Johns Manville ประกาศแต่งตั้ง John Vasuta เป็น CEO คนใหม่

Logo

เดนเวอร์–(BUSINESS WIRE)–20 พฤษภาคม 2026

Johns Manville (JM) ผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างและผลิตภัณฑ์พิเศษระดับโลก และเป็นบริษัทในเครือ Berkshire Hathaway ประกาศในวันนี้ว่า Bob Wamboldt จะเกษียณอายุ และ John Vasuta จะเข้ารับตำแหน่งประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารแทน โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2026

John Vasuta will become JM's CEO and President on August 1, 2026.

John Vasuta จะดำรงตำแหน่งซีอีโอและประธานบริษัท JM ในวันที่ 1 สิงหาคม 2026

Vasuta ได้เข้ามาร่วมงานกับ Johns Manville ตั้งแต่ปี 2019 ในตำแหน่งประธานธุรกิจผลิตภัณฑ์วิศวกรรมของบริษัท นอกจากนี้ เขายังดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการบริหารของ EJ ที่เป็นผู้นำระดับโลกและผู้ผลิตเอกชนด้านผลิตภัณฑ์สำหรับการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ ท่อระบายน้ำ สาธารณูปโภค การระบายน้ำ และโทรคมนาคม

“นับเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ก้าวเข้ามารับตำแหน่งซีอีโอ” Vasuta กล่าว “ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่จะได้สานต่อการรับใช้ลูกค้าและสนับสนุนพนักงานผู้ทุ่มเททุกคน ซึ่งความทุ่มเทของพวกเขานั้นส่งผลให้ความสำเร็จของเราเกิดขึ้นได้”

ก่อนเข้าร่วมงานกับ JM นั้น John เคยดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงที่ Bridgestone Corp. รวมถึงตำแหน่งประธานของ Firestone Building Products International และรองประธานอาวุโสฝ่ายขาย การตลาด และการดำเนินงานระดับโลก เป็นต้น โดยมีปริญญาตรีด้านวิศวกรรมศาสตร์ ปริญญาโทบริหารธุรกิจ และปริญญาเอกด้านนิติศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Akron

ด้วยความเป็นผู้นำที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว ความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม และความสัมพันธ์อันแข็งแกร่งกับทั้งลูกค้าและพนักงาน ทำให้ John มีความเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะนำพา JM ไปสู่อนาคต โดยเขาจะสานต่อประวัติศาสตร์ 168 ปีของบริษัทด้วยการมอบประสบการณ์ที่ดีและทรงพลังให้กับพนักงาน ลูกค้า เจ้าของ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่นๆ

“ผมมีความภูมิใจเป็นอย่างยิ่งในสิ่งที่เราได้ร่วมกันทำสำเร็จ ที่ได้สะท้อนให้เห็นถึงการทำงานหนักและความทุ่มเทขององค์กรของเราทั้งหมด” Wamboldt กล่าว “ขณะที่ผมก้าวเข้าสู่ช่วงเกษียณอายุ ผมมีความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมในตัวของ John ที่ซึ่งความเป็นผู้นำของเขาจะนำพาบริษัทไปสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม”

Wamboldt ได้เข้ามาร่วมงานกับ Johns Manville ในปี 2003 และดำรงตำแหน่งผู้นำในธุรกิจทั้งสามของบริษัท ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ทางวิศวกรรม ระบบหลังคา และระบบฉนวนกันความร้อน ก่อนที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานและซีอีโอในปี 2020

“ในระหว่างที่ Bob ดำรงตำแหน่ง บริษัทได้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก และเราขอขอบคุณในความทุ่มเทและความเป็นมืออาชีพของเขาในทบาทของซีอีโอ” Mary Rhinehart ประธานกรรมการของ Johns Manville กล่าว “เราขอแสดงความยินดีกับเขาในการเกษียณอายุที่สมควรได้รับ และหวังว่า John จะสานต่อรากฐานที่แข็งแกร่งนี้ต่อไปในอนาคต”

เกี่ยวกับ Johns Manville

Johns Manville (JM) บริษัทในเครือ Berkshire Hathaway (NYSE: BRK.A, BRK.B) เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงชั้นนำสำหรับฉนวนกันความร้อนในอาคาร ฉนวนกันความร้อนเชิงกล ฉนวนกันความร้อนในอุตสาหกรรม หลังคาเชิงพาณิชย์และฉนวนกันความร้อนบนหลังคา รวมถึงเส้นใยและวัสดุไม่ทอสำหรับการใช้งานเชิงพาณิชย์ อุตสาหกรรม และที่อยู่อาศัย โดยบริษัทได้ดำเนินธุรกิจมาตั้งแต่ปี 1858 มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เดนเวอร์ มีรายได้จากการขายต่อปีมากกว่า 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และครองตำแหน่งผู้นำในตลาดหลักทั้งหมด โดย JM มีพนักงานเกือบ 8,000 คน และดำเนินงานใน 43 แห่งในอเมริกาเหนือและยุโรป สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.jm.com

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260519630814/en

Contacts

ผู้ติดต่อสำหรับสื่อ:
Eric Brown
eric.brown@jm.com
303-809-2853

ที่มา: Johns Manville

Cvent ประกาศรายชื่อสถานที่จัดประชุมและโรงแรมจัดประชุมยอดนิยมในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกประจำปี 2026

Logo

การจัดอันดับประจำปีที่เป็นที่ยอมรับในอุตสาหกรรมนี้จะยกย่องโรงแรมที่มีผลการดำเนินงานดีที่สุดสำหรับธุรกิจ MICE รวมถึงสถานที่จัดประชุมที่เป็นที่ต้องการมากที่สุดในโลก

สิงคโปร์–(BUSINESS WIRE)–20 พฤษภาคม 2026

Cventที่เป็นบริษัทชั้นนำด้านเทคโนโลยีสำหรับการประชุม งานอีเวนต์ และการบริการต้อนรับ ได้เปิดเผยรายชื่อสถานที่จัดประชุมยอดนิยมและโรงแรมจัดประชุมยอดนิยมประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในวันนี้ โดยการจัดอันดับของ Cvent ได้กลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้จัดงานอีเวนต์ไปแล้ว โดยมุ่งเน้นไปที่เมือง โรงแรม และสถานที่จัดงานชั้นนำที่ตอบสนองทุกความต้องการด้านการจัดงานต่างๆ โดยรายชื่อประจำปีนี้ได้จัดทำแยกตามภูมิภาค ได้แก่ อเมริกาเหนือ ยุโรป ตะวันออกกลางและแอฟริกา รวมถึงละตินอเมริกาและแคริบเบียน

การจัดอันดับสถานที่และโรงแรมนั้นจะพิจารณาจากข้อมูลเชิงลึกที่ได้จากกิจกรรมการจัดหาและการขอรับข้อเสนอ (RFP) ทั่วโลกที่มีมูลค่ากว่า 20 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ผ่านแพลตฟอร์มการจัดหาของ Cvent ในปี 2025 ซึ่งรวมถึงปริมาณที่ทำลายสถิติผ่านเครือข่ายซัพพลายเออร์ของ Cventที่เป็นหนึ่งในตลาดจัดหาสถานที่จัดงานที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยปริมาณธุรกิจที่ไม่เคยมีมาก่อนในปี 2025 ได้เน้นย้ำถึงความต้องการสูงสำหรับจุดติดต่อแบบตัวต่อตัวที่มีคุณภาพ ทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งนักวางแผนยังคงจัดหาและจองกิจกรรมอย่างต่อเนื่องแม้ว่าความเชื่อมั่นจะลดลงบ้าง และเกือบ 74% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่ามีการประชุมแบบตัวต่อตัวเพิ่มขึ้นถึง 20% ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการฟื้นตัวที่แข็งแกร่งและยั่งยืนของกิจกรรม MICE ทั่วทั้งภูมิภาค

สถานที่จัดประชุมยอดนิยมของ Cvent | ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

