2026 เป็นต้นไป

ข. ช่องทางร้านขายยา

 5. ราคาขายปลีก

ราคาบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซอย่างเป็นทางการของ Blackmores

ก. 45.00 ดอลลาร์ออสเตรเลียต่อแพ็ค

ข. 41.99 ดอลลาร์นิวซีแลนด์ต่อแพ็ค

ราคาขายปลีกที่ร้านขายยาจะประกาศโดยผู้ค้าปลีกแต่ละราย ณ ช่วงเวลาที่เปิดตัว

 6. หมายเหตุด้านระเบียบข้อบังคับ

ในออสเตรเลีย Cognizin® Citicoline ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นส่วนผสมใหม่โดยสำนักงานผลิตภัณฑ์บำบัดรักษาโรค (TGA) ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านสุขภาพของออสเตรเลีย

การกล่าวอ้างสรรพคุณและข้อบ่งใช้ของผลิตภัณฑ์ขึ้นอยู่กับอำนาจหน้าที่ด้านระเบียบข้อบังคับของแต่ละเขตพื้นที่ และอาจแตกต่างกันไปตามอำนาจหน้าที่ด้านระเบียบข้อบังคับของแต่ละเขตพื้นที่ด้วยเช่นกัน

เกี่ยวกับ Kirin Holdings

Kirin Holdings Company, Limited เป็นบริษัทระดับโลกที่ดำเนินธุรกิจหลักสามด้าน ประกอบด้วย เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์และวิทยาศาสตร์สุขภาพ และยา โดยบริษัทนั้นมีต้นกำเนิดมาจากโรงเบียร์ญี่ปุ่นที่ก่อตั้งขึ้นในปี 1885 ซึ่งต่อมาได้กลายเป็น Kirin Brewery ในปี 1907 นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ทาง Kirin ได้ขยายการดำเนินธุรกิจโดยใช้กระบวนการหมักและเทคโนโลยีชีวภาพเป็นจุดแข็งหลัก บริษัทได้เข้าสู่ธุรกิจยาในช่วงทศวรรษ 1980 ที่ได้เติบโตขึ้นเป็นธุรกิจระดับโลก โดยในปี 2007 บริษัทได้เปลี่ยนโครงสร้างเป็นบริษัทโฮลดิ้งอย่างเต็มรูปแบบในชื่อ Kirin Holdings และปัจจุบันได้เสริมความแข็งแกร่งด้วยธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์และวิทยาศาสตร์สุขภาพด้วย

ภายใต้วิสัยทัศน์ระยะยาวขององค์กรที่ว่า “นวัตกรรมสู่ปี 2035!” Kirin Group มุ่งเน้นการสร้างสรรค์คุณค่าที่กระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคและผู้ป่วย พร้อมทั้งสร้างพฤติกรรมการใช้ชีวิตรูปแบบใหม่ในด้านอาหารและสุขภาพ ด้วยกลุ่มธุรกิจที่เป็นเอกลักษณ์ซึ่งครอบคลุมทั้งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์และวิทยาศาสตร์สุขภาพ รวมถึงเภสัชภัณฑ์ กลุ่มบริษัทมุ่งมั่นต่อยอดแผนงานความร่วมมือทั่วทั้งองค์กรเพื่อส่งเสริมสุขภาวะที่ดีทั้งทางร่างกายและจิตใจ
Kirin Group จะยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนนวัตกรรมผ่านการผสานพลังของบุคลากรและเทคโนโลยี โดยสร้างสรรค์ทั้งคุณค่าทางสังคมและทางเศรษฐกิจในฐานะผู้นำระดับโลกด้าน CSV* พร้อมทั้งมุ่งมั่นสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาวด้านมูลค่าขององค์กร

*การสร้างคุณค่าร่วมกัน: การผสานคุณค่าที่เพิ่มขึ้นสำหรับผู้บริโภคควบคู่ไปกับสังคมโดยรวม

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260723848766/en

Contacts

ช่องทางติดต่อสำหรับสำนักข่าว
Corporate Communication Department
Kirin Holdings Company, Limited www.kirinholdings.com/en/
Nakano Central Park South, 4-10-2 Nakano, Nakano-ku, Tokyo
ช่องทางติดต่อสำหรับสื่อมวลชน https://faq.kirin.co.jp/form/kh_10_en.html
โทรศัพท์: +81-3-6837-7028 อีเมล: kirin-cc@kirin.co.jp

ที่มา: Kirin Holdings Company, Limited


SkyDrive เข้าร่วมเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับ Bangkok Airways, SPI และ Saha Tokyu เพื่อสำรวจการประยุกต์ใช้ eVTOL ในประเทศไทย

Logo

ทั้งสี่ฝ่ายจะร่วมกันวางแผนเส้นทาง การจำหน่ายตั๋ว และศูนย์ซ่อมบำรุงในศรีราชา กรุงเทพฯ และเกาะสมุย

โตโยต้า ประเทศญี่ปุ่น–(BUSINESS WIRE)–23 กรกฎาคม 2026

SkyDrive Inc. (“SkyDrive”) ผู้ผลิตเครื่องบิน eVTOL ขนาดกะทัดรัดชั้นนำ (*1) จากประเทศญี่ปุ่น ได้ประกาศในวันนี้ว่าได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (“MOU”) กับบริษัทไทย 3 บริษัท ประกอบด้วย บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (“Bangkok Airways”), บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) (“SPI”) และบริษัท สห โตคิว คอร์ปอเรชั่น จำกัด (“Saha Tokyu”)

Rendering of the SKYDRIVE (SkyDrive model SD-05) flying over Ko Samui

ภาพจำลองการบินของ SKYDRIVE (รุ่น SkyDrive SD-05) เหนือเกาะสมุย

โดยภายใต้ความร่วมมือนี้ บริษัททั้งสี่ได้ร่วมกันจัดทำแผนงานสำหรับ eVTOL ที่ครอบคลุมทุกด้าน ทั้งในการสำรวจเส้นทางในศรีราชา กรุงเทพฯ และเกาะสมุย ตลอดจนการพัฒนาระบบจำหน่ายตั๋วและเครือข่ายการบำรุงรักษาต่างๆ

ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับข้อตกลง

ข้อตกลงล่าสุดนี้สืบเนื่องมาจาก MOU ฉบับแรกที่ลงนามในเดือนมิถุนายน 2024 โดย SPI, Saha Tokyu และ SkyDrive เพื่อสนับสนุนการศึกษาความเป็นไปได้ในการนำเครื่องบิน SKYDRIVE เข้ามาใช้ในประเทศไทย (*2) โดยในตอนนี้ Bangkok Airways ซึ่งเป็นสายการบินหลักของไทย ได้เข้าร่วมกับผู้ลงนามเดิมทั้งสามรายเพื่อสำรวจความเป็นไปได้ทางการค้าที่เป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพมากขึ้นสำหรับเครื่องบิน eVTOL ของ SkyDrive

Bangkok Airways นั้นให้บริการเที่ยวบินภายในประเทศไทยและระหว่างประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน เป็นสายการบินระดับภูมิภาคที่รู้จักกันดีในแนวคิด “สายการบินบูติกแห่งเอเชีย” ในฐานะผู้ให้บริการการเดินทางทางอากาศที่มีคุณภาพสูง เน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลาง และให้บริการแบบเฉพาะบุคคล ทาง Bangkok Airways จึงมุ่งมั่นที่จะบูรณาการเครื่องบิน eVTOL เข้ากับเครือข่ายเส้นทางบินของตนเอง โดยสายการบินมีความรู้และประสบการณ์อย่างกว้างขวางในอุตสาหกรรมการบิน และให้บริการเส้นทางไปยังแหล่งท่องเที่ยวสำคัญต่างๆ ในประเทศไทย เช่น ตราด สุโขทัย ภูเก็ต เชียงใหม่ และเกาะสมุย การเป็นเจ้าของและดำเนินงานสนามบินและโรงแรม รวมถึงสินทรัพย์ในเกาะสมุย ทำให้ Bangkok Airways อยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบในการส่งเสริมการพัฒนาการท่องเที่ยว และใช้ประโยชน์จากประวัติอันยาวนานในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเพื่อขับเคลื่อนการเติบโตในอนาคตของเครื่องบิน eVTOL ของ SkyDrive

การผนวกรวม Bangkok Airways เข้ากับความร่วมมือที่มีอยู่เดิมของ SkyDrive กับกลุ่ม Saha และกลุ่ม Tokyu ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมในเมืองยุคใหม่ และรูปแบบการใช้งาน eVTOL ที่เชื่อมโยงเที่ยวบินเข้ากับโครงสร้างของเมือง โดยความสำเร็จในประเทศไทยจะเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับการขยายเครือข่าย eVTOL ที่ใช้งานได้จริงในญี่ปุ่น รวมถึงประเทศอื่นๆ เช่น ออสเตรเลียและเวียดนาม การบูรณาการการคมนาคมทางอากาศในเมืองยุคใหม่เข้ากับโครงการพัฒนาเมืองอย่างราบรื่นจะช่วยสร้างเครือข่ายการขนส่งในเมืองที่ทันสมัยที่สามารถปรับให้เข้ากับเมืองใหญ่ๆ ทั่วโลกได้

ความร่วมมือด้านกลยุทธ์และการสนับสนุนการนำเทคโนโลยี eVTOL มาใช้ในเชิงพาณิชย์ในประเทศไทย

ทั้งสี่ฝ่ายได้ตกลงที่จะดำเนินการพัฒนาระบบสนับสนุนการพัฒนาธุรกิจเครื่องบิน eVTOL ในประเทศไทยเป็นขั้นตอน โดยระบบเหล่านี้จะใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่และความร่วมมือจากพันธมิตรในท้องถิ่น เพื่อวางรากฐานสำหรับการจำหน่ายเครื่องบิน eVTOL และการดำเนินงานเชิงพาณิชย์ในอนาคต

โดยจะเริ่มทำงานร่วมกันในเรื่องการจัดแสดงและการสาธิตเครื่องบินก่อน เพื่อให้ลูกค้าเป้าหมายได้มีโอกาสเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเครื่องบิน eVTOL และก้าวไปสู่การตัดสินใจซื้อ นอกจากนี้ จะมีการกำหนดระบบสนับสนุนที่จำเป็นเพื่อให้การขาย การจัดเก็บ และการบำรุงรักษาเครื่องบินเป็นไปอย่างราบรื่น รวมถึงการฝึกอบรมนักบินและบุคลากรอื่นๆ เมื่อขนาดฝูงบินและความถี่ในการบินเพิ่มขึ้น

โดยทั้งสี่ฝ่ายจะร่วมกันศึกษาถึงวิธีการในระยะยาว ว่าจะสามารถโยกย้ายฟังก์ชันทางธุรกิจที่หลากหลายมากขึ้นไปยังตลาดท้องถิ่นต่างๆ ตามความต้องการและระดับความพร้อมของตลาดได้อย่างไร

เส้นทางการบิน

ภายใต้ข้อตกลงนี้ ผู้ลงนามทั้งสี่จะเริ่มประเมินและคัดเลือกเส้นทางบินเฉพาะภายในประเทศไทย โดยมุ่งเน้นไปที่การบรรเทาปัญหาการจราจรติดขัดและการปรับปรุงการเข้าถึง รวมถึงความสะดวกสบายของผู้โดยสารไปยังจุดหมายปลายทางต่างๆ นอกจากนี้ ทั้งหมดจะร่วมกันพัฒนาทางเลือกเที่ยวบินชมวิว โดยใช้ศักยภาพของเครื่องบินเพื่อกระตุ้นความต้องการในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวให้มากขึ้น

  • ศรีราชา: เส้นทางที่อยู่ระหว่างการพิจารณา ได้แก่ เครือข่ายเชื่อมโยงโครงการ J-Park/HarmoniQ ของ Saha Tokyu (ที่พักอาศัยระดับหรูที่ออกแบบมาสำหรับครอบครัวชาวญี่ปุ่นที่อาศัยและทำงานในประเทศไทยเป็นหลัก) กับเกาะรอบนอกและแหล่งท่องเที่ยวในเกาะสีชัง เกาะล้าน และพัทยา
  • กรุงเทพฯ: ในระยะกลางและระยะยาว ผู้ลงนามทั้งสี่ฝ่ายมุ่งหวังที่จะพัฒนาเส้นทางแท็กซี่ทางอากาศเชื่อมโยงใจกลางกรุงเทพฯ และที่พักอาศัยต่างๆ เช่น คิงส์สแควร์เรสซิเดนซ์ กับสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ การใช้เครื่องบินของเราจะให้บริการเที่ยวบินประจำวันอย่างรวดเร็วและสะดวกสบายที่จะช่วยให้ผู้อยู่อาศัยและผู้โดยสารท่านอื่นๆ สามารถหลีกเลี่ยงปัญหาการจราจรติดขัดเรื้อรังของกรุงเทพฯ และเพิ่มมูลค่าสูงสุดให้กับจุดหมายปลายทางที่ให้บริการได้
  • เกาะสมุย: ทั้งสี่ฝ่ายจะร่วมกันดำเนินการให้บริการเที่ยวบินชมวิวด้วยเครื่องบิน eVTOL ที่ใช้ประโยชน์จากความงดงามของทัศนียภาพทางธรรมชาติอันเลื่องชื่อระดับโลกของเกาะสมุย นอกจากนี้ ทุกฝ่ายจะพิจารณาถึงศักยภาพในการให้บริการขนส่งทางอากาศที่รวดเร็วและเชื่อถือได้ระหว่างสนามบินของเกาะสมุยและรีสอร์ทต่างๆ เพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางได้อย่างสะดวกสบายโดยไม่ต้องเผชิญกับความไม่สะดวกจากปัญหาการจราจรติดขัดหรือการนั่งเรือเป็นเวลานาน

ความคิดเห็น

นายพุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ ประธานกรรมการ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า

ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมการบินของประเทศไทย การนำเทคโนโลยี eVTOL มาใช้ถือเป็นนวัตกรรมใหม่สำหรับการบินของไทย เปิดโอกาสให้เราได้คิดใหม่เกี่ยวกับการเชื่อมต่อเมือง สนามบิน และแหล่งท่องเที่ยวสำคัญๆ ในรูปแบบที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ในฐานะผู้ให้บริการด้านการบินแบบครบวงจร ทาง Bangkok Airways มีความพร้อมที่จะสำรวจว่า SKYDRIVE สามารถเสริมเครือข่ายเส้นทางบินและโครงสร้างพื้นฐานของสนามบินที่มีอยู่ของเราได้อย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจุดหมายปลายทางต่างๆ เช่น เกาะสมุย สุโขทัย และตราด แม้ว่าโครงการริเริ่มนี้จะยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษา แต่เราพร้อมที่จะตรวจสอบกรอบการดำเนินงาน กฎระเบียบ และเชิงพาณิชย์ที่จำเป็นเพื่อสนับสนุนบริการ eVTOL ในอนาคตของประเทศไทย เราเชื่อว่าความร่วมมือนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเราในการสร้างสรรค์นวัตกรรมและความรับผิดชอบในการช่วยกำหนดทิศทางของการคมนาคมทางอากาศที่ยั่งยืนในอนาคตของประเทศ