เมืองยอดนิยม 5 อันดับแรกยังคงเป็นเหมือนเดิมทุกปี โดยสิงคโปร์ยังคงครองอันดับ 1 เป็นครั้งที่ 8 โดยโซลมีการเปลี่ยนแปลงที่โดดเด่นที่สุดในกลุ่มเมืองชั้นนำ โดยขยับขึ้นหนึ่งอันดับมาอยู่ที่อันดับ 7 ขณะที่บาหลีลดลงหนึ่งอันดับมาอยู่ที่อันดับ 8 ส่วนเมืองอื่นๆ ใน 10 อันดับแรกยังคงอยู่ในอันดับเดิม ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมั่นคงและเสน่ห์ที่ฝังรากลึกของสถานที่ด้านการจัดประชุม สัมมนา และนิทรรศการชั้นนำของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

 10 อันดับสถานที่จัดประชุมยอดนิยม

1. สิงคโปร์

2. กรุงเทพฯ ประเทศไทย

3. ซิดนีย์ รัฐนิวเซาท์เวลส์

4. โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

5. เมลเบิร์น รัฐวิกตอเรีย

6. กัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย

7. กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้

8. บาหลี อินโดนีเซีย

9. เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน

10. ปักกิ่ง ประเทศจีน

นาง Carrie Kwik กรรมการบริหารฝ่ายการประชุม การสัมมนา และการท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัลของการท่องเที่ยวแห่งสิงคโปร์ กล่าวว่า “เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับรางวัลนี้เป็นครั้งที่ 8 นับตั้งแต่ปี 2016 ซึ่งเป็นการยอมรับถึงความแข็งแกร่งของสิงคโปร์ในฐานะจุดหมายปลายทางชั้นนำสำหรับการจัดงาน MICE รางวัลนี้ถือเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นอย่างลึกซึ้งของอุตสาหกรรมของเรา ซึ่งมีพื้นฐานมาจากโครงสร้างพื้นฐานระดับโลก มาตรฐานความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือสูงสุด และขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมที่กล้าหาญซึ่งสร้างความเป็นไปได้ใหม่ๆ สำหรับสิ่งที่งานอีเวนต์ที่ยอดเยี่ยมสามารถมอบให้ได้”

นางศุภวรรณ ตีระรัตน์ ประธานสำนักงานส่งเสริมการประชุมและนิทรรศการแห่งประเทศไทย (TCEB) กล่าวว่า “เรารู้สึกขอบคุณเป็นอย่างยิ่งต่อความเชื่อมั่นอย่างต่อเนื่องที่ผู้เชี่ยวชาญด้าน MICE มีต่อกรุงเทพฯ การจัดอันดับให้กรุงเทพฯ เป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมอันดับสองในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกประจำปี 2026 สะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมืออันแข็งแกร่งที่อยู่เบื้องหลังงานอีเวนต์ทางธุรกิจระดับโลก และช่วยตอกย้ำถึงบทบาทที่เติบโตขึ้นของกรุงเทพฯ ในฐานะจุดหมายปลายทางสำหรับการประชุมระดับโลก ด้วยการเชื่อมต่อที่แข็งแกร่ง สถานที่จัดงานระดับโลก ผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ รวมถึงความมุ่งมั่นในด้านความยั่งยืน กรุงเทพฯ ยังคงตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของชุมชนธุรกิจทั่วโลก เราขอขอบคุณ Cvent สำหรับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องต่ออุตสาหกรรม MICE ของประเทศไทย เรายังคงมุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับจุดหมายปลายทางของประเทศไทย และพัฒนา MICE ให้เป็นแพลตฟอร์มสำหรับการเติบโต การแลกเปลี่ยนความรู้ และความสำเร็จทางธุรกิจต่อไป”

โรงแรมจัดประชุมยอดนิยมของ Cvent | ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

โรงแรมฮิลตัน สิงคโปร์ ออร์ชาร์ด (Hilton Singapore Orchard) ขยับขึ้นมาสองอันดับ โดยขยับขึ้นมาครองอันดับ 1 ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเป็นครั้งแรก ต่อเนื่องจากสามปีซ้อนที่ครองอันดับต้นๆ นับตั้งแต่ปี 2023 โดยโรงแรมไฮแอท รีเจนซี ซิดนีย์ (Hyatt Regency Sydney) ยังคงอยู่ที่อันดับ 2 ขณะที่โรงแรมฮิลตัน ซิดนีย์ (Hilton Sydney) ได้ขยับอันดับขึ้นอย่างน่าประทับใจถึงหกอันดับ โดยขึ้นมาอยู่ในกลุ่มโรงแรมชั้นนำที่อันดับ 3 สำหรับโรงแรม ANA อินเตอร์คอนติเนนตัล โตเกียว (ANA InterContinental Tokyo) นั้นเป็นโรงแรมที่ขยับขึ้นมากที่สุดในภูมิภาค โดยขึ้นมาอยู่ที่อันดับที่ 4 และโรงแรมแบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค (Bangkok Marriott Marquis Queen’s Park) อยู่ในอันดับที่ 5

 10 อันดับโรงแรมจัดประชุมยอดนิยม

1. ฮิลตัน สิงคโปร์ ออร์ชาร์ด (Hilton Singapore Orchard)

2. ไฮแอท รีเจนซี ซิดนีย์ (Hyatt Regency Sydney)

3. ฮิลตัน ซิดนีย์ (Hilton Sydney)

4. ANA อินเตอร์คอนติเนนตัล โตเกียว (ANA InterContinental Tokyo)

5. แบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค (Bangkok Marriott Marquis Queen’s Park)

6. เดอะเวสติน โตเกียว (The Westin Tokyo)

7. คอนราด สิงคโปร์ มารีน่า เบย์ (Conrad Singapore Marina Bay)

8. เชอราตัน แกรนด์ ซิดนีย์ ไฮด์พาร์ค (Sheraton Grand Sydney Hyde Park)

9. โวโค ออร์ชาร์ด สิงคโปร์ โดย IHG (voco Orchard Singapore by IHG)

10. ฮิลตัน โตเกียว เบย์ (Hilton Tokyo Bay)

Michael Janssen ผู้จัดการทั่วไปของโรงแรมฮิลตัน สิงคโปร์ ออร์ชาร์ด (Hilton Singapore Orchard) กล่าวว่า “เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับการยกย่องให้เป็นโรงแรมสำหรับการประชุมอันดับ 1 ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกโดย Cvent การที่ได้รับการจัดอันดับอยู่ใน 10 อันดับแรกของเอเชียแปซิฟิกตลอดสามปีที่ผ่านมา รวมถึงอันดับ 3 ในปี 2025 การยอมรับนี้มีความหมายเป็นพิเศษและสะท้อนให้เห็นถึงความไว้วางใจที่ผู้จัดงานยังคงมีต่อโรงแรมฮิลตัน สิงคโปร์ ออร์ชาร์ด (Hilton Singapore Orchard) โดยธุรกิจกลุ่มและงานอีเวนต์ยังคงเป็นเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ของเรา พื้นที่จัดงานที่หลากหลาย ห้องพักจำนวนมาก และทำเลที่ตั้งใจกลางถนนออร์ชาร์ดจะช่วยให้ผู้จัดงานมีความยืดหยุ่นในการจัดงานขนาดต่างๆ ได้อย่างมั่นใจว่าทีมงานของเราจะให้บริการได้อย่างราบรื่นในสิงคโปร์ นอกจากนี้ เทคโนโลยียังมีบทบาทสำคัญในวิธีการทำงานของเรา ทีมงานของเราใช้แพลตฟอร์มต่างๆ เช่น Cvent เป็นประจำทุกวันเพื่อติดต่อประสานงานกับผู้จัดงานและจัดการกับข้อสอบถามต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