นายวิชัย กุลสมภพ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอของบริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน)

เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้สนับสนุนความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระหว่าง SkyDrive Inc., Bangkok Airways และ Saha Tokyu Corporation ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาการคมนาคมทางอากาศอย่างยั่งยืนในประเทศไทย โดยความร่วมมือนี้แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าที่สำคัญในการพัฒนาการดำเนินงานของ eVTOL ที่เป็นนวัตกรรมที่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงการขนส่งพร้อมทั้งช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ในฐานะพันธมิตรที่มุ่งมั่น เราจะให้การประสานงานและการสนับสนุนอย่างใกล้ชิดเพื่อช่วยสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับการใช้งานเชิงพาณิชย์ในอนาคต ผ่านความร่วมมือนี้ เรามุ่งหวังที่จะส่งเสริมนวัตกรรม เพิ่มประสิทธิภาพการเชื่อมต่อ และมีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะยาวของประเทศไทย เพื่อสร้างอนาคตที่ชาญฉลาดและยั่งยืนยิ่งขึ้นสำหรับประเทศของเรา

Masahiko Nishimoto กรรมการผู้จัดการบริษัท สห โตคิว คอร์ปอเรชั่น จำกัด

บริษัท สห โตคิว คอร์ปอเรชั่น จำกัด ที่ได้ฉลองครบรอบ 10 ปีในปี 2024 มีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาสภาพแวดล้อมการอยู่อาศัยในจังหวัดศรีราชา ประเทศไทย ที่เป็นศูนย์กลางของบริษัทผู้ผลิตจากประเทศญี่ปุ่น เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการนี้ ซึ่งจะเปิดโอกาสให้เราได้สำรวจโอกาสทางธุรกิจในประเทศไทย โดยร่วมมือกับ Bangkok Airways, SPI และ SkyDrive ผู้ผลิตเครื่องบิน eVTOL ชั้นนำของญี่ปุ่น เราจะร่วมกันศึกษาถึงการใช้งานจริงของเครื่องบิน SkyDrive เพื่อสนับสนุนการขยายธุรกิจของ SkyDrive มายังศรีราชา ประเทศไทย และมีส่วนร่วมในการพัฒนาภูมิภาค เราเชื่อว่าโครงการนี้จะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อสังคมและเศรษฐกิจของไทย และเราตั้งใจที่จะมีส่วนร่วมโดยการให้บริการด้านอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงที่อยู่อาศัยและพื้นที่ทำงาน เนื่องจากเครื่องบิน eVTOL จะช่วยให้ภูมิภาคต่างๆ ของประเทศไทยเติบโตมากยิ่งขึ้น

Tomohiro Fukuzawa, CEO ของ SkyDrive Inc.

เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่จะประกาศความร่วมมือกับ Bangkok Airways, สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง และ Saha Tokyu ซึ่งเป็นสามบริษัทชั้นนำของประเทศไทย ในขณะที่เศรษฐกิจของประเทศไทยเติบโตอย่างรวดเร็วอย่างต่อเนื่อง ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายที่สำคัญหลายประการ รวมถึงปัญหาการจราจรติดขัดเรื้อรังและมลภาวะทางสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากไอเสียของยานพาหนะ ตั้งแต่ปี 2024 เราได้ทำงานร่วมกับ สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง และ Saha Tokyu เพื่อสำรวจว่า “SKYDRIVE” เครื่องบิน eVTOL ขนาดกะทัดรัดและไร้ไอเสียของเราจะสามารถช่วยแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้อย่างไร ด้วยการมีส่วนร่วมเพิ่มเติมของ Bangkok Airways สายการบินระดับภูมิภาคที่มีความเชี่ยวชาญอย่างกว้างขวางในด้านการดำเนินงานและการพัฒนาการท่องเที่ยว เราจะสามารถเร่งการศึกษาเส้นทางบินและบริการที่เป็นรูปธรรมได้ ในอนาคต บริษัททั้งสี่จะทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อนำเครื่องบิน eVTOL ของเรามาสู่ประเทศไทยในเชิงพาณิชย์ให้ได้

เกี่ยวกับบริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)

บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ดำเนินธุรกิจการบินแบบครบวงจร ครอบคลุมทั้งการดำเนินงานสายการบินและบริการที่เกี่ยวข้องกับสนามบิน โดยบริษัทฯ ได้รับการยอมรับในฐานะสายการบินระดับภูมิภาคที่ให้บริการเต็มรูปแบบและได้รับรางวัลมากมาย โดยมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมต่อเส้นทางหลักทั้งในประเทศและระดับภูมิภาคทั่วประเทศไทยและเอเชีย

Bangkok Airways เป็นเจ้าของและบริหารจัดการสนามบิน 3 แห่งในประเทศไทย ได้แก่ สนามบินสมุย สนามบินสุโขทัย และสนามบินตราด ซึ่งให้บริการเชื่อมต่อทางอากาศที่สำคัญไปยังจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจที่สำคัญ รวมถึงสมุย ภูเก็ต เชียงใหม่ กระบี่ ตราด เสียมเรียบ พนมเปญ และเมืองสำคัญอื่นๆ ในภูมิภาค

ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสนามบินของบริษัทยังรวมถึงบริการจัดเลี้ยงบนเครื่องบิน การจัดหาอุปกรณ์สนับสนุนภาคพื้นดินตามมาตรฐานสากล และการดำเนินงานบริการสถานีขนส่งสินค้าทางอากาศระหว่างประเทศ

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดไปที่: https://www.bangkokair.com/

เกี่ยวกับบริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน)

บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) (SPI) ก่อตั้งขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 5 เมษายน 1972 โดย SPI เป็นบริษัทแม่ของเครือสหพัฒน์ ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทชั้นนำของประเทศไทย โดยได้ผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคหลากหลายประเภทภายใต้แบรนด์ชั้นนำมากมายในหลายกลุ่มตลาด เช่น มาม่า (Mama), วาโก้ (Wacoal), เปา (Pao), เอสเซนส์ (Essence), มิสทีน (Mistine) และอื่นๆ อีกมากมาย โดยเครือสหพัฒน์ได้สร้างเครือข่ายธุรกิจที่แข็งแกร่ง ครอบคลุมห่วงโซ่อุปทานแบบครบวงจร ตั้งแต่วัตถุดิบไปจนถึงการผลิตและการจัดจำหน่าย

นอกจากนี้ SPI ยังเป็นผู้ดำเนินการนิคมอุตสาหกรรมในเครือ โดยให้บริการสาธารณูปโภคและบริการต่างๆ แก่บริษัทที่ดำเนินงานในนิคมอุตสาหกรรมเหล่านั้น

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดไปที่: https://www.spi.co.th/en/home

เกี่ยวกับบริษัท สห โตคิว คอร์ปอเรชั่น จำกัด

บริษัท สห โตคิว คอร์ปอเรชั่น จำกัด เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างกลุ่มโตคิว ประเทศญี่ปุ่น และกลุ่มบริษัทผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคชั้นนำของประเทศไทย โดยบริษัทก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2014 ในปัจจุบันบริษัทดำเนินธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัย อพาร์ตเมนต์แบบมีการบริการ และมุ่งเน้นการส่งมอบที่อยู่อาศัยคุณภาพสูง พร้อมบริการที่ดีที่สุดสำหรับชาวญี่ปุ่นและครอบครัวในศรีราชา จังหวัดชลบุรี โดยมีสำนักงานใหญ่ของ Saha Tokyu ตั้งอยู่ที่ศรีราชา จังหวัดชลบุรี โดยมี Masahiko Nishimoto ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดไปที่: https://sahatokyu.com/?lang=en

เกี่ยวกับ SkyDrive Inc.

SkyDrive เป็นบริษัทผลิตเครื่องบิน eVTOL สัญชาติญี่ปุ่น ที่มุ่งมั่น “เป็นผู้นำในการปฏิวัติการคมนาคมขนส่งครั้งสำคัญในรอบศตวรรษ” บริษัทเริ่มทดสอบต้นแบบเครื่องบิน eVTOL ในปี 2014 ก่อนที่จะจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทอย่างเป็นทางการในปี 2018 ภายใต้วิสัยทัศน์ในอนาคตด้านการขนส่งในเมือง การเดินทางด้วยเครื่องบิน eVTOL จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันในเมือง ในปี 2019 SkyDrive เป็นบริษัทแรกที่ทำการบินด้วยเครื่องบิน eVTOL ที่มีนักบินควบคุมในญี่ปุ่น และในปี 2025 บริษัทได้จัดแสดงเครื่องบิน eVTOL “SKYDRIVE” ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ eVTOL รุ่นแรกของบริษัทอย่างประสบความสำเร็จ โดยมีเที่ยวบินสาธิตที่งาน Osaka Expo ซึ่งมีผู้เข้าชมหลายพันคนตลอดระยะเวลาหนึ่งเดือน ทาง SkyDrive เริ่มการผลิต “SKYDRIVE” ในเดือนมีนาคม 2024 ที่โรงงานของบริษัท Suzuki Motor Corporation ซึ่งเป็นพันธมิตรการผลิตอย่างเป็นทางการของ SkyDrive โดย SkyDrive ได้ทำงานร่วมกับหน่วยงานการบินพลเรือนในญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกาเพื่อขอรับการรับรองสำหรับ “SKYDRIVE” โดยมีเป้าหมายที่จะเปิดตัวเครื่องบินดังกล่าวสู่การให้บริการในปี 2028 สำนักงานใหญ่ของ SkyDrive ตั้งอยู่ที่เมืองโตโยต้า จังหวัดไอจิ และนำโดยซีอีโอ Tomohiro Fukuzawa วิศวกรและผู้ประกอบการ

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดไปที่: https://skydrive.co.jp/en/

หมายเหตุจากบรรณาธิการ:
(*1) “eVTOL” เป็นคำย่อของ Electric Vertical Takeoff and Landing (เครื่องบินขึ้นลงในแนวดิ่งด้วยไฟฟ้า) ดังชื่อที่บ่งบอก โดยเครื่องบิน eVTOL สามารถขึ้นและลงจอดได้โดยไม่ต้องใช้รันเวย์ และเครื่องบิน eVTOL นั้นขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าและมีการรวมเอาเทคโนโลยีควบคุมการบินอัตโนมัติขั้นสูงเข้าไว้ด้วยกันด้วย

(*2) ข่าวประชาสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้อง:
https://skydrive.co.jp/en/archives/16552
https://skydrive.co.jp/en/archives/13132

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260722240028/en

Contacts

Kaori Saito
ประชาสัมพันธ์
SkyDrive Inc.
อีเมล:info@skydrive.co.jp
https://skydrive.co.jp/en/contact

ที่มา: SkyDrive Inc.


Humanoid ระดมทุนได้ 152 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีมูลค่าบริษัทหลังการระดมทุนอยู่ที่ 1.35 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ กลายเป็นบริษัทหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์แห่งแรกในยุโรปที่ได้รับสถานะยูนิคอร์น

Logo

  •  Humanoid ประกาศระดมทุนรอบ Series A ส่งผลให้มูลค่าบริษัทพุ่งสูงถึง 1.35 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในเวลาเพียงสองปีหลังจากการก่อตั้ง
  •  นับเป็นการระดมทุนรอบ Series A ครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาสำหรับบริษัทหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ในยุโรป ส่งผลให้ Humanoid ก้าวขึ้นเป็นบริษัทชั้นนำด้านหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ในสหราชอาณาจักรและทวีปยุโรป
  •  เงินทุนใหม่นี้จะช่วยเร่งการพัฒนาหุ่นยนต์รุ่นต่อไปของ Humanoid ในการนำไปใช้งานเชิงพาณิชย์กับผู้นำอุตสาหกรรมระดับโลก และการพัฒนาแพลตฟอร์ม AI ที่เป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทไปสู่หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์อเนกประสงค์
  •  การลงทุนครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับระบบนิเวศเทคโนโลยีของยุโรป แสดงให้เห็นว่าบริษัท AI ทางกายภาพที่มีความสามารถในการแข่งขันระดับโลกสามารถสร้างและขยายขนาดได้ในยุโรป

ลอนดอน–(BUSINESS WIRE)–23 กรกฎาคม 2023

Humanoid บริษัทปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์จากสหราชอาณาจักร ผู้สร้างหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์สำหรับอุตสาหกรรม ประกาศระดมทุนรอบ Series A จำนวน 152 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีมูลค่าบริษัทหลังการระดมทุนอยู่ที่ 1.35 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ การระดมทุนครั้งนี้ทำให้ยอดเงินทุนรวมที่ระดมได้จนถึงปัจจุบันอยู่ที่ 270 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รอบการระดมทุนนี้ นำโดย Prime Movers Lab บริษัทร่วมทุนที่เน้นการลงทุนในสตาร์ทอัพด้านวิทยาศาสตร์ที่ก้าวล้ำ ซึ่งทำงานเพื่อปฏิวัติอุตสาหกรรมที่สำคัญที่สุดของโลกและเปลี่ยนแปลงชีวิตผู้คนหลายพันล้านคน โดยมี Schaeffler, Bosch, Fubon Financial Holding Venture Capital และ Aglaé Ventures ร่วมลงทุนด้วย

ขณะนี้เป็นช่วงเวลาสำคัญสำหรับระบบนิเวศเทคโนโลยีของยุโรป ซึ่งทำให้ภูมิภาคนี้ก้าวขึ้นเป็นผู้นำระดับโลกในหนึ่งในภาคเทคโนโลยีที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก ก่อนหน้านี้ โมเมนตัมของปัญญาประดิษฐ์เชิงกายภาพ (Physical AI) ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในสหรัฐอเมริกาและจีน การลงทุนนี้แสดงให้เห็นว่าสหราชอาณาจักรและยุโรปภาคพื้นทวีปสามารถผลิตและขยายขนาดบริษัทหุ่นยนต์ฮิวมานอยด์ที่มีศักยภาพในการแข่งขันระดับโลกและเป็นผู้นำในด้านนี้ได้

เงินทุนใหม่นี้จะสนับสนุนการเติบโตในระยะต่อไปของ Humanoid เสริมสร้างความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี และเร่งการนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์และการขยายธุรกิจ บริษัทจะมุ่งเน้นไปที่:

  • การพัฒนาและเปิดตัวแพลตฟอร์มหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์รุ่นใหม่
  • การนำไปใช้งานเชิงพาณิชย์ในระยะยาว ณ สถานที่ของลูกค้าในภาคส่วนต่างๆ เช่น โลจิสติกส์ การผลิต การค้าปลีก และอื่นๆ โดยเริ่มจากการเปิดตัวหุ่นยนต์เวอร์ชันเบต้าในไตรมาสที่ 4 ปี 2026
  • เริ่มต้นการผลิตหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์แบบใช้ล้อจำนวนมาก
  • การพัฒนา AI และซอฟต์แวร์ รวมถึง KinetIQ ซึ่งเป็นหน่วยประมวลผล AI ที่เป็นกรรมสิทธิ์ของ Humanoid กำลังมุ่งสู่การสร้างหุ่นยนต์อเนกประสงค์สำหรับการใช้งานในอุตสาหกรรม

Humanoid กลายเป็นหนึ่งในบริษัทที่เติบโตเร็วที่สุดในอุตสาหกรรม และได้สร้างความร่วมมือครั้งสำคัญกับบริษัทใน Fortune 500 รวมถึง SAP, NVIDIA, Bosch และ Siemens ที่โดดเด่นที่สุดคือ Humanoid เพิ่งลงนามในข้อตกลงทางการค้าครั้งใหญ่ที่สุดที่ประกาศต่อสาธารณะกับ Schaeffler สำหรับการติดตั้งหุ่นยนต์ฮิวมานอยด์หลายพันตัวในสภาพแวดล้อมการผลิตขนาดใหญ่

ในเวลาเพียงสองปี เราได้เปลี่ยนจากแนวคิดกลายเป็นบริษัทสตาร์ทอัพด้านหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์แห่งแรกของยุโรปที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง (ยูนิคอร์น) โดยได้ร่วมมือกับบริษัทอุตสาหกรรมชั้นนำระดับโลก และสร้างเครือข่ายที่แข็งแกร่งที่สุดแห่งหนึ่งในอุตสาหกรรมนี้ สิ่งที่เราทำสำเร็จได้ในเวลาอันสั้นเช่นนี้ โดยปกติแล้วต้องใช้เวลาถึงสิบปี ทั้งหมดนี้จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลยหากปราศจากทีมงานที่ยอดเยี่ยมซึ่งท้าทายขีดจำกัดความเชื่อของผู้คนอยู่ทุกวัน เงินทุนนี้ทำให้เรามีทรัพยากรที่จะก้าวไปข้างหน้าได้เร็วขึ้น และเปลี่ยนหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จากเทคโนโลยีล้ำสมัยให้กลายเป็นเครื่องมืออุตสาหกรรมที่ใช้ได้ในชีวิตประจำวัน Artem Sokolov ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Humanoid กล่าว

หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จะเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญของทศวรรษหน้า ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานในเชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรม เราคาดว่าตลาดนี้จะรวมตัวกันอยู่รอบๆ ผู้นำเพียงไม่กี่รายในสหรัฐอเมริกา ยุโรป และจีน โดย Humanoid AI จะเป็นหนึ่งในกลุ่มบริษัทหุ่นยนต์ขนาดเล็กที่จะกำหนดมาตรฐานของหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ในยุโรปและที่อื่นๆ Zia Huque หุ้นส่วนผู้จัดการทั่วไปของ Prime Movers Lab กล่าว

Klaus Rosenfeld ซีอีโอของ Schaeffler AG ให้ความเห็นว่า:หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์กำลังก้าวจากแนวคิดเชิงวิสัยทัศน์ไปสู่ความเป็นจริงในระดับอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว และ Schaeffler ในฐานะบริษัทเทคโนโลยีการเคลื่อนไหวชั้นนำ มีความพร้อมเป็นพิเศษที่จะช่วยกำหนดทิศทางการพัฒนาครั้งนี้ ด้วยการผสานรวมความเชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมและความเป็นเลิศด้านการผลิตที่เราสั่งสมมานานหลายทศวรรษเข้ากับแพลตฟอร์ม AI ทางกายภาพที่ก้าวล้ำของ Humanoid เราจึงให้การสนับสนุนอย่างแข็งขันแก่หนึ่งในขอบเขตเทคโนโลยีที่น่าตื่นเต้นที่สุด เราภูมิใจที่ได้สนับสนุน Humanoid ทั้งในฐานะนักลงทุนเชิงกลยุทธ์และพันธมิตรทางการค้า ในขณะที่พวกเขากำลังขยายเทคโนโลยีที่มีศักยภาพในการกำหนดนิยามใหม่ของประสิทธิภาพการผลิตในอุตสาหกรรมทั่วโลก

เรามองเห็นโอกาสการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญในด้านหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ผ่านทางบริษัทในเครือของเรา Robert Bosch Robotics GmbH เราได้เข้าสู่ความร่วมมือด้านการผลิตกับ Humanoid แล้ว โดย Bosch จะทำหน้าที่เป็นผู้รับจ้างผลิตให้กับ Humanoid พร้อมทั้งให้คำปรึกษาเชิงกลยุทธ์และความเชี่ยวชาญทางเทคนิคในด้านการออกแบบฮาร์ดแวร์ การผลิต และห่วงโซ่อุปทาน Mathias Pillin ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีของบริษัท Robert Bosch GmbH กล่าว

“Humanoid ได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการดำเนินงานที่ยอดเยี่ยมในระยะเวลาอันสั้นอย่างน่าทึ่ง โดยเปลี่ยนเทคโนโลยี AI และหุ่นยนต์ที่ก้าวล้ำให้เป็นการใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรม เรายินดีที่จะสนับสนุนการเติบโตในระยะต่อไปของบริษัทในฐานะพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ระยะยาว และหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะมีส่วนร่วมในการขยายธุรกิจไปทั่วโลก Fubon Financial Holding Venture Capital กล่าว

การประเมินมูลค่าสะท้อนให้เห็นถึงความรวดเร็วในการดำเนินงานของ Humanoid และความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นของตลาดว่าหุ่นยนต์ฮิวมานอยด์กำลังกลายเป็นสินค้าที่มีศักยภาพในเชิงพาณิชย์ สิ่งที่เคยถูกมองว่าเป็นเพียงการทดลองวิจัยระยะยาว ปัจจุบันกลายเป็นเทคโนโลยีอุตสาหกรรมที่สามารถนำไปใช้งานได้จริง ด้วยหุ่นยนต์ล้อเลื่อนของ Humanoid บริษัทตั้งเป้าที่จะแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานทั่วโลกในภาคการผลิต โลจิสติกส์ และภาคส่วนสำคัญอื่นๆ โดยการแก้ปัญหาการดำเนินงานที่แท้จริงให้กับลูกค้าของบริษัท

แนวทางการบูรณาการในแนวดิ่งของบริษัท ผสานรวมฮาร์ดแวร์หุ่นยนต์ที่เป็นกรรมสิทธิ์เข้ากับสมอง AI ของตนเองที่ชื่อ KinetIQ ซึ่งช่วยให้หุ่นยนต์สามารถเข้าใจ คิดวิเคราะห์ และดำเนินการงานทางกายภาพที่ซับซ้อนในสภาพแวดล้อมอุตสาหกรรมจริงได้ ด้วยเงินทุนสนับสนุนนี้ Humanoid ตั้งเป้าที่จะเร่งการเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคที่หุ่นยนต์อัจฉริยะทำงานร่วมกับมนุษย์ได้อย่างปลอดภัยทั่วทั้งเศรษฐกิจอุตสาหกรรมของโลก

เกี่ยวกับ Humanoid

Humanoid เป็นบริษัทหุ่นยนต์จากสหราชอาณาจักรที่สร้างหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์สำหรับใช้ในอุตสาหกรรม ก่อตั้งโดย Artem Sokolov ในปี 2024 Humanoid รวบรวมวิศวกร นักวิจัย และนักนวัตกรรมกว่า 250 คนจากบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก หุ่นยนต์ทุกตัวทำงานบน KinetIQ ซึ่งเป็นเฟรมเวิร์ก AI สี่ชั้นที่เป็นกรรมสิทธิ์ของ Humanoid ซึ่งออกแบบมาเพื่อการใช้งานจริง

บริษัทแห่งนี้มีสำนักงานอยู่ในลอนดอน บอสตัน แวนคูเวอร์ และซานดิเอโก โดยมุ่งเน้นการสร้างโซลูชันหุ่นยนต์ที่สามารถใช้งานได้จริง ปรับขนาดได้ และปลอดภัยสำหรับการใช้งานในโลกแห่งความเป็นจริง

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260723238282/en

Contacts

สำหรับการสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับสื่อ การสัมภาษณ์ หรือข้อมูลเพิ่มเติม โปรดติดต่อ:og@thehumanoid.ai

ที่มา: Humanoid


Accertify และ Liminal เปิดตัวการศึกษาเชิงประจักษ์ชิ้นแรกที่พิสูจน์ว่าการผสานรวมระหว่างการป้องกันการทุจริตและความปลอดภัยทางไซเบอร์นั้นได้ผลจริง พร้อมทั้งกำหนดแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้อง

Logo

งานวิจัยใหม่ที่เก็บข้อมูลจากผู้บริหารระดับสูง 250 คน ระบุพฤติกรรมองค์กร 4 ประการที่เชื่อมโยงกับความได้เปรียบด้านประสิทธิภาพที่สูงขึ้นถึง 3.4 เท่า เมื่อเทียบกับองค์กรที่ทำงานแบบต่างคนต่างทำ

ITASCA, Ill.–(BUSINESS WIRE)–22 กรกฎาคม 2026

Accertify ผู้นำด้านโซลูชันการตัดสินใจเพื่อป้องกันการทุจริต ซึ่งมีแพลตฟอร์ม Predictive Yes ที่ช่วยให้ผู้ค้าสามารถตอบรับลูกค้าชั้นดีได้มากขึ้น มีรายได้เพิ่มมากขึ้น และสร้างความเติบโตได้มากขึ้น ได้เปิดตัวงานวิจัยหัวข้อผลตอบแทนจากการผสานรวม: การประเมินมูลค่าที่แท้จริงซึ่งได้รับจากการผสานรวมระหว่างการป้องกันการทุจริตและความปลอดภัยทางไซเบอร์ ซึ่งเป็นงานวิจัยกรรมสิทธิ์เฉพาะชิ้นสำคัญที่จัดทำขึ้นร่วมกับ Liminal งานวิจัยชิ้นนี้เก็บข้อมูลจากผู้นำระดับผู้อำนวยการขึ้นไปที่ดูแลด้านการทุจริต ความเสี่ยง และความปลอดภัย จำนวน 250 คน จากกลุ่มธุรกิจค้าปลีก/อีคอมเมิร์ซ การท่องเที่ยว ร้านอาหาร/ร้านอาหารบริการด่วน บันเทิงและสื่อ ตลอดจนตลาดออนไลน์ ถือเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ขนาดใหญ่ชิ้นแรกที่พิสูจน์ว่าการผสานรวมระหว่างการป้องกันการทุจริตและความปลอดภัยทางไซเบอร์ช่วยสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจที่ดีกว่า และเป็นงานวิจัยชิ้นแรกที่ระบุถึงพฤติกรรมแบบเฉพาะเจาะจงซึ่งแยกองค์กรที่มีผลงานยอดเยี่ยมออกจากองค์กรอื่น ๆ

แม้ว่าการผสานรวมระหว่างการป้องกันการทุจริตและความปลอดภัยทางไซเบอร์จะได้รับการยอมรับว่าเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ เกือบเป็นเอกฉันท์ (94%) จากกลุ่มผู้ตอบแบบสอบถาม แต่งานวิจัยกลับพบว่าองค์กรส่วนมากยังขาดกรอบการทำงานที่ชัดเจนในการนำไปปฏิบัติจริงอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น เพื่อระบุแนวปฏิบัติที่เชื่อมโยงกับผลลัพธ์ที่ดีที่สุด Accertify และ Liminal จึงได้วิเคราะห์พฤติกรรมองค์กรเทียบกับตัวชี้วัดประสิทธิภาพที่เรียกว่า 'Precise Yes' (การตอบรับอย่างแม่นยำ) เพื่อวัดความแม่นยำในการตอบรับลูกค้าของผู้ค้า โดยกำหนดเป็นสัดส่วนของยอดเงินที่อนุมัติให้สำหรับทุก ๆ 1 ดอลลาร์ซึ่งสูญเสียไปจากยอดปฏิเสธการชำระเงินเนื่องจากการทุจริต

ผลลัพธ์จากการวิเคราะห์ดังกล่าวได้นำไปสู่การพัฒนาโมเดลระดับความพร้อมแบบ 4 เสาหลัก ซึ่งช่วยระบุลักษณะการดำเนินงานที่มีความเชื่อมโยงสูงสุดกับความสำเร็จในการผสานรวมระหว่างการป้องกันการทุจริตและความปลอดภัยทางไซเบอร์ดังนี้

  •  การแบ่งปันประเภทภัยคุกคามหรือกรณีการใช้งานตั้งแต่ 2 รูปแบบขึ้นไป: ทีมป้องกันการทุจริตและทีมรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์มีความรับผิดชอบร่วมกันต่อประเภทภัยคุกคามที่เฉพาะเจาะจงตั้งแต่ 2 รูปแบบขึ้นไป
  •  การแบ่งปันข้อมูลผ่านแพลตฟอร์มกลาง: ข้อมูลเกี่ยวกับการทุจริตและความปลอดภัยทางไซเบอร์ได้รับการบูรณาการเข้าไว้ในระบบส่งผ่านข้อมูลที่ใช้ร่วมกัน ช่วยให้มองเห็นข้อมูลของลูกค้าในมุมมองเดียวตลอดเส้นทางการเป็นลูกค้า
  •  การอภิปรายเป็นประจำในระดับคณะกรรมการ: การยกระดับเรื่องการทุจริตให้เป็นวาระปกติในการประชุมคณะกรรมการบริหาร
  •  การบูรณาการโครงสร้าง: ทีมป้องกันการทุจริตและทีมรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ควบรวมเข้าด้วยกันอย่างเป็นทางการภายใต้โครงสร้างองค์กรเดียวกัน