Jane Lyons ผู้จัดการทั่วไปของโรงแรมไฮแอท รีเจนซี ซิดนีย์ (Hyatt Regency Sydney) กล่าวว่า “เรารู้สึกภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับการยอมรับจาก Cvent ว่าเป็นหนึ่งในโรงแรมชั้นนำในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และเป็นโรงแรมชั้นนำในออสเตรเลีย ธุรกิจ MICE และธุรกิจกลุ่มยังคงเป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จของเรา และที่โรงแรมไฮแอท รีเจนซี ซิดนีย์ (Hyatt Regency Sydney) นั้น ทุกกิจกรรมจะได้รับการออกแบบมาเพื่อนำผู้คนมารวมกันอย่างมีความหมายผ่านปรัชญา 'Together by Hyatt' ของเรา ผู้จัดงานยังคงเลือกเราเพราะขนาดของโรงแรม ทำเลที่ตั้งริมท่าเรือ ประสบการณ์ที่ราบรื่นสำหรับผู้เข้าร่วมงาน และความเอาใจใส่ที่เรามีในการจัดงานอย่างมีความรับผิดชอบ แพลตฟอร์มเทคโนโลยีอย่าง Cvent นั้นมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้เรา “เชื่อมต่อกับผู้จัดงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถตอบคำถามได้อย่างรวดเร็ว และสร้างความร่วมมือระยะยาวที่ขับเคลื่อนผลลัพธ์ทางธุรกิจที่แข็งแกร่งได้”

หากต้องการดูสถานที่จัดประชุมยอดนิยมและโรงแรมจัดประชุมยอดนิยมของ Cvent ทั่วโลกทั้งหมด โปรดคลิกที่นี่

ระเบียบวิธีพิจารณา

กิจกรรมการจัดหาผลิตภัณฑ์ในทุกรายการยอดนิยมของ Cvent ได้ถูกติดตามระหว่างเดือนมกราคม 2025 ถึงธันวาคม 2025

สำหรับการจัดอันดับสถานที่จัดประชุมยอดนิยมของ Cvent ได้ประเมินเมืองกว่า 14,000 แห่งทั่วโลกที่อยู่ในเครือข่ายซัพพลายเออร์ของ Cventโดยการจัดอันดับจะพิจารณาจากเกณฑ์ต่างๆ ได้แก่ จำนวนคืนของห้องพักทั้งหมดที่จองผ่านเครือข่ายซัพพลายเออร์ของ Cvent, จำนวนการขอรับข้อเสนอ (RFP) ที่ส่งผ่านแพลตฟอร์มไปยังสถานที่จัดงานในเมืองนั้นๆ, มูลค่ารวมของ RFP ที่ส่งเข้ามา และมูลค่าที่ได้รับจากการจองจัดประชุม

สำหรับการจัดอันดับโรงแรมจัดประชุมยอดนิยมของ Cvent จะประเมินคุณสมบัติของโรงแรมที่สร้างรายได้ผ่านเครือข่ายซัพพลายเออร์ของ Cvent โดยจัดอันดับตามเกณฑ์ต่างๆ รวมถึงจำนวน RFP ทั้งหมด จำนวนคืนของห้องพักที่ได้รับอนุมัติทั้งหมด ส่วนแบ่งการตลาดในเขตเมืองใหญ่ อัตราการตอบรับ และเกณฑ์ใหม่ที่เพิ่มเข้ามาในปี 2026 คือ อัตราการเสนอราคา ซึ่งคำนวณเปอร์เซ็นต์ของ RFP ทั้งหมดที่ได้รับจาก CSN ที่โรงแรมตอบรับโดยการส่งข้อเสนอ

เกี่ยวกับเครือข่ายซัพพลายเออร์ของ Cvent

เครือข่ายผู้ให้บริการของ Cvent ประกอบด้วยโรงแรม รีสอร์ต และสถานที่จัดงานพิเศษเกือบ 340,000 แห่ง ซึ่งเป็นหนึ่งในฐานข้อมูลสถานที่จัดงานที่ใหญ่ที่สุดและแม่นยำที่สุดในโลก โดยในปี 2025 เพียงปีเดียว นักวางแผนจัดงานได้ดึงดูดธุรกิจกลุ่มมูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐผ่านเครือข่ายการจัดหาของ Cvent โดยเครือข่ายผู้ให้บริการของ Cvent นั้นเป็นส่วนหนึ่งของชุดโซลูชันของ Cvent ที่โรงแรม สถานที่จัดงาน องค์กรส่งเสริมการท่องเที่ยว และองค์กรบริหารจัดการปลายทางกว่า 17,000 แห่งทั่วโลกต่างไว้วางใจ เพื่อเข้าถึงนักวางแผนจัดงานมากขึ้น ดึงดูดธุรกิจกลุ่ม และมีส่วนร่วมโดยตรงกับเครือข่ายมืออาชีพด้านการจัดงานทั่วโลกของ Cvent เกือบ 160,000 คน โดยเทคโนโลยีของ Cvent นั้นจะช่วยให้โรงแรมและสถานที่จัดงานสามารถจัดการธุรกิจการเดินทางของกลุ่มและองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มรายได้ และสร้างผลกำไรได้มากขึ้น

เกี่ยวกับ Cvent

Cvent เป็นผู้ให้บริการเทคโนโลยีด้านการประชุม งานอีเวนต์ และการบริการชั้นนำ โดยมีพนักงานมากกว่า 5,500 คน และลูกค้ามากกว่า 30,000 รายทั่วโลก ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2025 โดยบริษัทก่อตั้งขึ้นในปี 1999 และนำเสนอแพลตฟอร์มการตลาดและการจัดการงานอีเวนต์แบบครบวงจร และเป็นตลาดระดับโลกที่ผู้เชี่ยวชาญด้านงานอีเวนต์สามารถทำงานร่วมกับสถานที่จัดงานเพื่อสร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจและทรงพลังได้ โรงแรมและสถานที่จัดงานจะใช้โซลูชันด้านซัพพลายเออร์และสถานที่จัดงานของ Cvent เพื่อดึงดูดธุรกิจการเดินทางแบบกลุ่มและองค์กรมากขึ้นผ่านแพลตฟอร์มการจัดหาของ Cvent โดยโซลูชันของ Cvent จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านห่วงโซ่คุณค่าการจัดการงานอีเวนต์ และช่วยให้ลูกค้าทั่วโลกสามารถจัดการการประชุมและงานอีเวนต์นับล้านรายการได้ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดเยี่ยมชม cvent.com

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

Contacts

สำหรับการสอบถามข้อมูลจากสื่อ โปรดติดต่อ:
Sucharita Das
Sucharita.das@cvent.com

ที่มา: Cvent

MidOcean Energy ในเครือ EIG ประกาศถึงการได้รับการลงทุน 120 ล้านดอลลาร์สหรัฐจากกองทุนพลังงานอาหรับที่เป็นส่วนหนึ่งของการระดมทุน

Logo

วอชิงตัน–(BUSINESS WIRE)–20 พฤษภาคม 2026

MidOcean Energy (“MidOcean” หรือ “บริษัท”) ที่เป็นบริษัทผลิตก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ก่อตั้งและบริหารงานโดย EIG ได้ประกาศในวันนี้ว่าได้รับเงินลงทุน 120 ล้านดอลลาร์สหรัฐจากกองทุนพลังงานอาหรับ (“TAEF”) ซึ่งเป็นสถาบันการเงินเพื่อสังคมชั้นนำระดับพหุภาคีที่เป็นส่วนหนึ่งของการระดมทุนในครั้งนี้

การลงทุนของ TAEF นี้จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งต่อฐานนักลงทุนคุณภาพสูงของ MidOcean และช่วยตอกย้ำให้เห็นถึงความสนใจอย่างต่อเนื่องในกลยุทธ์ของบริษัทในการสร้างธุรกิจ LNG ระดับโลกที่หลากหลาย ยืดหยุ่น และยั่งยืน

โดยในขณะนี้มีนักลงทุนรายใหม่จำนวนมากที่เข้ามาลงทุนและกำลังอยู่ในขั้นตอนการจัดทำเอกสาร และ MidOcean จะยังคงระดมทุนต่อไป โดยมีเป้าหมายในการระดมทุนรวมสูงสุดให้ได้ 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐจากนักลงทุนรายใหม่

R. Blair Thomas ประธานกรรมการของ MidOcean และซีอีโอของ EIG กล่าวว่า “เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับกองทุนพลังงานอาหรับในฐานะผู้ถือหุ้นของ MidOcean ซึ่งความเชี่ยวชาญอย่างยิ่งของพวกเขาในด้านการลงทุนด้านพลังงานถือเป็นการยืนยันอย่างหนักแน่นถึงกลยุทธ์ของ MidOcean ในการสร้างธุรกิจ LNG ชั้นนำระดับโลก ในขณะเดียวกัน EIG และ TAEF ต่างก็กำลังมองหาโอกาสในการร่วมมือกันในด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในตะวันออกกลาง โดยมีเป้าหมายเพื่อกระชับความสัมพันธ์ของเราให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น”

De la Rey Venter ซีอีโอของ MidOcean กล่าวว่า “การลงทุนในครั้งนี้จะช่วยสนับสนุนกลยุทธ์ของเราในการสร้างพอร์ตโฟลิโอ LNG ที่หลากหลาย และทำให้เราอยู่ในตำแหน่งที่ดีในการดำเนินการตามโอกาสการเติบโตที่เราได้ระบุไว้ เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งในการต้อนรับ TAEF ที่มีประสบการณ์มากกว่า 50 ปีในการลงทุนด้านพลังงาน และมุ่งเน้นด้านความมั่นคงและความยั่งยืนทางพลังงาน”

Khalid Al-Ruwaigh ซีอีโอของกองทุนพลังงานอาหรับ กล่าวว่า “การลงทุนของเราใน MidOcean Energy สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกองทุนในการสนับสนุนแพลตฟอร์มพลังงานเชิงกลยุทธ์ที่ส่งเสริมความมั่นคงด้านพลังงานระดับโลกและการผสมผสานพลังงานที่ยั่งยืนยิ่งขึ้น โดย LNG ยังคงมีบทบาทสำคัญในฐานะแหล่งพลังงานที่เชื่อถือและมีความยืดหยุ่น รวมถึงแนวทางที่รอบคอบและฐานสินทรัพย์คุณภาพสูงของ MidOcean ที่สอดคล้องกับกลยุทธ์การลงทุนระยะยาวของเรา โดย EIG นั้นเป็นพันธมิตรที่ยอดเยี่ยม และเราหวังที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านความร่วมมือในด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานต่างๆ โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง”

ประกาศสำคัญ

ประกาศนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแจ้งให้ทราบเท่านั้น และไม่ถือเป็นการเสนอขายหรือการชักชวนให้สมัครรับหรือซื้อหลักทรัพย์ใดๆ การเสนอขายใดๆ จะดำเนินการเฉพาะตามเอกสารการเสนอขายที่เกี่ยวข้องและเป็นไปตามกฎหมายหลักทรัพย์ที่เกี่ยวข้องเท่านั้น

เกี่ยวกับ EIG

EIG เป็นนักลงทุนสถาบันชั้นนำในภาคพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานระดับโลก โดยมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการ 25.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ วันที่ 31 มีนาคม 2026 โดย EIG มีความเชี่ยวชาญด้านการลงทุนภาคเอกชนในภาคพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับพลังงานทั่วโลก โดยตลอดระยะเวลา 44 ปีที่ผ่านมานั้น ทาง EIG ได้ลงทุนในภาคพลังงานไปแล้วกว่า 53.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ผ่านโครงการหรือบริษัท 426 แห่งใน 44 ประเทศ ครอบคลุม 6 ทวีป โดยลูกค้าของ EIG ประกอบด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญ บริษัทประกันภัย กองทุนบริจาค มูลนิธิ และกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติชั้นนำมากมายในสหรัฐอเมริกา เอเชีย และยุโรป โดย EIG มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่วอชิงตัน ดี.ซี. และมีสำนักงานสาขาในฮิวสตัน ลอนดอน ซิดนีย์ ริโอเดจาเนโร ฮ่องกง และโซล สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดเยี่ยมชม www.eigpartners.com

เกี่ยวกับ MidOcean

MidOcean Energy เป็นบริษัท LNG ที่ก่อตั้งและบริหารงานโดย EIG มุ่งมั่นที่จะสร้างพอร์ตโฟลิโอ LNG ระดับโลกที่หลากหลาย ยืดหยุ่น และสามารถแข่งขันได้ทั้งในด้านต้นทุนและคาร์บอน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อของ EIG ที่ว่า LNG เป็นองค์ประกอบสำคัญของระบบพลังงานโลกที่มีคาร์บอนต่ำ แข่งขันได้ และมีความมั่นคงมากขึ้น โดย MidOcean Energy มีผลประโยชน์ใน LNG ที่หลากหลาย รวมถึง LNG Canada, Gorgon LNG, Pluto LNG, QCLNG และ Peru LNG โดยบริษัทบริหารงานโดย De la Rey Venter ที่มีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมนี้มากว่า 30 ปี และเคยดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงหลายตำแหน่ง รวมถึงตำแหน่งหัวหน้าฝ่าย LNG ระดับโลกของ Shell Plc สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดเยี่ยมชม www.midoceanenergy.com

เกี่ยวกับกองทุนพลังงานอาหรับ

กองทุนพลังงานอาหรับ (The Fund) เป็นสถาบันการเงินพหุภาคีที่มุ่งเน้นภาคพลังงานและสาธารณูปโภคในภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ ก่อตั้งขึ้นในปี 1974 โดย 10 ประเทศอาหรับผู้ส่งออกน้ำมัน พันธกิจของกองทุนคือการสนับสนุนระบบนิเวศพลังงานด้วยโซลูชันด้านหนี้สินและทุน เพื่อสร้างความมั่นคงและความยั่งยืนด้านพลังงาน และพัฒนาห่วงโซ่คุณค่าและบริการในท้องถิ่นในตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ โดยกองทุนพลังงานอาหรับได้สร้างผลกระทบโดยการสนับสนุนความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจและเสริมสร้างศักยภาพชุมชนท้องถิ่นผ่านการพัฒนาบุคลากรและการสร้างองค์ความรู้ กองทุนนำเสนอโซลูชันทางการเงินที่ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่คุณค่าพลังงานแก่พันธมิตรทางธุรกิจชั้นนำทั้งภาครัฐและเอกชนในกว่า 35 ตลาด กองทุนพลังงานอาหรับจะใช้หลักการ ESG ที่ดีที่สุดในการดำเนินงานทั้งหมด โดยโครงการที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมและสังคมคิดเป็นประมาณ 20% ของพอร์ตสินเชื่อ 5.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยกองทุนพลังงานอาหรับเป็นสถาบันการเงินที่มุ่งเน้นด้านพลังงานเพียงแห่งเดียวในภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ ที่ได้รับการจัดอันดับ 'Aa2' โดย Moody's, 'AA+' โดย Fitch และ 'AA-' โดย S&P

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260520063539/en

Contacts

ข้อมูลการติดต่อ EIG/MidOcean
FGS Global
Kelly Kimberly / Brandon Messina
+1 212-687-8080
EIG@fgsglobal.com

ข้อมูลการติดต่อกองทุนพลังงานอาหรับ
ฝ่ายสื่อสาร
Yasa Ahmad
Yasa.Ahmad@edelmansmithfield.com

ที่มา: EIG

InterSystems IntelliCare ก้าวเข้าระบบ EHR แบบ AI-Native รายแรกที่ได้รับการรับรองตามกฎระเบียบด้านอุปกรณ์ทางการแพทย์ของสหภาพยุโรป (EU)

Logo

ความสำเร็จครั้งสำคัญด้านกฎระเบียบ ตอกย้ำสถานะของ InterSystems ในฐานะผู้ให้บริการชั้นนำด้านแอปพลิเคชัน AI ระดับองค์กร