องค์กรที่ประยุกต์ใช้เสาหลักทั้ง 4 ประการนี้ สามารถทำคะแนน Precise Yes ได้เฉลี่ยสูงถึง 1,540 ดอลลาร์ต่อการสูญเสียจากการทุจริต 1 ดอลลาร์ เมื่อเทียบกับองค์กรที่ยังคงทำงานแบบต่างคนต่างทำ ซึ่งทำได้เพียง 456 ดอลลาร์ ต่อทุก ๆ 1 ดอลลาร์ที่สูญเสียไปจากการทุจริต หรือคิดเป็นช่องว่างที่ห่างกันถึง 3.4 เท่า ความได้เปรียบด้านความแม่นยำนี้มีปัจจัยหลักมาจากการลดลงของอัตราปฏิเสธการชำระเงินเนื่องจากการทุจริต โดยองค์กรชั้นนำสามารถลดอัตราดังกล่าวลงได้ถึง 62% เมื่อเทียบกับองค์กรที่ยังไม่ได้เริ่มผสานรวมการป้องกันการทุจริตกับความปลอดภัยทางไซเบอร์

งานวิจัยยังพบอีกว่าลำดับขั้นตอนที่องค์กรเลือกใช้ในการนำเสาหลักเหล่านี้ไปปฏิบัติมีความสำคัญเช่นกัน โดยองค์กรที่ทำการปรับโครงสร้างทีมป้องกันการทุจริตและทีมรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ก่อนที่จะสร้างข้อมูลที่ใช้ร่วมกัน การเป็นเจ้าของร่วมกัน และความร่วมมือในการปฏิบัติงานร่วมกัน กลับทำผลงานได้แย่กว่าองค์กรที่ยังคงแยกทีมกันทำงานเสียด้วยซ้ำ สิ่งนี้บ่งชี้ให้เห็นว่าการหลอมรวมที่ประสบความสำเร็จนั้นควรเริ่มต้นจากขั้นตอนการทำงานและข้อมูลเชิงลึกที่ใช้ร่วมกันก่อนที่จะปรับเปลี่ยนผังองค์กร

“ข้อค้นพบที่โดดเด่นประการหนึ่ง คือ องค์กรจะมีผลงานดีขึ้นเมื่อพวกเขายกระดับวิธีการที่ทีมป้องกันการทุจริตและทีมรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ใช้ข้อมูลร่วมกัน” Maryling Yu ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาดของ Accertify กล่าว “การเปิดให้มองเห็นสัญญาณต่าง ๆ ร่วมกันตลอดเส้นทางการเป็นลูกค้า จะช่วยให้แต่ละทีมเข้าใจความเสี่ยงได้อย่างรอบด้านยิ่งขึ้น ทำให้พวกเขาสามารถอนุมัติลูกค้าชั้นดีได้อย่างมั่นใจ ลดขั้นตอนที่น่ารำคาญใจโดยไม่จำเป็น และขับเคลื่อนผลลัพธ์ทางธุรกิจให้ดียิ่งขึ้น”

“ข้อมูลแสดงให้เราเห็นว่าสิ่งเหล่านี้คือพฤติกรรมการปฏิบัติงาน ไม่ใช่เรื่องของโครงสร้างองค์กร” Filip Verley ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายนวัตกรรมของ Liminal กล่าว “ไม่ใช่เรื่องที่ต้องใช้งบประมาณก้อนใหญ่หรือการปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ แต่สิ่งที่ต้องมีคือการที่สองทีมตกลงใจจะเข้ามาแก้ปัญหาร่วมกัน จากนั้นก็สร้างเป็นนิสัยการทำงานที่ดำรงอยู่อย่างต่อเนื่อง นั่นหมายถึงความหวังที่ว่าทุกองค์กรซึ่งเริ่มต้นเดินทางบนเส้นทางแห่งการหลอมรวมนี้จะสามารถก้าวขึ้นไปอยู่แถวหน้าในกลุ่มที่มีผลงานยอดเยี่ยมได้”

งานวิจัยนี้ยังได้จัดทำมุมมองเปรียบเทียบมาตรฐานกับองค์กรในกลุ่มเดียวกันเป็นครั้งแรกของการหลอมรวมระหว่างการป้องกันการทุจริตและความปลอดภัยทางไซเบอร์ในหลากหลายอุตสาหกรรม ซึ่งพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญในแง่ของความพร้อมระหว่างแต่ละภาคส่วน ตัวอย่างเช่น โดยทั่วไปแล้ว องค์กรในกลุ่มค้าปลีกและอีคอมเมิร์ซมักจะทำผลงานได้ดีที่สุด ในขณะที่กลุ่มตลาดออนไลน์กลับต้องเผชิญกับความท้าทายมากที่สุดในการสร้างความสมดุลระหว่างการอนุมัติลูกค้าและการสูญเสียจากการทุจริต ในเวลาเดียวกัน งานวิจัยยังพบว่า 97% ขององค์กรต่าง ๆ กำลังเดินหน้าสู่เส้นทางการหลอมรวมนี้แล้ว ซึ่งบ่งชี้ว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้รับการขับเคลื่อนด้วยความจำเป็นในการปฏิบัติงานมากกว่าการสั่งการจากผู้บริหารระดับสูง

ผลตอบแทนจากการผสานรวม: การประเมินมูลค่าที่แท้จริงซึ่งได้รับจากการผสานรวมระหว่างการป้องกันการทุจริตและความปลอดภัยทางไซเบอร์ สามารถดาวน์โหลดได้ที่ Accertify.com/2026-report.

เกี่ยวกับ Accertify

Accertify ช่วยขับเคลื่อนการค้าให้ราบรื่นด้วยความเชี่ยวชาญหลักที่โดดเด่นเพียงหนึ่งเดียว นั่นคือการตรวจจับการทุจริตได้อย่างแม่นยำ แพลตฟอร์ม Predictive Yes ของบริษัทช่วยให้ธุรกิจสามารถตอบรับได้มากขึ้น ทั้งลูกค้าชั้นดีที่มากขึ้น รายได้ที่มากขึ้น และการเติบโตที่มากขึ้น โดยปราศจากความเสี่ยงที่จะได้รับความเสียหาย ด้วยปริมาณธุรกรรมมากกว่า 10,000 ล้านรายการ และมูลค่าอีคอมเมิร์ซที่ประมวลผลไปกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา Accertify จึงส่งมอบข้อมูลเชิงลึกและความแม่นยำที่ทีมป้องกันการทุจริตและทีมชำระเงินต้องการ เพื่อให้พวกเขาสามารถตอบรับอย่างมั่นใจและขับเคลื่อนการเติบโตได้ เรียนรู้เพิ่มเติมได้ที่ accertify.com.

เกี่ยวกับ Liminal

Liminal เป็นบริษัทผู้ให้บริการข้อมูลเชิงลึกที่นำไปปฏิบัติได้จริง โดยจัดหาข้อมูลเชิงลึกที่มีโครงสร้างชัดเจนและได้รับการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญ ในตลาดด้านข้อมูลอัตลักษณ์ การทุจริต และความปลอดภัยทางไซเบอร์ บริษัทช่วยให้ทั้งผู้นำที่เป็นมนุษย์และระบบ AI มีทางเลือกที่พึ่งพาได้แทนโมเดลทั่วไปที่ไม่ตอบโจทย์สำหรับการตัดสินใจที่มีเดิมพันสูง Liminal ได้รับความไว้วางใจจาก Visa, Mastercard, Google, JPMC และแพลตฟอร์มชั้นนำระดับโลกด้านอัตลักษณ์ดิจิทัล โดย Liminal ก่อตั้งขึ้นในปี 2022 และมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่นครนิวยอร์ก ทั้งนี้สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ liminal.co.

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

Contacts

สื่อ
Tylor Tourville
T2 PR
tylor@t2pr.agency

ที่มา: Accertify

WAFUU.COM แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนของญี่ปุ่น เปิดตัวมาสคอตอย่างเป็นทางการ “Mochi”

Logo

ความสุขเล็กๆ จากญี่ปุ่น — WAFUU.COM ขอแนะนำตัวการ์ตูนใหม่ประจำแบรนด์ Mochi ที่จะนำความสุขมาสู่แฟนๆ ทั่วโลกที่ได้ค้นหาผลิตภัณฑ์จากญี่ปุ่น

โตเกียว–(BUSINESS WIRE)–22 กรกฎาคม 2026

QRESTIA Inc. (สำนักงานใหญ่: ชิบูยะ โตเกียว; ประธานและซีอีโอ: ฮิเดมาสะ ฟุคาดะ) มีความยินดีที่จะประกาศว่า WAFUU.COM เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน ได้เปิดตัวตัวมาสคอตอย่างเป็นทางการตัวใหม่ คือ Mochi ซึ่งจะเป็นตัวแทนความอบอุ่นและเป็นมิตรของ WAFUU.COM ผ่านทางเว็บไซต์ โซเชียลมีเดีย แคมเปญ เอกสารประกอบสินค้า และสื่อสร้างสรรค์อื่นๆ เพื่อเชื่อมต่อกับแฟนๆ ทั่วโลก

Mochi มาสคอตตัวใหม่อย่างเป็นทางการของ WAFUU.COM สื่อถึง “ความสุขเล็กๆ จากญี่ปุ่น” (ภาพ: WAFUU.COM)

วิดีโอเปิดตัวของ Mochi พร้อมให้ชมแล้วบนเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ Mochi: https://mochi.wafuu.com/

1. เกี่ยวกับ Mochi
Mochi ถือกำเนิดขึ้นเพื่อสะท้อนความสุขเรียบง่ายของการเลือกซื้อสินค้าญี่ปุ่น รูปทรงที่อ่อนนุ่มกลมมน ใบหน้าที่อ่อนโยน และรายละเอียดอันเป็นเอกลักษณ์น่ารัก ถูกออกแบบมาเพื่อให้รู้สึกอบอุ่นและเป็นมิตรทั้งกับผู้มาเยือนครั้งแรกและแฟนๆ วัฒนธรรมญี่ปุ่นมาอย่างยาวนาน — ตัวละครที่ผู้คนอยากจะเห็นอีกครั้ง เก็บไว้ และแบ่งปัน

2. แผนในอนาคต
เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ Mochi เปิดตัวภายใต้แนวคิด “ความสุขเล็กๆ จากญี่ปุ่น” นำเสนอประวัติของ Mochi เรื่องราวต้นกำเนิด รายละเอียดการออกแบบ แกลเลอรี่ภาพ และวิดีโอเปิดตัว พร้อมด้วยภาพและเนื้อหาใหม่ๆ ตามฤดูกาลที่จะตามมา

Mochi จะทยอยปรากฏตัวบนหน้าโปรไฟล์เฉพาะของ WAFUU.COM ในคลิปสั้นบนโซเชียลมีเดียและโพสต์ตามฤดูกาล ภาพประกอบแคมเปญ จดหมายข่าวทางอีเมล และเอกสารประกอบบรรจุภัณฑ์

3. เกี่ยวกับ WAFUU.COM
WAFUU.COM ( https://wafuu.com/ ) เป็นเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนที่นำผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจที่สุดของญี่ปุ่นไปสู่แฟนๆ ทั่วโลก ตั้งแต่เครื่องเขียน สินค้าตัวการ์ตูน อุปกรณ์งานอดิเรก ไปจนถึงขนมขบเคี้ยว เครื่องสำอาง และสินค้าไลฟ์สไตล์ ด้วยบริการจัดส่งสินค้าไปยัง 125 ประเทศและภูมิภาค รองรับ 21 ภาษา และการชำระเงินหลายสกุลเงิน มอบประสบการณ์การช้อปปิ้งที่ไร้พรมแดนอย่างแท้จริง

4. ความเห็นของซีอีโอ
” Mochi เป็นสัญลักษณ์ที่สะท้อนความปรารถนาของ WAFUU.COM ที่จะนำความสุขจากประเทศญี่ปุ่นมาสู่โลกได้อย่างใกล้ชิดและเข้าถึงได้ง่ายยิ่งขึ้น เราออกแบบความอบอุ่นที่สัมผัสได้โดยไม่ต้องใช้คำพูด นอกเหนือจากการขายสินค้าแล้ว Mochi ยังมีจุดประสงค์เพื่อให้การค้นพบ WAFUU.COM มีความสุขและอ่อนโยนยิ่งขึ้น และเราหวังว่าจะพัฒนาให้ Mochi เป็นตัวละครที่ได้รับความรักจากทุกคน เรายินดีอย่างยิ่งที่จะได้รับการสนับสนุนจากคุณผ่านทางโซเชียลมีเดีย”
— Hidemasa Fukada ประธานและซีอีโอของ QRESTIA Inc.

ลิงก์ไปยัง
เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ Mochi: https://mochi.wafuu.com/
ยูทูบ: https://www.youtube.com/@mochi_wafuu
WAFUU.COM: https://wafuu.com/

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260721435469/en/

Contacts

QRESTIA Inc.
Tel: +81-3-5726-9180
แฟกซ์: +81-3-5726-9340
อีเมล: mochi@wafuu.com

ที่มา: QRESTIA Inc.

Gradiant ช่วยสนับสนุนการขยายโรงงานผลิตเซมิคอนดักเตอร์ในเดรสเดน

Logo

โครงการเสร็จสมบูรณ์ก่อนกำหนดถึงสามเดือน และมีส่วนช่วยสนับสนุนหนึ่งในการขยายโรงงานการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ที่สำคัญที่สุดของยุโรป

บอสตัน–(BUSINESS WIRE)–21 กรกฎาคม 2026

Gradiant ที่เป็นผู้นำระดับโลกด้านโซลูชันขั้นสูงสำหรับน้ำและน้ำเสีย ประกาศในวันนี้ว่าได้ดำเนินการก่อสร้างโรงงานผลิตเซมิคอนดักเตอร์แห่งใหม่ในเมืองเดรสเดนเสร็จสมบูรณ์แล้ว ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างศักยภาพของยุโรปในการผลิตเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนโลกดิจิทัลและโลกที่ใช้พลังงานไฟฟ้ามากขึ้นเรื่อยๆ

Today, Gradiant announced the early completion of ultrapure water and water recovery systems for a €5 billion semiconductor facility in Dresden, supporting expanded European chip production, improved water efficiency, and stronger supply chain resilience.