BOSTON–(BUSINESS WIRE)–19 พฤษภาคม 2026

InterSystems ผู้ให้บริการเทคโนโลยีข้อมูลเชิงสร้างสรรค์ซึ่งขับเคลื่อนข้อมูลสุขภาพกว่าหนึ่งพันล้านรายการทั่วโลก ได้ประกาศในวันนี้ว่า โซลูชันระบบบันทึกสุขภาพอิเล็กทรอนิกส์ (EHR) ของบริษัทได้รับการรับรองสถานะเป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ประเภท Class IIa ภายใต้กฎระเบียบว่าด้วยอุปกรณ์ทางการแพทย์ (MDR) ตามข้อบังคับ (EU) 2017/745 โดยการรับรองครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่ระบบ EHR ซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นโดยมีพื้นฐานจาก AI อย่างแท้จริงและมีการบูรณาการอย่างสมบูรณ์แบบ สามารถผ่านการรับรองมาตรฐาน MDR Class IIa ได้สำเร็จภายในเขตสหภาพยุโรป

การรับรองนี้แสดงให้เห็นว่าระบบ EHR ที่ใช้ AI ของ InterSystems ตรงตามมาตรฐานความปลอดภัยและคุณภาพที่เข้มงวดของสหภาพยุโรป ความสำเร็จครั้งสำคัญนี้มีนัยสำคัญอย่างยิ่งต่อวิธีการที่องค์กรด้านการดูแลสุขภาพสามารถขยายการใช้งาน AI อย่างมีความรับผิดชอบ ในขณะเดียวกันก็สร้างความเชื่อมั่นในหมู่ผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพและหน่วยงานกำกับดูแล

InterSystems ได้รับการรับรอง MDR แล้วสำหรับ InterSystems IntelliCare ™ ระบบ EHR รุ่นใหม่ที่ได้รับการออกแบบด้วยความสามารถด้านปัญญาประดิษฐ์ในตัว และ InterSystems TrakCare® ระบบสารสนเทศด้านการดูแลสุขภาพแบบครบวงจรที่ใช้โดยระบบการดูแลสุขภาพชั้นนำทั่วโลก สร้างขึ้นบนพื้นฐานการทำงานร่วมกันที่ได้รับการพิสูจน์แล้วของ TrakCare InterSystems IntelliCare โดดเด่นด้วยการนำเสนอความสามารถด้าน AI ที่ได้รับการออกแบบอย่างเป็นพื้นฐานในชั้นข้อมูลของแพลตฟอร์ม แทนที่จะเป็นการติดตั้งเพิ่มเติมในฐานะแอปพลิเคชันของบุคคลที่สาม

“องค์กรด้านการดูแลสุขภาพต่างเรียกร้องอย่างสมเหตุสมผลว่า AI ควรเป็นมากกว่าเพียงแค่ส่วนเสริมที่ใช้เพื่อการทดลองเท่านั้น” Don Woodlock ประธานของ InterSystems กล่าว “ด้วยการได้รับใบรับรอง MDR ฉบับแรกของสหภาพยุโรปสำหรับระบบ EHR ที่ได้รับการสร้างขึ้นโดยมี AI เป็นแก่นแท้ (AI-native EHR) นี้ เรากำลังสร้างมาตรฐานที่กำหนดว่า AI ควรเป็นหัวใจหลักของแอปพลิเคชันด้านการดูแลสุขภาพทุกรูปแบบ”

โดยการก้าวข้ามการใช้ส่วนเสริม AI ที่กระจัดกระจาย InterSystems IntelliCare ช่วยให้องค์กรต่างๆ สามารถกำกับดูแลการบริหารจัดการของตนเองได้ง่ายขึ้น และมอบเครื่องมือที่ออกแบบมาเพื่อลดภาระงานและความเหนื่อยล้าให้กับแพทย์ แพลตฟอร์มนี้ให้ข้อมูลสรุปผู้ป่วยแบบเรียลไทม์ เอกสารทางการแพทย์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ประสบการณ์การสนทนาแบบเต็มรูปแบบ และเวิร์กโฟลว์อัจฉริยะที่ยังคงรักษากลไก “มนุษย์มีส่วนร่วมในกระบวนการ” ที่สำคัญ คุณสมบัติต่างๆ เช่น การจัดการทางคลินิกแบบอัตโนมัติ จะบันทึก จัดโครงสร้าง และจัดเก็บข้อมูลทางคลินิกแบบเรียลไทม์ และแนะนำเอกสารทางการแพทย์และคำสั่งต่างๆ เพื่อให้แพทย์อนุมัติ นอกจากนี้ InterSystems IntelliCare ยังเชื่อมต่อกับโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีทางการแพทย์ที่มีอยู่ได้อย่างราบรื่น โดยใช้ประโยชน์จากประวัติศาสตร์อันยาวนานของ InterSystems ในด้านการบูรณาการและความสามารถในการจัดการข้อมูล

เกี่ยวกับ InterSystems
InterSystems ในฐานะผู้ให้บริการเทคโนโลยีข้อมูลเชิงสร้างสรรค์ เราส่งมอบรากฐานที่เป็นหนึ่งเดียวสำหรับแอปพลิเคชันยุคใหม่ ให้แก่ลูกค้าในภาคส่วนการดูแลสุขภาพ การเงิน การผลิต และห่วงโซ่อุปทาน ในกว่า 80 ประเทศ แพลตฟอร์มข้อมูลของเราช่วยแก้ไขปัญหาด้านการทำงานร่วมกันระหว่างระบบ ความรวดเร็ว และความสามารถในการขยายขนาด ให้แก่องค์กรขนาดใหญ่ทั่วโลก เพื่อปลดล็อกศักยภาพของข้อมูล และช่วยให้ผู้คนสามารถรับรู้และทำความเข้าใจข้อมูลในรูปแบบที่เปี่ยมด้วยจินตนาการ InterSystems ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1978 และมุ่งมั่นสู่ความเป็นเลิศผ่านบริการสนับสนุนลูกค้าและพันธมิตรทั่วโลกตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งได้รับรางวัลการันตีคุณภาพมาแล้วมากมาย InterSystems เป็นบริษัทเอกชนที่มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองบอสตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ และมีสำนักงานสาขารวม 38 แห่ง ใน 28 ประเทศทั่วโลก สามารถเข้าดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ InterSystems.com

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่:  https://www.businesswire.com/news/home/20260519124986/en

Contacts

ผู้ติดต่อฝ่ายประชาสัมพันธ์ของ InterSystems:
Zach Keating
pr@intersystems.com
617-551-5158

ที่มา: InterSystems

Modon ร่วมมือกับ Montage Hotels & Resorts เพื่อนำแบรนด์การบริการระดับอัลตร้าลักซ์ชัวรีมาสู่ราส เอล เฮกมา ประเทศอียิปต์

Logo

Montage Ras El Hekma เปิดตัวที่พักอาศัยภายใต้แบรนด์ Montage แห่งแรก เพื่อการซื้อขายที่จุดหมายปลายทางริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ที่เป็นรีสอร์ต Montage แห่งแรกในภูมิภาคนี้อีกด้วย

ราส เอล เฮกมา ประเทศอียิปต์–(BUSINESS WIRE)–17 พฤษภาคม 2026

Modon Holding จากอาบูดาบี และ Montage Hotels & Resorts ประกาศเปิดตัว Montage Ras El Hekma ที่เป็นที่พักตากอากาศแบรนด์เนมแห่งแรกที่เปิดขายในราส เอล เฮกมา บนชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนของอียิปต์ โดยถือเป็นรีสอร์ตแห่งแรกของ Montage ในประเทศอียิปต์ เพื่อสนับสนุนการเติบโตของเมืองที่กำลังเติบโตแห่งนี้ในฐานะศูนย์กลางระดับโลกสำหรับการพักผ่อน ธุรกิจ และการท่องเที่ยว

Modon partners with Montage Hotels & Resorts to bring ultra-luxury hospitality brand to Egypt’s Ras El Hekma (Photo: AETOSWire)

Modon ร่วมมือกับ Montage Hotels & Resorts เพื่อนำแบรนด์โรงแรมและที่พักระดับอัลตร้าลักชัวรีมาสู่ราส เอล เฮกมา ประเทศอียิปต์ (ภาพ: AETOSWire)

โดย Montage Ras El Hekma จะมีห้องพักและห้องสวีทกว่า 200 ห้อง รวมถึงที่พักอาศัย Montage Residences อีก 96 ยูนิต พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกด้านสุขภาพและการพักผ่อนที่ได้รับการคัดสรรมาอย่างดี รวมถึงสระว่ายน้ำริมชายหาด และ Spa Montage ที่มีห้องทรีตเมนต์ 13 ห้อง รวมถึงร้านอาหารอีกหกแห่ง ตลอดจนร้านค้าปลีกและประสบการณ์ต่างๆ ที่เหมาะสำหรับครอบครัว โดยรีสอร์ตแห่งนี้ได้รับการออกแบบมาให้เป็นศูนย์กลางแห่งประสบการณ์ของชุมชนโดยรอบ นอกจากนี้ยังมีพื้นที่จัดกิจกรรม สนามหญ้าและระเบียงกลางแจ้งขนาดใหญ่ รวมถึงคลับเฮาส์สำหรับเจ้าของที่พักโดยเฉพาะ ที่จะช่วยเสริมสร้างบรรยากาศความเป็นส่วนตัวของที่พักอาศัยอีกด้วย

รีสอร์ตแห่งนี้ตั้งอยู่ใจกลางราส เอล เฮกมา โดยจะสร้างสภาพแวดล้อมการอยู่อาศัยที่เน้นการบริการที่ผสมผสานความเป็นเจ้าของส่วนตัวเข้ากับแนวทางอันเป็นเอกลักษณ์ของ Montage ในด้านความหรูหราที่เรียบง่ายและไลฟ์สไตล์ที่ครบครัน ที่นิยามด้วยความสะดวกสบาย ความเป็นส่วนตัว และความประณีต เนื่องจากไม่มีการวางแผนขยายเฟสเพิ่มเติมสำหรับคอลเลกชันนี้ จึงถือเป็นโอกาสสำคัญในการเป็นเจ้าของที่หายากและพิเศษสุดสำหรับที่พักอาศัยเหล่านี้ในทำเลชายฝั่งที่สวยงาม ซึ่งรวมเอาชายฝั่งยาว 2.25 กิโลเมตร สนามกอล์ฟที่ทอดยาว ท่าจอดเรือที่ครบวงจร รวมถึงประสบการณ์การบริการระดับโลกต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน

Bill O’Regan, ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม Modon Holding กล่าวว่า “Montage Hotels & Resorts มีชื่อเสียงในด้านการให้บริการนักเดินทางและเจ้าของบ้านที่มีฐานะ โดยมอบประสบการณ์การเข้าพักที่เหนือระดับ รวมถึงการใช้ชีวิตอย่างมีระดับ ในขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาความเป็นเอกลักษณ์ของสภาพแวดล้อมไว้ โดยแนวคิดนี้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ Modon สำหรับราส เอล เฮกมา เป็นอย่างมาก โดยเรากำลังสร้างจุดหมายปลายทางที่เมดิเตอร์เรเนียนที่โดดเด่น โดยเน้นคุณภาพ ประสบการณ์ และมูลค่าในระยะยาว”

โครงการ Montage Residences Ras El Hekma ประกอบด้วยวิลล่าส่วนตัว 96 หลัง ตั้งอยู่ใน Wadi Yemm ซึ่งเป็นเขตแรกของราส เอล เฮกมา โดยได้รับการออกแบบมาเพื่อเพิ่มพื้นที่ใช้สอย แสงสว่าง ความเป็นส่วนตัว และการเชื่อมต่อการใช้ชีวิตภายในและภายนอกอาคารอย่างราบรื่น โดยมีวิลล่าขนาดสามถึงหกห้องนอนหันหน้าไปทางทะเล เสริมสร้างความเชื่อมโยงอย่างแน่นแฟ้นกับผืนดินและสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติโดยรอบ โดยวิลล่าบางหลังยังมีวิวทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและสนามกอล์ฟระดับแชมเปี้ยนชิปอีกด้วย

Montage Ras El Hekma เป็นการเปิดตัวครั้งแรกของแบรนด์หรูระดับนานาชาติในประเทศและเป็นการเริ่มต้นความร่วมมือที่เพิ่มมากขึ้นระหว่าง Modon และ Montage โดยมีศักยภาพในการร่วมมือกันเพิ่มเติมในจุดหมายปลายทางต่างๆ ของ Modon อีกด้วย โดยโครงการใหม่นี้จะช่วยเสริมพอร์ตโฟลิโอที่มีอยู่ของ Montage Hotels & Resorts ซึ่งประกอบด้วยรีสอร์ตและที่พักอาศัยสุดหรู 6 แห่งในสหรัฐอเมริกาและเม็กซิโก รวมถึงโรงแรมอื่นๆ ที่วางแผนไว้ในบาฮามาส ปุนตา มิตา และวัลเล เด กัวดาลูเป อีกด้วย

Alan J. Fuerstman, ผู้ก่อตั้ง ประธาน และซีอีโอของ Montage International กล่าวว่า “การนำแบรนด์ Montage มาสู่ประเทศอียิปต์ด้วยความร่วมมือกับ Modon ถือเป็นก้าวสำคัญที่น่าตื่นเต้นอย่างแท้จริงในเส้นทางสู่ระดับโลกของเรา โดยราส เอล เฮกมาเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าทึ่ง โดยเป็นมรดกอันล้ำค่า และมีการออกแบบที่พิถีพิถันมาบรรจบกันในแบบที่กำลังนิยามความหรูหราใหม่ตามแนวชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับ Modon เพื่อทำให้วิสัยทัศน์นี้เป็นจริง และเพื่อต่อยอดชื่อเสียงอันโดดเด่นของพวกเขาในการสร้างชุมชนที่มีชีวิตชีวาและมอบประสบการณ์ด้านกีฬาและไลฟ์สไตล์ระดับโลก”

โดย Montage Ras El Hekma เป็นส่วนหนึ่งของแผนแม่บทของราส เอล เฮกมา มูลค่า 35 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นการพัฒนาพื้นที่ 170.8 ล้านตารางเมตร เพื่อเปลี่ยนโฉมชายฝั่งทางเหนือของอียิปต์ให้กลายเป็นเมืองแห่งอนาคตที่คาดว่าจะสามารถดึงดูดการลงทุนได้ถึง 110 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2045 โดยรีสอร์ตและที่พักอาศัยจะตั้งอยู่ใน Wadi Yemm ซึ่งเป็นพื้นที่แรกจาก 17 พื้นที่ตามแผนของราส เอล เฮกมา ที่ได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างอย่างจริงจังแล้ว ในฐานะชุมชนชายฝั่งแบบบูรณาการแห่งแรกของเมือง โครงการนี้จึงเป็นบทเริ่มต้นของวิสัยทัศน์แผนแม่บทที่กว้างขึ้น

นอกจากนี้ Wadi Yemm ยังจะมีสถานที่สำคัญทางวัฒนธรรมหลายแห่งที่จะช่วยกำหนดเอกลักษณ์ของเมืองโดยรวม รวมถึงประภาคารราส เอล เฮกมา และสนามกลางแจ้งที่ออกแบบมาเพื่อรองรับแขกได้มากถึง 10,000 คน สำหรับโปรแกรมกิจกรรมทางวัฒนธรรมและความบันเทิงประจำปีต่างๆ