วันนี้ Gradiant ประกาศความสำเร็จในการติดตั้งระบบน้ำบริสุทธิ์พิเศษและระบบการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่สำหรับโรงงานผลิตเซมิคอนดักเตอร์มูลค่ากว่า 5 พันล้านยูโรในเมืองเดรสเดนที่จะสนับสนุนการขยายการผลิตชิปในยุโรป ปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้น้ำ และเสริมสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

ด้วยมูลค่าการลงทุนประมาณ 5 พันล้านยูโร โรงงานแห่งใหม่นี้ถือเป็นหนึ่งในโครงการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่สุดของเยอรมนี และเป็นการขยายตัวครั้งสำคัญภายใน Silicon Saxony ซึ่งเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ชั้นนำของยุโรป โดยโครงการนี้จะช่วยเพิ่มกำลังการผลิตเป็นสองเท่าที่โรงงานของลูกค้าในเมืองเดรสเดน และคาดว่าจะเกิดการจ้างงานที่มีทักษะสูงประมาณ 1,000 ตำแหน่ง

โครงการนี้ได้รับเงินทุนสนับสนุนจากภาครัฐประมาณ 1 พันล้านยูโร ผ่านโครงการต่างๆ ซึ่งรวมถึง European Chips Act และโครงการสำคัญที่มีผลประโยชน์ร่วมกันของยุโรป (IPCEI) โดยการลงทุนนี้จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ของยุโรป และเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับอุตสาหกรรมที่พึ่งพาชิปขั้นสูง

โรงงานแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อการผลิตบนแผ่นเวเฟอร์ขนาด 300 มิลลิเมตร โดยจะผลิตเซมิคอนดักเตอร์กำลังไฟฟ้า เทคโนโลยีอนาล็อกและสัญญาณผสม ซึ่งชิ้นส่วนเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อศูนย์ข้อมูล AI ยานยนต์ไฟฟ้า ระบบพลังงานหมุนเวียน โครงข่ายไฟฟ้า และการใช้งานในภาคอุตสาหกรรม

Gradiant ได้จัดหาระบบน้ำบริสุทธิ์พิเศษและระบบการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ที่มีความสำคัญต่อภารกิจของโรงงาน โดยระบบเหล่านี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการด้านความบริสุทธิ์ ความน่าเชื่อถือ และความสม่ำเสมอของกระบวนการผลิตที่เข้มงวดของการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง

น้ำจะถูกใช้ตลอดกระบวนการผลิตและการล้างเวเฟอร์ ซึ่งแม้แต่สิ่งปนเปื้อนเพียงเล็กน้อยก็อาจส่งผลต่อคุณภาพของผลิตภัณฑ์และผลผลิตได้ โดยระบบของ Gradiant จะช่วยให้การจ่ายน้ำมีความเสถียรและเชื่อถือได้ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับกระบวนการผลิตที่มีความละเอียดอ่อนสูงเหล่านี้

ระบบจะนำน้ำที่ใช้ในการล้างกลับมาใช้ใหม่จากระบบของ Gradiant โดยจะช่วยให้สามารถดักจับและนำน้ำจากกระบวนการผลิตที่เลือกไว้กลับมาใช้ใหม่สำหรับการใช้งานที่เหมาะสมภายในโรงงาน ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นและเสริมสร้างความยืดหยุ่นของการดำเนินงานด้านการผลิตขนาดใหญ่

โรงงานแห่งนี้ใช้น้ำอุตสาหกรรมแทนน้ำดื่มในการดำเนินงาน ซึ่งช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำดื่มอันมีค่า กระบวนการรีไซเคิลภายในช่วยให้สามารถนำน้ำที่ใช้ในการผลิตกลับมาใช้ซ้ำได้หลายครั้ง โดยมีเป้าหมายอัตราการรีไซเคิลน้ำสูงถึง 45% ภายในปี 2033

Gradiant ดำเนินโครงการเสร็จสิ้นก่อนกำหนดถึงสามเดือน การส่งมอบงานที่รวดเร็วนี้สะท้อนให้เห็นถึงการประสานงานอย่างใกล้ชิดระหว่าง Gradiant ลูกค้า และทีมงานโครงการโดยรวม ตลอดจนความสามารถของ Gradiant ในการดำเนินโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่ซับซ้อนภายใต้ข้อกำหนดด้านคุณภาพ ความปลอดภัย และกำหนดการที่เข้มงวดของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์

“เซมิคอนดักเตอร์เป็นรากฐานของเศรษฐกิจ AI แต่ศักยภาพกลับถูกจำกัดด้วยปริมาณน้ำที่มีอยู่” Prakash Govindan ซีอีโอของ Gradiant กล่าว “Gradiant ใช้เวลากว่าทศวรรษในการสร้างเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญในการดำเนินงานที่จำเป็นเพื่อให้มั่นใจได้ว่าน้ำจะมีเพียงพอสำหรับอุตสาหกรรมที่ล้ำสมัยที่สุดในโลก โครงการนี้แสดงให้เห็นว่าเราช่วยให้ผู้ผลิตขยายธุรกิจได้อย่างมั่นใจโดยการส่งมอบความบริสุทธิ์ ความน่าเชื่อถือ และประสิทธิภาพการใช้น้ำที่จำเป็นสำหรับยุคใหม่ของเทคโนโลยี”

Philipp Sausele กรรมการผู้จัดการของ Gradiant Europe เป็นตัวแทนบริษัทเข้าร่วมพิธีเปิดโรงงานอย่างเป็นทางการในเมืองเดรสเดนเมื่อต้นเดือนนี้ “เรารู้สึกภาคภูมิใจที่ได้สนับสนุนโครงการที่เสริมสร้างศักยภาพการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ของยุโรป และช่วยให้เกิดอนาคตที่เป็นดิจิทัลและประหยัดพลังงานมากขึ้น” Sausele กล่าว “การทำงานเสร็จก่อนกำหนดแสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญทางเทคนิคของทีมงานของเรา และความแข็งแกร่งของการทำงานร่วมกันกับลูกค้าและพันธมิตรในโครงการ”

การส่งมอบงานที่ประสบความสำเร็จนี้ช่วยเสริมสร้างตำแหน่งของ Gradiant ในฐานะพันธมิตรด้านน้ำที่น่าเชื่อถือสำหรับผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นการสร้างโรงงานใหม่ การขยายการผลิต หรือการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน Gradiant ช่วยให้ลูกค้าปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้น้ำ ความยืดหยุ่นในการผลิต และประสิทธิภาพด้านสิ่งแวดล้อม

เกี่ยวกับ Gradiant

Gradiant คือโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำของเศรษฐกิจ AI ซึ่งก่อตั้งขึ้นที่ MIT และมีสำนักงานใหญ่ในบอสตัน โดย Gradiant นั้นได้สร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำและน้ำเสียที่อยู่เบื้องหลังการพัฒนา AI ตั้งแต่ชิปและศูนย์ข้อมูล ไปจนถึงพลังงานและอุตสาหกรรมที่พึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ เมื่อความต้องการ AI เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว น้ำจึงกลายเป็นทรัพยากรที่กำหนดว่าอะไรจะถูกสร้างขึ้นได้ โดยเทคโนโลยีของ Gradiant สามารถช่วยลดปริมาณน้ำที่อุตสาหกรรมดึงไปใช้ นำน้ำที่ทิ้งไปกลับมาใช้ใหม่ และคืนน้ำสะอาดสู่ธรรมชาติ โดยมีการสร้างโรงบำบัดน้ำเสียมากกว่า 3,000 แห่งใน 92 ประเทศ เรียนรู้เพิ่มเติมได้ที่ gradiant.com

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260721282911/en

Contacts

ผู้ติดต่อขององค์กร
Felix Wang
หัวหน้าฝ่ายการตลาดระดับโลกของ Gradiant
fwang@gradiant.com

ที่มา: Gradiant

โครงการ Beyond2020 ของ Zayed Sustainability Prize ช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านการดูแลสุขภาพให้กับผู้คนกว่า 200,000 คนในอินเดีย

Logo

สถานพยาบาลที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์หกแห่งยังคงพัฒนาการให้บริการด้านการดูแลสุขภาพที่เชื่อถือได้ทั่วพื้นที่ชนบทของรัฐกรณาฏกะอย่างต่อเนื่อง

อาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์–(BUSINESS WIRE)–21 กรกฎาคม 2026

Beyond2020 เป็นโครงการหลักที่เปิดตัวโดย Zayed Sustainability Prize ซึ่งเป็นรางวัลริเริ่มของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์สำหรับโซลูชันที่เป็นนวัตกรรมเพื่อแก้ไขความท้าทายระดับโลก ได้ประกาศในวันนี้เกี่ยวกับการติดตั้งศูนย์สุขภาพที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ทั่วประเทศอินเดียที่ได้ช่วยเพิ่มการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพที่เชื่อถือได้สำหรับประชาชนกว่า 200,000 คน

Zayed Sustainability Prize’s Beyond2020 Initiative Strengthens Healthcare Resilience for Over 200,000 People in India (Photo: AETOSWire)

โครงการ Beyond2020 ของ Zayed Sustainability Prize ช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านการดูแลสุขภาพให้กับผู้คนกว่า 200,000 คนในอินเดีย (ภาพ: AETOSWire)

โครงการดังกล่าวดำเนินการแล้วเสร็จในรัฐกรณาฏกะ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของอินเดีย โดยประกอบด้วยสถานพยาบาลที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ 6 แห่ง ซึ่งติดตั้งเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ประหยัดพลังงาน โดยสถานพยาบาลเหล่านี้จะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านการดูแลสุขภาพในชุมชนห่างไกลที่มีไฟฟ้าใช้จำกัด ทำให้ผู้ป่วยสามารถรับบริการด้านการดูแลสุขภาพที่จำเป็นได้ใกล้บ้าน โดยไม่ต้องเดินทางไกลไปยังเมืองใหญ่

โครงการ Beyond2020 ในอินเดีย ดำเนินการโดยมูลนิธิ SELCO ซึ่งเป็นผู้ชนะรางวัล Zayed Sustainability Prize ปี 2018 และเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรในอินเดียที่ใช้พลังงานยั่งยืนเป็นตัวเร่งในการสนับสนุนการบรรเทาความยากจนและความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม

ฯพณฯ Ahmed Ali Al Sayegh รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและการป้องกันแห่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กล่าวว่า “ด้วยโครงการ Beyond2020 สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ยังคงสนับสนุนแนวทางแก้ไขปัญหาที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต เสริมสร้างความเข้มแข็ง และส่งเสริมความร่วมมือระดับโลก โดยผลกระทบที่ยั่งยืนจากการปฏิบัติงานในอินเดียครั้งนี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นร่วมกันของเราในการส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนและขยายการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพที่จำเป็นอย่างเท่าเทียมกัน โดยได้รับแรงบันดาลใจจากเจตนารมณ์แห่งความเมตตาและการลงมือปฏิบัติของชีค Zayed เรายังคงมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนชุมชนและสร้างความร่วมมือที่จะส่งผลกระทบอย่างมีความหมายและยั่งยืน”

ดร. Harish Hande ซีอีโอของมูลนิธิ SELCO กล่าวถึงผลกระทบของความร่วมมือครั้งนี้ว่า “พลังงานเป็นตัวเร่งให้เกิดการดูแลสุขภาพที่ดีขึ้น การออกแบบสิ่งอำนวยความสะดวกด้านสุขภาพใหม่โดยใช้นวัตกรรมพลังงานแสงอาทิตย์ จะช่วยให้การดูแลสุขภาพเข้าถึงได้ง่ายและน่าปรารถนา นำบริการที่มีคุณภาพไปสู่ชุมชนที่ห่างไกลที่สุด เป้าหมายที่กว้างขึ้นของเราคือการขยายรูปแบบนี้ไปทั่วประเทศ เพื่อให้พลังงานที่ยั่งยืนยังคงเป็นแรงผลักดันให้เกิดผลลัพธ์ด้านสุขภาพที่ดีขึ้นสำหรับผู้ที่ต้องการมากที่สุด”

อินเดียมีศูนย์บริการสุขภาพปฐมภูมิมากกว่า 30,000 แห่ง และศูนย์ย่อยอีก 150,000 แห่ง ซึ่งหลายแห่งตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกล ในภูมิภาคเหล่านี้ การเข้าถึงบริการสุขภาพมักถูกจำกัดด้วยปัญหาด้านโครงสร้างพื้นฐาน ส่งผลให้ระยะทางในการเดินทางไกลขึ้นและค่าใช้จ่ายที่ผู้ป่วยต้องจ่ายเองสูงขึ้น ตัวอย่างเช่น รัฐกรณาฏกะมีค่าใช้จ่ายด้านการดูแลสุขภาพสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ นอกจากนี้ การเข้าถึงพลังงานมักไม่น่าเชื่อถือ ส่งผลกระทบต่อการทำงานของอุปกรณ์และบริการทางการแพทย์ที่จำเป็น เช่น การเก็บรักษาวัคซีนและการวินิจฉัยโรค ปัญหาเหล่านี้เน้นย้ำถึงความจำเป็นของโซลูชันด้านพลังงานที่ยั่งยืนเพื่อปรับปรุงการให้บริการด้านสุขภาพในชุมชนที่เข้าถึงยาก

สถานพยาบาลที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์เหล่านี้ติดตั้งระบบเซลล์แสงอาทิตย์ที่สามารถผลิตพลังงานได้ระหว่าง 2 ถึง 15 กิโลวัตต์ภายใต้สภาวะแสงแดดสูงสุด ระบบเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนจากระบบไฟฟ้าแบบออฟกริดและแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่สามารถเก็บพลังงานได้เพียงพอสำหรับการใช้งาน 1.5 ถึง 2 วัน

สิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านี้ยังรวมถึงเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ประหยัดพลังงานหลากหลายประเภทที่สนับสนุนการดูแลที่มีคุณภาพ ช่วยปรับปรุงการดูแลทารกแรกเกิดและมารดาด้วยเครื่องให้ความอบอุ่นทารกแบบพกพา เครื่องฉายแสง และอุปกรณ์ที่จำเป็น เช่น เครื่องตรวจวัดการเต้นของหัวใจทารกในครรภ์ และเครื่องช่วยหายใจ ตู้บรรจุวัคซีนช่วยให้มั่นใจได้ว่าวัคซีนจะถูกส่งถึงมือผู้รับในอุณหภูมิที่ควบคุมได้ การวินิจฉัยโรคแบบดิจิทัล เช่น เครื่องฟังเสียงหัวใจและเครื่องวัดปริมาตรปอด ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการโรคไม่ติดต่อ ในขณะที่การตรวจผิวหนังทางไกล กล้องจุลทรรศน์ดิจิทัล หน่วยแพทย์ทางไกล และอุปกรณ์สุขภาพแบบพกพาอื่นๆ ช่วยอำนวยความสะดวกในการวินิจฉัยโรคจากระยะไกล

ในส่วนหนึ่งของการดำเนินงาน มูลนิธิ SELCO ยังได้ร่วมมือกับ Swami Vivekananda Youth Movement ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนที่มุ่งเน้นการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพในชนบท เพื่อจัดตั้งคลินิกสุขภาพเคลื่อนที่ โดยคลินิกดังกล่าวได้ให้ความช่วยเหลือในการขยายบริการด้านสุขภาพไปยังชุมชนห่างไกล และสนับสนุนผลกระทบในระยะยาวของโครงการริเริ่มนี้