ราส เอล เฮกมา ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้การเดินทางสะดวกสบายทั้งทางบก ทางทะเล และทางอากาศ ทำให้ประชากรเกือบครึ่งหนึ่งของโลกสามารถเดินทางมายังที่นี่ได้โดยใช้เวลาบินเพียงแค่สี่ชั่วโมง โดยจุดหมายปลายทางนี้ประกอบด้วยสนามบินนานาชาติแห่งใหม่ที่เชื่อมต่อกับเครือข่ายรถไฟความเร็วสูง ทางหลวงสายหลัก และท่าจอดเรือต่างๆ รวมถึงอาคารผู้โดยสารสำหรับเรือสำราญโดยเฉพาะ

ราส เอล เฮกมา นั้นทอดยาวไปตามแนวชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนกว่า 44 กิโลเมตร โดยสามารถมอบประสบการณ์การพักผ่อน การบริการ และวัฒนธรรมที่หลากหลายได้ หัวใจสำคัญของโครงการคือย่านธุรกิจและการเงินใจกลางเมืองที่ได้รับการสนับสนุนจากย่านการศึกษา ที่พักอาศัย และพื้นที่ใช้งานแบบผสมผสาน เพื่อสร้างชุมชนที่มีชีวิตชีวาตลอดทั้งปี

เมื่อโครงการราส เอล เฮกมา เสร็จสมบูรณ์ คาดว่าจะสามารถสร้างรายได้ให้กับ GDP ของอียิปต์ประมาณ 25 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี รวมถึงสามารถสร้างงานได้ประมาณ 750,000 ตำแหน่ง ทำให้โครงการนี้เป็นหนึ่งในโครงการพัฒนาเมืองและการลงทุนที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม ผู้ที่สนใจซื้อสามารถเยี่ยมชม modan.com หรือโทร 800 MODON ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, 7734 ในอียิปต์ หรือ +201122222734 สำหรับการสอบถามจากต่างประเทศ

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Montage Ras El Hekma โปรดเยี่ยมชม www.montage.com และติดตาม @montagehotels และ @montageraselhekma

เกี่ยวกับ Modon

Modon เป็นบริษัทโฮลดิ้งระดับนานาชาติ มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่อาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อาบูดาบี (ADX) โดย Modon เป็นผู้นำด้านนวัตกรรมเมือง การสร้างสรรค์ดีไซน์ และประสบการณ์อันโดดเด่นที่เหนือความคาดหมายอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ การบริการ การบริหารสินทรัพย์และการลงทุน การจัดงาน การจัดเลี้ยง การท่องเที่ยว และโครงสร้างพื้นฐานของเมือง โดยเรากำลังทำให้เมืองต่างๆ มีชีวิตชีวาด้วยการส่งมอบมูลค่าที่ยั่งยืนในระยะยาว

เกี่ยวกับ Montage Hotels & Resorts

Montage Hotels & Resorts คือบริษัทบริหารจัดการธุรกิจโรงแรมและการบริการระดับอัลตร้าลักชัวรี ก่อตั้งโดย Alan J. Fuerstman ออกแบบมาเพื่อให้บริการนักเดินทางและเจ้าของบ้านที่มีฐานะและรสนิยมสูง บริษัทนำเสนอคอลเลกชันโรงแรม รีสอร์ต และที่พักอาศัยที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น โดยแต่ละแห่งของ Montage นั้นจะมอบความสง่างามที่สะดวกสบาย ความรู้สึกและจิตวิญญาณที่เป็นเอกลักษณ์ การบริการที่ไร้ที่ติ และประสบการณ์ด้านอาหาร สปา และไลฟ์สไตล์ที่น่าจดจำ โดยพอร์ตโฟลิโอของโรงแรม รีสอร์ต และที่พักอาศัย ประกอบด้วย Montage Laguna Beach, Montage Deer Valley, Montage Palmetto Bluff, Montage Los Cabos, Montage Healdsburg และ Montage Big Sky และมีจุดหมายปลายทางในอนาคต ได้แก่ Montage Cay, Montage Punta Mita, Montage Valle de Guadalupe และ Montage Ras El Hekma โดย Montage Hotels & Resorts เป็นสมาชิกของ Preferred Hotels & Resorts สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดติดตาม @montagehotels หรือเยี่ยมชม www.montage.com

*ที่มา: AETOSWire

Contacts

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดติดต่อ
press@modon.com โปรดเยี่ยมชม www.modon.com หรือติดตาม

LinkedIn
X
Instagram
Facebook
YouTube

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260517167234/en

ที่มา: Modon Holding

แขกกลุ่มแรกเดินทางมาถึง Four Seasons Resort and Residences Red Sea at Shura Island ตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคม ซึ่งเป็นการเปิดตัวรีสอร์ทร่วมทุนแห่งแรกของ Red Sea Global

Logo

RSG และ Kingdom Holding Company เปิดตัวรีสอร์ทร่วมทุนแห่งแรกที่พัฒนาร่วมกันของ The Red Sea

RIYADH, Saudi Arabia–(BUSINESS WIRE)–19 พฤษภาคม 2026

Red Sea Global (RSG) เป็นนักพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงฟื้นฟู ได้บรรลุเป้าหมายสำคัญ เมื่อ Four Seasons Resort and Residences Red Sea at Shura Island ได้ต้อนรับแขกกลุ่มแรกตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคม ซึ่งนับเป็นรีสอร์ทร่วมทุนที่พัฒนาร่วมกันแห่งแรกในเครือของบริษัทที่เข้าสู่ตลาด

An aerial view of Four Seasons Resort and Residences at Shura Island, set along the shoreline with clear views of the Red Sea.

ภาพถ่ายทางอากาศของ Four Seasons Resort and Residences at Shura Island ซึ่งตั้งอยู่ริมชายฝั่ง มองเห็นวิวของ Red Sea ได้อย่างชัดเจน

การเปิดตัวครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญร่วมกันของทั้งสององค์กร ซึ่งเป็นการพัฒนาร่วมกันกับ Kingdom Holding Company (KHC) และเป็นการเริ่มต้นเฟสใหม่ในรูปแบบการพัฒนาของ RSG โดยเน้นย้ำถึงบทบาทที่เพิ่มขึ้นในความร่วมมือระหว่างภาคสถาบันและภาคเอกชนในการขยายขนาดภาคการท่องเที่ยวระดับหรูของซาอุดีอาระเบีย

“ในขณะเดียวกันกับการเตรียมพร้อมต้อนรับแขกที่ Four Seasons เราก็กำลังขยายขีดความสามารถและข้อเสนอสำหรับจุดหมายปลายทางของ The Red Sea อย่างมีนัยสำคัญ เพื่อให้ทันกับช่วงเวลาการเดินทางที่คึกคักที่สุดช่วงหนึ่งในปฏิทินของเรา” John Pagano ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท Red Sea Global กล่าว

“การเปิดให้จองห้องพักสำหรับโครงการรีสอร์ทร่วมทุนที่พัฒนาร่วมกันแห่งแรกในพอร์ตโฟลิโอของเรา ถือเป็นก้าวสำคัญทางการค้าสำหรับ RSG เช่นกัน แสดงให้เห็นถึงคุณค่าของความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ ความแข็งแกร่งในข้อเสนอการลงทุนของเรา และสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของตลาดที่เพิ่มขึ้นในภาคการท่องเที่ยวของซาอุดีอาระเบีย”

รีสอร์ทมูลค่า 2.6 พันล้านริยาลแห่งนี้ได้รับการพัฒนาผ่านการร่วมทุน 50-50 ระหว่าง RSG และ KHC โดยได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากการกู้ยืมจำนวน 2 พันล้านริยาล (522 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) จาก Riyad Bank

Sarmad Zok, CEO ของ Kingdom Hotel Investments ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ KHC กล่าวว่า “การลงทุนของ Kingdom Holding Company ใน Four Seasons Resort and Residences Red Sea at Shura Island สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของเราในการลงทุนระยะยาวในธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยวให้สอดคล้องกับ Saudi Vision 2030 โครงการพัฒนาที่สำคัญนี้ ร่วมกับ Red Sea Global แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของแหล่งท่องเที่ยวและแรงดึงดูดจากนานาชาติที่เพิ่มขึ้นของตลาดการท่องเที่ยวระดับหรูของซาอุดีอาระเบีย”