โครงการ Beyond2020 ได้รวบรวมพันธมิตรชั้นนำมากมาย รวมถึง Abu ​​Dhabi Fund for Development, BNP Paribas, Mubadala Energy, Masdar และ Abu Dhabi Commercial Bank

จนถึงปัจจุบัน โครงการ Beyond2020 ได้ดำเนินการไปแล้ว 19 โครงการ ครอบคลุมด้านพลังงาน สุขภาพ น้ำ และอาหาร เปลี่ยนแปลงชีวิตผู้คนกว่า 429,800 คนในเนปาล แทนซาเนีย ยูกันดา จอร์แดน อียิปต์ กัมพูชา มาดากัสการ์ อินโดนีเซีย บังกลาเทศ ฟิลิปปินส์ รวันดา เปรู เลบานอน ซูดาน เอธิโอเปีย เวียดนาม มาเลเซีย คอสตาริกา และอินเดีย โดยมีการกำหนดให้โคลอมเบียเป็นสถานที่สำหรับดำเนินโครงการครั้งที่ 20

เกี่ยวกับ Zayed Sustainability Prize

Zayed Sustainability Prize เป็นรางวัลริเริ่มของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์สำหรับโซลูชันที่เป็นนวัตกรรมเพื่อแก้ไขความท้าทายระดับโลก

รางวัลนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่เจตนารมณ์และวิสัยทัศน์ของชีค Zayed bin Sultan Al Nahyan บิดาผู้ก่อตั้งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยมีเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืนทั่วโลก

ในแต่ละปี รางวัลนี้จะมอบให้แก่องค์กรและโรงเรียนมัธยมปลายที่สร้างสรรค์โซลูชันที่ก้าวล้ำที่ส่งเสริมความก้าวหน้าอย่างยั่งยืนและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน ในหมวดหมู่ด้านสุขภาพ อาหาร พลังงาน น้ำ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และโรงเรียนมัธยมปลายระดับโลก

ตลอดระยะเวลา 18 ปีที่ผ่านมา รางวัลนี้ได้สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อชีวิตผู้คนกว่า 400 ล้านคนทั่วโลก ผ่านผู้ได้รับรางวัล 139 ราย โดยเป็นแรงบันดาลใจให้นักนวัตกรรมขยายผลกระทบของตนและเปลี่ยนความทะเยอทะยานให้เป็นความก้าวหน้าที่ยั่งยืน

Zayed Sustainability Prize เป็นโครงการในเครือของ Erth Zayed Philanthropies

เกี่ยวกับ Beyond2020

Beyond2020 มอบโซลูชันที่สำคัญและเปลี่ยนแปลงชีวิตแก่ผู้รับประโยชน์ทั่วโลก โดยใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเพื่อสิ่งที่ดีและส่งเสริมการพัฒนาที่ครอบคลุมและยั่งยืน ผลกระทบของ Beyond2020 จนถึงปัจจุบัน ได้แก่ การดำเนินการใน 19 โครงการ ซึ่งได้เปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้คนกว่า 429,800 คนในเนปาล แทนซาเนีย ยูกันดา จอร์แดน อียิปต์ กัมพูชา มาดากัสการ์ อินโดนีเซีย บังกลาเทศ ฟิลิปปินส์ รวันดา เปรู เลบานอน ซูดาน เอธิโอเปีย เวียดนาม มาเลเซีย คอสตาริกา และอินเดีย

*ที่มา: AETOSWire

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260721845241/en

Contacts

Thomas Hagan
thomas.hagan@panterra.global

ที่มา: Zayed Sustainability Prize

Modon Holding และ Nammos Hotels & Resorts นำเสนอ Nammos Ras El Hekma สู่ชายฝั่งทางเหนือของอียิปต์

Logo

โครงการที่พัฒนาด้วยความร่วมมือกับ Nammos Hotels & Resorts นี้จะเป็นจุดหมายปลายทางแถบเมดิเตอร์เรเนียนที่โดดเด่นที่ได้รวบรวมที่พักอาศัยภายใต้แบรนด์ดัง รีสอร์ตหรู ร้านอาหารและบีชคลับ หมู่บ้านค้าปลีก และประสบการณ์ด้านอาหารและการดูแลสุขภาพที่เป็นเอกลักษณ์มาไว้ในอียิปต์เป็นครั้งแรก

ราส เอล เฮกมา ประเทศอียิปต์–(BUSINESS WIRE)–16 กรกฎาคม 2026

Modon Holding จากอาบูดาบี และ Nammos Hotels & Resorts ประกาศเปิดตัว Nammos Ras El Hekma โครงการไลฟ์สไตล์และการบริการระดับหรูแห่งแรกในอียิปต์ที่ครบวงจร ตั้งอยู่ในย่าน Wadi Yemm โครงการพัฒนาแห่งนี้จะทำให้คำมั่นสัญญาของ Ras El Hekma ในเรื่องการใช้ชีวิตแบบเมดิเตอร์เรเนียนที่เหนือกาลเวลาเป็นจริงขึ้นมา โดยผสมผสาน Nammos Residences, Nammos Resort, Nammos Village และบริการด้านอาหารและการดูแลสุขภาพที่คัดสรรมาอย่างดีตลอดทั้งวัน รวมถึง Nammos Restaurant & Beach Club ที่มีชื่อเสียงระดับโลก

Modon Holding and Nammos Hotels & Resorts bring Nammos Ras El Hekma to Egypt’s North Coast (Photo: AETOSWire)

Modon Holding และ Nammos Hotels & Resorts นำเสนอ Nammos Ras El Hekma สู่ชายฝั่งทางเหนือของอียิปต์ (ภาพ: AETOSWire)

Nammos Ras El Hekma คือการแสดงออกถึงความหรูหราแบบเมดิเตอร์เรเนียนร่วมสมัยรูปแบบใหม่ สะท้อนให้เห็นถึงความงามตามธรรมชาติของชายฝั่งทางเหนือของอียิปต์และวิถีชีวิตที่ประณีตแต่มีชีวิตชีวาอันเป็นเอกลักษณ์ของ Nammos โดยนำเสนอแนวคิดการใช้ชีวิตที่ได้รับแรงบันดาลใจจากจิตวิญญาณแห่งเมดิเตอร์เรเนียน ผสานสถาปัตยกรรม ภูมิทัศน์ ศิลปะ และการบริการเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว

Nammos Residences จะประกอบด้วยอพาร์ตเมนต์แบบหนึ่งถึงสี่ห้องนอนจำนวน 72 ยูนิต และเพนต์เฮาส์อีกหนึ่งยูนิต ในขณะที่ Nammos Resort จะมีห้องพักโรงแรมจำนวน 79 ห้อง แบ่งออกเป็นห้าประเภท ตั้งแต่ห้องจูเนียร์สวีท ห้องสวีทแบบหนึ่งและสองห้องนอน ไปจนถึงห้องเพรสซิเดนเชียลสวีทและห้องซีเสิร์ชเมนต์สวีท ผู้พักอาศัยและแขกจะได้เพลิดเพลินกับการเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการบริการ การดูแลสุขภาพ การค้าปลีก และการพักผ่อนหย่อนใจที่คัดสรรมาอย่างดี สร้างประสบการณ์การใช้ชีวิตและการท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงกันภายในเมือง Ras El Hekma ที่กำลังเติบโตบนชายฝั่งทางเหนือของอียิปต์

ใจกลางของโครงการพัฒนาแห่งนี้ คือ Nammos Village ที่นำเสนอแนวคิดการค้าปลีกซึ่งมีรากฐานมาจากการค้นพบหมู่บ้านเมดิเตอร์เรเนียนอีกครั้ง และเป็นการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างการช้อปปิ้ง สุขภาพ และศิลปะ โดย Nammos Village นี้จะเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับการค้นพบ การเชื่อมต่อ และการพักผ่อนหย่อนใจ สร้างประสบการณ์การใช้ชีวิตที่ดื่มด่ำซึ่งวัฒนธรรม สุขภาพ และการบริการมาบรรจบกันอย่างราบรื่น

สิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครันยิ่งขึ้นจะรวมถึงศูนย์สุขภาพและฟิตเนส สปา สระว่ายน้ำและศาลาพักผ่อน คลับสำหรับเด็ก ห้องรับประทานอาหารส่วนตัว และการเข้าถึงประสบการณ์การบริการที่ผสานรวมอยู่ทั่วทั้งรีสอร์ต จุดเด่นสำคัญคือร้านอาหารและบีชคลับ Nammos ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากถ้ำชายฝั่งธรรมชาติ ออกแบบมาเพื่อมอบประสบการณ์การบริการและการพักผ่อนที่ครบวงจร โดยจะรวบรวมการรับประทานอาหารที่มีชีวิตชีวา ศาลาพักผ่อนส่วนตัว เตียงอาบแดด สระว่ายน้ำ และการเข้าถึงชายหาดโดยตรง ซึ่งสะท้อนถึงวิถีชีวิตที่สดใสที่สุดของ Nammos

ในด้านสถาปัตยกรรม วิสัยทัศน์ได้รับแรงบันดาลใจจากประเพณีการออกแบบของเมดิเตอร์เรเนียนและไซคลิดิก โดยแสดงออกผ่านรูปทรงโค้ง การจัดวางรูปทรงอย่างมีมิติ พื้นผิวที่ฉาบปูนขาว วัสดุธรรมชาติ และการเชื่อมโยงอย่างแน่นแฟ้นระหว่างสภาพแวดล้อมภายในและภายนอกอาคาร ภาษาการออกแบบได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อเสริมความงามให้กับสภาพแวดล้อมชายฝั่งทะเล ในขณะเดียวกันก็สร้างเอกลักษณ์ที่โดดเด่นภายใน Ras El Hekma

Bill O’Regan ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของกลุ่ม Modon Holding กล่าวว่า: “ Ras El Hekma กำลังก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่น่าจับตามองที่สุดในแถบเมดิเตอร์เรเนียนอย่างรวดเร็ว และความก้าวหน้าที่เราทำได้จนถึงปัจจุบันสะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ระยะยาวของเรา ด้วยโครงการ Wadi Yemm ที่กำลังจะแล้วเสร็จ และแบรนด์ระดับโลกจำนวนมากที่เลือกเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของจุดหมายปลายทางนี้ เรากำลังสร้างเมืองที่มีชีวิตชีวาตลอดทั้งปี ซึ่งออกแบบมาเพื่อมอบการใช้ชีวิต การพักผ่อน และการลงทุนระดับโลกสำหรับคนรุ่นต่อๆ ไป โดย Nammos Ras El Hekma คือส่วนขยายที่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์นั้น โดยนำเสนอไลฟ์สไตล์ที่โดดเด่น ซึ่งจะช่วยเพิ่มเสน่ห์ให้กับจุดหมายปลายทางนี้สำหรับผู้อยู่อาศัย นักท่องเที่ยว และนักลงทุนมากยิ่งขึ้น

Petros Stathis ประธานของ Nammos กล่าวว่า: การเปิดตัว Nammos Ras El Hekma ถือเป็นก้าวสำคัญในกลยุทธ์การเติบโตระดับโลกของเรา ชายฝั่งทางเหนือของอียิปต์กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลก และ Ras El Hekma เป็นสถานที่ที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการขยายแบรนด์ Nammos อย่างต่อเนื่อง

Carolyn Turnbull ซีอีโอของ Nammos Hotels & Resorts กล่าวว่า: “Nammos Ras El Hekma ได้รับการออกแบบให้เป็นสถานที่ที่การบริการ การอยู่อาศัย และไลฟ์สไตล์ผสานรวมกันอย่างลงตัวและเป็นธรรมชาติ แรงบันดาลใจจากพลัง ความสง่างาม และจิตวิญญาณที่กำหนดนิยามของ Nammos มานานกว่าสองทศวรรษ จุดหมายปลายทางแห่งนี้จะสร้างประสบการณ์สุดพิเศษที่เชื่อมโยงผู้คนและเฉลิมฉลองการใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า

Nammos Ras El Hekma เป็นส่วนหนึ่งของแผนแม่บท Ras El Hekma มูลค่า 35 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาพื้นที่ 170.8 ล้านตารางเมตร ที่จะเปลี่ยนโฉมชายฝั่งทางเหนือของอียิปต์ให้กลายเป็นเมืองแห่งอนาคต โดยคาดว่าจะสามารถดึงดูดการลงทุนได้มากถึง 110 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2045 โดย Wadi Yemm จะเป็นพื้นที่แรกใน 17 เขตของ Ras El Hekma ที่เริ่มดำเนินการก่อสร้าง และจะมีสถานที่สำคัญทางวัฒนธรรมหลายแห่งที่จะช่วยกำหนดเอกลักษณ์ของเมืองโดยรวม

Ras El Hekma ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้การเดินทางสะดวกสบายทั้งทางบก ทางทะเล และทางอากาศ ทำให้สามารถเดินทางมายังพื้นที่นี้ได้โดยใช้เวลาบินเพียงสี่ชั่วโมงจากประชากรเกือบครึ่งหนึ่งของโลก จุดหมายปลายทางนี้จะประกอบด้วยสนามบินนานาชาติแห่งใหม่ที่เชื่อมต่อกับเครือข่ายรถไฟความเร็วสูง ทางหลวงสายหลัก และท่าจอดเรือ รวมถึงอาคารผู้โดยสารสำหรับเรือสำราญโดยเฉพาะ ด้วยพื้นที่แนวชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนที่ทอดยาวถึง 44 กิโลเมตร โดย Ras El Hekma จะนำเสนอประสบการณ์ที่ผสมผสานทั้งด้านการพักผ่อนหย่อนใจ การบริการ และวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน โดยมีหัวใจสำคัญคือย่านธุรกิจและการเงินที่เป็นศูนย์กลาง ซึ่งได้รับการสนับสนุนด้วยย่านการศึกษา ย่านที่อยู่อาศัย และพื้นที่ใช้สอยแบบผสมผสานที่ออกแบบมาเพื่อสร้างชุมชนที่มีชีวิตชีวาและคึกคักตลอดทั้งปี

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม ผู้ที่สนใจซื้อสามารถเยี่ยมชมได้ที่ modon.com หรือโทร 800 MODON ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, 7734 ในอียิปต์ หรือ +201122222734 สำหรับการติดต่อจากต่างประเทศ

เกี่ยวกับ Modon

Modon เป็นบริษัทโฮลดิ้งระดับนานาชาติ มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่อาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อาบูดาบี (ADX) โดย Modon เป็นผู้นำด้านนวัตกรรมเมือง การสร้างสรรค์ดีไซน์ และประสบการณ์อันโดดเด่นที่เหนือความคาดหมายอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ การบริการ การบริหารสินทรัพย์และการลงทุน การจัดงาน การจัดเลี้ยง การท่องเที่ยว และโครงสร้างพื้นฐานของเมือง โดยเรากำลังทำให้เมืองต่างๆ มีชีวิตชีวาด้วยการส่งมอบมูลค่าที่ยั่งยืนในระยะยาว

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดติดต่อ press@modon.com, เยี่ยมชมที่ www.modon.com หรือติดตามที่:

LinkedIn
X
Instagram
Facebook
YouTube

เกี่ยวกับ Nammos Hotels & Resorts

Nammos Hotels & Resorts คือตัวแทนด้านการบริการและการอยู่อาศัยของ Nammos หนึ่งในแบรนด์ไลฟ์สไตล์หรูระดับโลกที่ได้รับการยอมรับมากที่สุด ก่อตั้งขึ้นที่ Mykonos ในปี 2003 และได้รับการยกย่องไปทั่วโลกในฐานะผู้สร้างจุดหมายปลายทางที่เปี่ยมด้วยชีวิตชีวาซึ่งผสานรวมการรับประทานอาหารชั้นเลิศ ความบันเทิง และวัฒนธรรมชายหาด โดย Nammos ได้พัฒนาอย่างต่อเนื่องไปสู่โรงแรมหรู รีสอร์ต และที่พักอาศัยภายใต้แบรนด์ โดยขยายไลฟ์สไตล์ ปรัชญาการบริการ และวิสัยทัศน์ด้านการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ไปสู่จุดหมายปลายทางที่น่าปรารถนาที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

Nammos Hotels & Resorts เปิดตัวอย่างเป็นทางการด้วย Nammos Hotel Mykonos ในปี 2023 โดยต่อยอดจากประสบการณ์กว่าสองทศวรรษในการสร้างสรรค์ประสบการณ์ที่นิยามด้วยความสง่างามแบบเมดิเตอร์เรเนียน แรงบันดาลใจจากต้นกำเนิดบนเกาะ โดย Nammos ได้ผสมผสานความหรูหราอย่างลงตัวเข้ากับพลังทางสังคมที่มีชีวิตชีวา สร้างประสบการณ์ที่น่าจดจำสำหรับแขกผู้เข้าพัก ผู้พักอาศัย และชุมชนท้องถิ่น

โรงแรม รีสอร์ต และที่พักอาศัยแต่ละแห่งได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันเพื่อสะท้อนเอกลักษณ์ของสถานที่ พร้อมมอบบริการที่เป็นส่วนตัวอย่างยิ่ง ประสบการณ์ด้านอาหารระดับโลก สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี วัฒนธรรม และความบันเทิง การผสมผสานเอกลักษณ์ของสถานที่เข้ากับจิตวิญญาณอันโดดเด่นของไลฟ์สไตล์ โดย Nammos จะทำให้ Nammos Hotels & Resorts สร้างสรรค์จุดหมายปลายทางที่ผู้คนมารวมตัวกันเพื่อเชื่อมต่อ เฉลิมฉลอง และสัมผัสกับความหรูหราอย่างมีความสุข

*ที่มา: AETOSWire

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260716740934/en

Contacts

Mark Robinson
press@modon.com
ir@modon.com
https://www.modon.com/

ที่มา: Modon

รายงานการฉ้อโกงกรณีการเดินทางทางอากาศทั่วโลกประจำไตรมาสที่ 2 ของ Accertify พบแรงกดดันจากการฉ้อโกงทวีความรุนแรงขึ้นทั่วภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกา

Logo

จากการวิเคราะห์ธุรกรรมการจองบัตรโดยสารเครื่องบินเกือบ 133 ล้านรายการ พบว่าเที่ยวบินที่เดินทางออกจากไคโรมีอัตราการทุจริตสูงที่สุดในโลกประจำไตรมาสนี้ ขณะที่เมืองต้นทางในสหรัฐอเมริกาและออสเตรเลียติดกลุ่มเมืองที่มีอัตราการทุจริตต่ำที่สุด

เมืองอิตาสคา รัฐอิลลินอยส์–(BUSINESS WIRE)–15 กรกฎาคม 2026

Accertify ผู้ให้บริการชั้นนำด้านระบบการตัดสินใจเพื่อรับมือกับการฉ้อโกง ซึ่งมีแพลตฟอร์มชื่อ Predictive Yes ที่ช่วยให้ร้านค้าสามารถตอบรับลูกค้าดี ๆ ได้มากขึ้น เพิ่มรายได้ และสร้างการเติบโต ได้ประกาศเปิดตัวรายงานการฉ้อโกงกรณีการเดินทางทางอากาศทั่วโลก: ไตรมาสที่ 2 ปี 2026 ซึ่งเป็นบทวิเคราะห์รายไตรมาสที่เจาะลึกความผันแปรของแรงกดดันจากการฉ้อโกงในตลาดสายการบินทั่วโลก โดยอ้างอิงจากเมืองต้นทาง ณ เวลาที่ทำการจอง

รายงานฉบับนี้ประเมินจากข้อมูลธุรกรรมการจองบัตรโดยสารเครื่องบินจำนวน 132.9 ล้านรายการที่เกิดขึ้นระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนมิถุนายน ปี 2026 โดยประเมินอัตราการยับยั้งการฉ้อโกงในเมืองต้นทาง 537 เมืองที่มีปริมาณธุรกรรมอย่างน้อย 10,000 รายการต่อเมืองในช่วงไตรมาสดังกล่าว เพื่อให้สายการบินมีมุมมองที่อ้างอิงจากข้อมูลจริงว่าแพลตฟอร์ม Predictive Yes ของ Accertify ได้ดำเนินการสกัดกั้นการฉ้อโกง ณ ช่วงเวลาการจองบ่อยครั้งที่สุดในพื้นที่ใดบ้าง

ข้อค้นพบในไตรมาสที่ 2 เผยให้เห็นว่าแรงกดดันจากการฉ้อโกงยังคงมีความแตกต่างกันที่มีนัยสำคัญอย่างต่อเนื่องในแต่ละตลาด โดยการเปลี่ยนแปลงที่น่าจับตามองที่สุดเกิดขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกา ซึ่งมีอัตราการยับยั้งการฉ้อโกงเฉลี่ยในภูมิภาคเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า จาก 0.95% เป็น 2.03% โดยถือเป็นระดับที่สูงที่สุดเมื่อเทียบกับทุกภูมิภาคที่ทำการวิเคราะห์ และสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 0.29% ทั้งนี้ เมืองต้นทางที่มียอดจองบัตรโดยสารซึ่งมีอัตราการฉ้อโกงสูงที่สุดในโลก 4 อันดับแรก ได้แก่ ไคโร อักกรา ตูนิส และคาซาบลังกา (ที่มา: ข้อมูลลูกค้าของ Accertify ประจำไตรมาสที่ 2 ปี 2026) ในขณะที่เมืองต้นทางในสหรัฐอเมริกาและออสเตรเลียยังคงเป็นกลุ่มที่มีอัตราการฉ้อโกงในขั้นตอนการจองต่ำที่สุดในโลก ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงแนวทางปฏิบัติในการป้องกันการฉ้อโกงที่มีความพร้อมและพัฒนาการที่สูงกว่า ซึ่งพบได้ทั่วไปในตลาดดังกล่าว

ข้อค้นพบสำคัญจากรายงานการฉ้อโกงกรณีการเดินทางทางอากาศของ Accertify ประจำไตรมาสที่ 2 ปี 2026:

  • ภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกามีอัตราการฉ้อโกงเฉลี่ยสูงที่สุดเมื่อเทียบกับทุกภูมิภาค อัตราการยับยั้งการฉ้อโกงเฉลี่ยของภูมิภาคนี้พุ่งสูงถึง 2.03% เพิ่มขึ้นจาก 0.95% ในไตรมาสที่ 1 และสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 0.29% อย่างเห็นได้ชัด โดยการจองบัตรโดยสารจากเมืองต้นทางอย่างไคโร อักกรา ตูนิส และคาซาบลังกา มีอัตราการฉ้อโกงสูงที่สุดในโลก 4 อันดับแรก
  •  ไคโรมีอัตราการฉ้อโกงสูงที่สุดในโลกสำหรับไตรมาสนี้ อัตราการฉ้อโกงของการจองบัตรโดยสารจากเมืองต้นทางไคโรพุ่งสูงขึ้นจาก 1.43% ในไตรมาสที่ 1 เป็น 6.57% ในไตรมาสที่ 2 ซึ่งทำให้เมืองนี้ขยับจากอันดับ 15 ขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ของโลกภายในไตรมาสเดียว
  •  สหรัฐอเมริกาและออสเตรเลียเป็นกลุ่มที่มีอัตราการฉ้อโกงต่ำที่สุดกลุ่มหนึ่งของโลก ทั้งสองประเทศยังคงมีอัตราที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 0.29% อย่างมาก โดยการจองบัตรโดยสารจากเมืองต่าง ๆ ในสหรัฐอเมริกามีอัตราเฉลี่ยอยู่ที่ 0.07% ส่วนการจองบัตรโดยสารจากเมืองต่าง ๆ ในออสเตรเลียและภูมิภาคแปซิฟิกมีอัตราเฉลี่ยอยู่ที่ 0.08%”
  •  ภูมิภาคเอเชียตะวันออกมีสัดส่วนการพัฒนาปรับปรุงมากที่สุดเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น อัตราการยับยั้งการฉ้อโกงเฉลี่ยของภูมิภาคนี้ลดลงเกือบครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยลดลงถึง 43% จาก 0.20% เหลือ 0.11% ซึ่งเป็นค่าเปอร์เซ็นต์ที่ลดลงสูงกว่าภูมิภาคอื่น ๆ ทั้งหมด แม้ว่าภูมิภาคละตินอเมริกาและแคริบเบียนจะมีอัตราลดลงที่มากกว่าหากพิจารณาในแง่ของจำนวนตัวเลขจริง (จาก 0.91% เหลือ 0.69%) ก็ตาม
  •  การจัดอันดับรายไตรมาสช่วยให้เห็นข้อมูลเชิงลึกใหม่ เกี่ยวกับรูปแบบการฉ้อโกงที่เปลี่ยนแปลงไป รายงานฉบับนี้ได้ติดตามความเคลื่อนไหวของเมืองต้นทางแต่ละเมืองในการจัดอันดับทั่วโลกจากไตรมาสหนึ่งไปสู่อีกไตรมาสหนึ่งเป็นครั้งแรก ซึ่งช่วยให้สายการบินได้รับข้อมูลบริบทเพิ่มเติมว่าแรงกดดันจากการฉ้อโกงในพื้นที่ใดบ้างที่กำลังเพิ่มสูงขึ้นหรือกำลังลดลงเมื่อเวลาผ่านไป

รายงานฉบับนี้เน้นย้ำว่าแรงกดดันจากการฉ้อโกงนั้นมีความเฉพาะเจาะจงสูงมาก โดยมักจะมีความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดระหว่างเมืองต้นทางที่อยู่ในภูมิภาคเดียวกัน ด้วยการตรวจสอบการป้องกันการฉ้อโกง ณ ช่วงเวลาที่จองบัตรโดยสาร สายการบินจะสามารถเปรียบเทียบผลการดำเนินงานของตนเองได้ดียิ่งขึ้น รวมถึงระบุพื้นที่ความเสี่ยงสูงที่กำลังเกิดขึ้นใหม่ และปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การป้องกันการฉ้อโกงให้สอดคล้องกับรูปแบบการจองที่เปลี่ยนแปลงไปได้

หมายเหตุเกี่ยวกับระเบียบวิธี: ตัวเลขของอัตราการฉ้อโกงสะท้อนถึงจำนวนการฉ้อโกงที่ยับยั้งไว้ได้ ซึ่งก็คือการจองที่ถูกปฏิเสธด้วยเหตุผลด้านการฉ้อโกงก่อนที่จะมีการเดินทางเกิดขึ้น โดยระบุตามเมืองต้นทางซึ่งเป็นจุดที่ทำการจอง ทั้งนี้ ค่าเฉลี่ยระดับภูมิภาคและค่าเฉลี่ยทั่วโลกได้รับการคำนวณจากค่าเฉลี่ยของอัตราการฉ้อโกงรายเมืองของเมืองต้นทางแต่ละเมืองที่มีคุณสมบัติเข้าเกณฑ์

รายงานการฉ้อโกงกรณีการเดินทางทางอากาศทั่วโลก: ไตรมาสที่ 2 ปี 2026 แสดงอยู่บนเว็บไซต์ของ Accertify ที่ https://www.accertify.com/q2-2026-global-air-travel-fraud-report/.

เกี่ยวกับ Accertify
Accertify ช่วยให้การประกอบพาณิชยกรรมเป็นไปได้โดยการทำสิ่งหนึ่งอย่างยอดเยี่ยมเป็นพิเศษ นั่นคือการตรวจจับการฉ้อโกง แพลตฟอร์ม Predictive Yes ของบริษัทช่วยให้ธุรกิจต่าง ๆ สามารถตอบรับได้มั่นใจยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นลูกค้าดี ๆ ที่มากขึ้น รายได้ที่เพิ่มขึ้น และโอกาสการเติบโตที่สูงขึ้น โดยไม่ต้องเสี่ยงกับความเสียหาย ซึ่งเป็นการตอบรับที่แม่นยำ มั่นใจ และมีข้อมูลรองรับ ซึ่งทำได้โดยการเชื่อมโยงสัญญาณต่าง ๆ ตลอดวงจรชีวิตของลูกค้า ผ่านปริมาณข้อมูลที่ไม่มีใครเทียบได้ โมเดล AI หลายชั้น และแนวทางการใช้เครือข่ายความร่วมมือที่ช่วยปกป้องลูกค้าจากผู้ไม่หวังดีซึ่งตรวจพบจากที่ใดก็ตามในเครือข่าย พร้อมกับปลดล็อกโอกาสทางธุรกิจกับลูกค้าที่ดีซึ่งได้รับการยืนยันจากทุกที่ในเครือข่ายเช่นกัน ด้วยจำนวนธุรกรรมกว่า 1 หมื่นล้านรายการ และมูลค่าการซื้อขายกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2025 เพียงปีเดียว Accertify ส่งมอบข้อมูลเชิงลึกและความแม่นยำที่ทีมงานผู้ดูแลเรื่องการฉ้อโกงและการชำระเงินต้องการ เพื่อให้สามารถตอบรับได้อย่างมั่นใจและช่วยขับเคลื่อนการเติบโต นั่นคือความแตกต่างของการตอบรับได้มากขึ้น เรียนรู้เพิ่มเติมได้ที่ accertify.com.

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

Contacts

ข้อมูลติดต่อสำหรับสื่อมวลชน
Tylor Tourville
T2 PR
tylor@t2pr.agency

ที่มา: Accertify

RealPage เข้าซื้อกิจการ Cherre เพื่อสร้างแพลตฟอร์มอัจฉริยะที่ขับเคลื่อนด้วย AI ที่น่าเชื่อถือ ครอบคลุมโครงสร้างเงินทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ทั้งหมด

Logo

การรวมกันนี้จะเชื่อมโยงการดำเนินงานในระดับทรัพย์สินเข้ากับข้อมูลอัจฉริยะของพอร์ตโฟลิโอระดับสถาบัน ทำให้เจ้าของและผู้ดำเนินการมีรากฐานที่มั่นคงและน่าเชื่อถือสำหรับการตัดสินใจที่ดีขึ้นและผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

ริชาร์ดสัน รัฐเท็กซัส และนิวยอร์ก–(BUSINESS WIRE)–14 กรกฎาคม 2026

RealPage, Incผู้ให้บริการชั้นนำด้านซอฟต์แวร์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI และการวิเคราะห์ข้อมูลสำหรับอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ ประกาศในวันนี้ว่าบริษัทได้เสร็จสิ้นการเข้าซื้อกิจการ Cherre ซึ่งเป็นบริษัทข้อมูลอัจฉริยะด้านอสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับความไว้วางใจจากเจ้าของสถาบัน ผู้จัดการการลงทุน และผู้ประกอบการทั่วโลก

RealPage now with Cherre.

RealPage ร่วมงานกับ Cherre แล้ว

“AI จะเปลี่ยนแปลงวงการอสังหาริมทรัพย์ได้ก็ต่อเมื่อสามารถเข้าใจอสังหาริมทรัพย์อย่างแท้จริง” Dirk Wakeham ประธานและซีอีโอของ RealPage กล่าว “Cherre ได้สร้างระบบอัจฉริยะที่น่าเชื่อถือและมีการกำกับดูแล ซึ่งเป็นสิ่งที่เจ้าของสถาบันและผู้จัดการสินทรัพย์ต่างพึ่งพา การนำความเชี่ยวชาญนั้นมาสู่ RealPage หมายความว่าลูกค้าทุกคน ไม่ว่าพวกเขาจะบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์เพียงแห่งเดียวหรือพอร์ตโฟลิโอทั่วโลก ก็จะสามารถเข้าถึงรากฐานที่แข็งแกร่งและน่าเชื่อถือยิ่งขึ้นสำหรับการตัดสินใจของพวกเขา”

“เราเชื่อเสมอมาว่าองค์กรด้านอสังหาริมทรัพย์ไม่สามารถตัดสินใจได้อย่างมั่นใจโดยอาศัยข้อมูลเพียงอย่างเดียว พวกเขาต้องการความหมายที่น่าเชื่อถือและเชื่อมโยงกันอยู่เบื้องหลังข้อมูลเหล่านั้น” L.D. Salmanson ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Cherre กล่าว “งานที่เราทำที่ Cherre นั้นเป็นการสร้างพื้นฐานเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับช่วงเวลาที่อุตสาหกรรมต้องการเปลี่ยนจากการรายงานไปสู่การใช้เหตุผล โดยการเข้าร่วมกับ RealPage จะช่วยให้เราสามารถนำอนาคตนั้นมาสู่ระบบนิเวศของสินทรัพย์จริงได้เร็วขึ้น โดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานกับลูกค้าที่ไว้วางใจเราในปัจจุบัน”

การสร้างรากฐานสำหรับ AI ในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์

อุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์บริหารจัดการสินทรัพย์มูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์ และสนับสนุนการตัดสินใจที่มีผลกระทบไกลเกินกว่างบดุล: เช่น การไหลเวียนของเงินทุน การเติบโตของชุมชน และวิธีที่สภาพแวดล้อมที่สร้างขึ้นให้บริการแก่ผู้คนที่พึ่งพาอาศัย อุตสาหกรรมกำลังหันมาใช้ AI เพื่อการตัดสินใจที่รวดเร็วและมั่นใจยิ่งขึ้น แต่ AI จะน่าเชื่อถือได้ก็ต่อเมื่อข้อมูลที่อยู่เบื้องหลังนั้นน่าเชื่อถือเช่นกัน

ปัจจุบัน ข้อมูลเหล่านั้นมักไม่สอดคล้องกัน อสังหาริมทรัพย์แห่งเดียวอาจปรากฏเป็นที่อยู่หนึ่งในระบบการเช่า หมายเลขหน่วยที่แตกต่างกันในแพลตฟอร์มการดำเนินงาน และรหัสแปลงที่ดินที่แยกต่างหากในบันทึกภาษี โดยแพลตฟอร์มส่วนใหญ่จะถือว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นสินทรัพย์ที่ไม่เกี่ยวข้องกันสามรายการ ส่งผลให้แม้แต่คำถามพื้นฐาน เช่น ทำไมรายได้จากการดำเนินงานสุทธิ (NOI) จึงเปลี่ยนแปลงไปในสินทรัพย์หนึ่งๆ ก็ไม่สามารถตอบได้อย่างมั่นใจ ข้อมูลอาจมีอยู่ครบถ้วน แต่จนกว่าจะมีสิ่งใดแก้ไขปัญหาเรื่องตัวตนเหล่านั้นและควบคุมความหมายของข้อมูล AI ก็ไม่สามารถวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านั้นได้

นี่คือช่องว่างที่กำลังขัดขวาง AI ในอุตสาหกรรม โมเดลไม่สามารถวิเคราะห์ข้อมูลที่ไม่สอดคล้องกันในสิ่งที่อธิบายได้ ความทะเยอทะยานด้าน AI ของอุตสาหกรรมนั้นดี แต่โครงสร้างพื้นฐานข้อมูลที่อยู่เบื้องหลังนั้นสร้างขึ้นเพื่อรายงานเกี่ยวกับอดีต ไม่ใช่เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

การปิดช่องว่างนั้นจำเป็นต้องมีพื้นฐานที่มั่นคงซึ่งจะแปลงข้อมูลให้เป็นเอกลักษณ์ที่สอดคล้องกัน กำหนดความหมายของข้อมูล และเชื่อมโยงข้อมูลเหล่านั้นเข้ากับกราฟความรู้ที่ AI สามารถใช้เหตุผลได้ เช่น เหตุใดประสิทธิภาพจึงเปลี่ยนแปลงไป อะไรคือความเสี่ยง และควรให้ความสำคัญกับเรื่องใดต่อไป

เหตุใด RealPage + Cherre จึงเป็นคำตอบ

กว่าทศวรรษที่ผ่านมา Cherre ได้สร้างแพลตฟอร์มดังกล่าวขึ้นมาอย่างพิถีพิถันในระดับที่หาได้ยาก โดยแพลตฟอร์มของ Cherre ได้รวบรวมข้อมูลของหน่วยงานกว่าสี่พันล้านแห่งและสินทรัพย์จริงมูลค่าสี่ล้านล้านดอลลาร์ทั่วโลกไว้ในรากฐานที่น่าเชื่อถือ ซึ่งแหล่งที่มาและการกำกับดูแลอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและเป็นไปตามกฎระเบียบ ซึ่งเจ้าของสถาบันต่างพึ่งพาได้

RealPage มีศักยภาพในการดำเนินงานขนาดใหญ่ที่ครอบคลุมตลอดวงจรชีวิตของอสังหาริมทรัพย์ โดยให้บริการลูกค้ากว่า 42,000 รายและดูแลยูนิตที่อยู่อาศัยถึง 24 ล้านยูนิตทั่วโลก สำหรับผู้บริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์รายเดี่ยว รากฐานดังกล่าวช่วยให้ได้รับสัญญาณรายได้ที่แม่นยำและเชื่อถือได้มากขึ้น ข้อมูลเชิงลึกเพื่อเร่งอัตราการปล่อยเช่าที่รวดเร็วยิ่งขึ้น รวมถึงข้อมูลที่มีความสอดคล้องกันในทุกระบบที่ใช้งานอยู่ ซึ่งเป็นรากฐานที่มีมาตรฐานการกำกับดูแลข้อมูลแบบเดียวกับที่ใช้ในการวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ระดับพอร์ตการลงทุนของสถาบัน การผนึกกำลังของทั้งสองบริษัทช่วยเชื่อมโยงข้อมูลการดำเนินงานในระดับโครงการเข้ากับข้อมูลสำคัญในระดับพอร์ตการลงทุนและระดับกองทุน เป็นการผสานรวมทั้งข้อมูล ความน่าเชื่อถือ และโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีให้เป็นหนึ่งเดียวตลอดทั้งโครงสร้างเงินทุนด้านอสังหาริมทรัพย์และครอบคลุมสินทรัพย์ทุกประเภท

สิ่งนี้หมายความว่าอย่างไรสำหรับลูกค้า

ด้วย Cherre ลูกค้าของ RealPage จะสามารถเข้าถึงข้อมูลอัจฉริยะที่สร้างขึ้นโดยเฉพาะเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลระดับทรัพย์สินเข้ากับบริบทระดับพอร์ตโฟลิโอและกองทุน เชื่อมโยงการดำเนินงานเข้ากับการตัดสินใจที่ขึ้นอยู่กับข้อมูลเหล่านั้น

ด้วย RealPage ลูกค้าของ Cherre จะได้รับประโยชน์จากขนาด ทรัพยากร และศักยภาพในการส่งมอบทั่วโลกของหนึ่งในผู้ให้บริการเทคโนโลยีรายใหญ่ที่สุดของอุตสาหกรรม รวมถึงความสามารถด้านวิศวกรรมและการใช้งานที่ขยายวงกว้างขึ้น เพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถเตรียมความพร้อมด้านข้อมูลและใช้งาน AI ในการผลิตได้จริง ในขณะที่ยังคงทำงานร่วมกับทีมงานเฉพาะและวิธีการให้คำปรึกษาแบบเดิมที่พวกเขาไว้วางใจในปัจจุบัน

ความมุ่งมั่นในความเปิดกว้างและการควบคุมของลูกค้า

แพลตฟอร์มของ Cherre สามารถใช้งานได้กับระบบการจัดการทรัพย์สินและแหล่งข้อมูลใดๆ ที่ลูกค้าใช้มาโดยตลอด และสิ่งนี้จะไม่เปลี่ยนแปลง โดย Cherre จะยังคงเป็นศูนย์กลางแบบเปิดที่แอปพลิเคชันหรือผู้ให้บริการข้อมูลใดๆ สามารถเชื่อมต่อได้ภายใต้สิทธิ์ที่ชัดเจน การควบคุมความปลอดภัย และมาตรฐานการกำกับดูแล RealPage และ Cherre มุ่งมั่นที่จะเปิดกว้างและกำกับดูแลอย่างเท่าเทียมกัน ทำให้ลูกค้ามีอิสระในการเข้าถึงและใช้ข้อมูลของตนควบคู่ไปกับความปลอดภัยและการป้องกันที่พวกเขาวางใจ ลูกค้าจะยังคงควบคุมและป้องกันทุกอย่างที่มีอยู่ในปัจจุบัน รวมถึงเครื่องมือระดับองค์กรใหม่ๆ เพื่อการควบคุมที่ดียิ่งขึ้นในอนาคต

Kirkland & Ellis LLP ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมายให้กับ RealPage ส่วน Cherre นั้น Software Equity Group (SEG) ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และ Goodwin Procter LLP ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมาย

เกี่ยวกับ RealPage, Inc.

RealPage ก่อตั้งขึ้นเพื่อยกระดับธุรกิจการอยู่อาศัย กว่า 25 ปีที่ RealPage ได้ขับเคลื่อนชุมชนที่ผู้คนเรียกว่าบ้าน ทั้งเงินทุนที่สนับสนุนชุมชน ผู้ประกอบการที่บริหารจัดการ และผู้อยู่อาศัย RealPage กำลังพัฒนาแพลตฟอร์ม AI สำหรับการดำเนินงานด้านอสังหาริมทรัพย์และระบบอัจฉริยะสำหรับองค์กร โดยนำ AI สำหรับตัวแทน การวิเคราะห์ขั้นสูง และข้อมูลที่มีการกำกับดูแลมารวมไว้ในแพลตฟอร์มเดียว ได้รับการสนับสนุนจาก Thoma Bravo และมีพนักงานมากกว่า 8,500 คนทั่วโลก โซลูชันของ RealPage ช่วยบริหารจัดการหน่วยที่อยู่อาศัยมากกว่า 24 ล้านหน่วยและพอร์ตโฟลิโอของสถาบันต่างๆ ทั่วโลก สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดไปที่ realpage.com

เกี่ยวกับ Cherre

herre คือแพลตฟอร์มข้อมูลอัจฉริยะด้านอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำสำหรับนักลงทุนสถาบัน ผู้ประกอบการเชิงพาณิชย์ และเจ้าของสินทรัพย์จริง โดย Cherre ได้เชื่อมต่อ แก้ไข และจัดการข้อมูลที่กระจัดกระจายเพื่อสร้างรากฐานที่น่าเชื่อถือสำหรับ AI การวิเคราะห์ และการตัดสินใจ องค์กรต่างๆ ใช้ Cherre เพื่อรวมข้อมูลในระบบต่างๆ ปรับปรุงความน่าเชื่อถือของข้อมูล และเร่งผลลัพธ์ทางธุรกิจ Cherre ขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลที่อยู่เบื้องหลังการดำเนินงานด้านอสังหาริมทรัพย์สมัยใหม่ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดไปที่ cherre.com

เกี่ยวกับ RealPage & Cherre

RealPage และ Cherre ร่วมกันสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่น่าเชื่อถือซึ่งอสังหาริมทรัพย์ต้องการมาโดยตลอด: มีการกำกับดูแล เฉพาะด้าน และสร้างขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ เพื่อให้เข้าใจความหมายของข้อมูลแต่ละส่วน แก้ไขปัญหาได้อย่างสม่ำเสมอในทุกระบบที่เกี่ยวข้อง และทำให้ข้อมูลพร้อมใช้งานสำหรับ AI ที่สามารถใช้เหตุผลได้ เพื่อให้ผู้ที่ทำการตัดสินใจที่สำคัญสามารถเชื่อถือในสิ่งที่ AI บอกได้ ทุกคำแนะนำสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ทุกคำจำกัดความอยู่ภายใต้การกำกับดูแล และทุกสินทรัพย์ข้อมูลยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมของลูกค้า นี่คือรากฐานสำหรับยุคใหม่ของ AI ในอสังหาริมทรัพย์

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260714560587/en

Contacts

Patrick.Mendoza@realpage.com

ที่มา: RealPage, Inc.

The Bangkok Reporter