Greg Djerejian, หัวหน้ากลุ่มการลงทุนและหัวหน้าฝ่ายกฎหมายของกลุ่มบริษัท Red Sea Global กล่าวเพิ่มเติมว่า “การส่งมอบรีสอร์ทแห่งนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ส่งสัญญาณที่ชัดเจนสู่ตลาดในคุณภาพของโอกาสที่เกิดขึ้นในพอร์ตโฟลิโอของ RSG และความสามารถของเราในการเปลี่ยนความสนใจของนักลงทุนให้เป็นสินทรัพย์ที่ใช้งานได้จริง พร้อมทั้งเสริมสร้างชื่อเสียงของเราในฐานะนักพัฒนาที่ส่งมอบผลงานได้จริง”

Four Seasons Resort and Residences Red Sea at Shura Island นำเสนอสถานที่พักผ่อนอันเงียบสงบ ณ ปลายสุดด้านตะวันออกอันห่างไกลของเกาะ ผสานความหรูหราที่ผ่อนคลาย บริการที่เอาใจใส่ และประสบการณ์สำหรับทุกคนในครอบครัว รีสอร์ทแห่งนี้ล้อมรอบด้วยน้ำทะเลใสสะอาดถึงสามด้าน และมีห้องพัก 149 ห้อง และ Resort Residences 31 หลัง ที่เปิดรับธรรมชาติอย่างเต็มที่ ผู้เข้าพักสามารถเพลิดเพลินกับตัวเลือกการรับประทานอาหารที่หลากหลาย ตั้งแต่บริการอาหารตลอดวันและอาหารมังสวิรัติที่ร้าน Sea Green อาหาร Levantine ที่ร้าน Al Forn ไปจนถึงอาหารอิตาเลียน al fresco ที่ Spiaggia Restaurant and Pool สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการผจญภัย มีกีฬาทางน้ำหลากหลายประเภทให้เลือก ขณะที่ผู้เข้าพักรุ่นเยาว์สามารถเพลิดเพลินกับโปรแกรมสำหรับเด็กและวัยรุ่นที่จัดเตรียมไว้เป็นอย่างดี

รีสอร์ทแห่งนี้ดำเนินงานตามหลักการท่องเที่ยวเชิงฟื้นฟูของ RSG โดยใช้พลังงานหมุนเวียนอย่างเต็มรูปแบบ และได้รับการสนับสนุนจากระบบการจัดการน้ำและของเสียที่ทันสมัย ​​ซึ่งออกแบบมาเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้เหลือน้อยที่สุด พร้อมทั้งสนับสนุนเป้าหมายการอนุรักษ์ในระยะยาว

ความสำเร็จนี้เกิดขึ้นในขณะที่ RSG กำลังขยายขีดความสามารถด้านการบริการและการบินที่ The Red Sea โดยมีอัตราการเข้าพักสูงถึง 82% ในช่วง 10 วันสุดท้ายของเดือนรอมฎอน และคาดว่าความต้องการจะเพิ่มสูงขึ้นอีกก่อนเทศกาล Eid Al-Adha เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น RSG จึงเพิ่มเที่ยวบินอีก 32 เที่ยวบินไปยัง Red Sea International Airport (RSI) ในช่วงวันหยุดยาวนี้

ปัจจุบัน The Red Sea มีโรงแรมเปิดให้บริการแล้ว 11 แห่ง และมีรีสอร์ทอีก 6 แห่งที่วางแผนจะเปิดให้บริการบน Shura Island ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

เกี่ยวกับ Red Sea Global

Red Sea Global (RSG – www.redseaglobal.com) เป็นบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจรที่มีพอร์ตโฟลิโอหลากหลายในด้านการท่องเที่ยว ที่อยู่อาศัย ประสบการณ์ โครงสร้างพื้นฐาน การขนส่ง การดูแลสุขภาพ และบริการต่างๆ ซึ่งรวมถึงแหล่งท่องเที่ยวเชิงฟื้นฟูระดับหรูอย่าง The Red Sea ที่เริ่มเปิดให้บริการในปี 2023 และ AMAALA ที่ยังคงดำเนินการตามแผนที่จะเปิดรับแขกกลุ่มแรกในปีนี้

รีสอร์ทแห่งที่สามคือ Thuwal Private Retreat ซึ่งเปิดให้บริการในปี 2024 นอกจากนี้ RSG ยังได้รับมอบหมายให้ดำเนินการปรับปรุงสนามบิน Al Wajh โดยเน้นที่การยกระดับอาคารผู้โดยสารและโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่เดิม รวมถึงการสร้างอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศแห่งใหม่

RSG เป็นบริษัทในเครือ PIF และเป็นรากฐานสำคัญของความมุ่งมั่นของซาอุดีอาระเบียในการกระจายความหลากหลายทางเศรษฐกิจ ด้วยพอร์ตโฟลิโอที่กำลังเติบโตของจุดหมายปลายทาง บริษัทในเครือ และธุรกิจต่างๆ โดย RSG มุ่งมั่นที่จะนำโลกไปสู่อนาคตที่ยั่งยืนยิ่งขึ้น โดยแสดงให้เห็นว่าการพัฒนาอย่างมีความรับผิดชอบสามารถยกระดับชุมชน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และปรับปรุงสิ่งแวดล้อมได้อย่างไร

เกี่ยวกับ The Red Sea

The Red Sea เป็นจุดหมายปลายทางบุกเบิกบนชายฝั่งตะวันตกของซาอุดีอาระเบีย เชิญชวนแขกผู้มาเยือนให้สัมผัสกับสถานที่ที่มีความงามทางธรรมชาติอันน่าทึ่งบนพื้นที่กว่า 28,000 ตารางกิโลเมตร และหมู่เกาะบริสุทธิ์กว่า 90 เกาะที่ล้อมรอบด้วยทะเลทรายและภูเขา เปิดให้บริการตั้งแต่ปี 2023 The Red Sea ยินดีต้อนรับแขกผู้มาเยือนสู่รีสอร์ทระดับโลกที่กำลังเติบโต ซึ่งดำเนินการโดยแบรนด์โรงแรมที่มีชื่อเสียงระดับโลกและ Red Sea Global สำหรับ Shura Island ซึ่งเป็นหัวใจของจุดหมายปลายทาง เริ่มต้อนรับแขกผู้มาเยือนในปี 2025 และปัจจุบันมีรีสอร์ทเปิดให้บริการแล้ว 5 แห่ง โดยมีแผนที่จะสร้างรีสอร์ททั้งหมด 11 แห่งบนเกาะแห่งนี้ เกาะแห่งนี้จะเปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบในปี 2026 ประสบการณ์ที่เป็นเอกลักษณ์ รวมถึงกีฬาทางน้ำและทางบกที่ตื่นเต้นเร้าใจ ไปจนถึงการผจญภัยทางวัฒนธรรมและธรรมชาติ ซึ่งจัดโดยแบรนด์ WAMA (บนน้ำ), Galaxea (ใต้น้ำ) และ Akun (บนบก)

Red Sea International Airport (RSI) มอบประสบการณ์การเดินทางที่ราบรื่น พร้อมการออกแบบที่ได้รับแรงบันดาลใจจากทะเลทราย โอเอซิส และทะเล ใช้เวลาบินเพียง 3 ชั่วโมงสำหรับประชากร 250 ล้านคน และ 8 ชั่วโมงสำหรับ 85% ของประชากรโลก ปัจจุบัน RSI มีเที่ยวบินประจำจาก Riyadh, Jeddah, Doha, Milan และ Dubai และกำลังจะเปิดเส้นทางบินระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศเพิ่มเติมในเร็วๆ นี้

โครงการนี้เป็นโครงการที่ได้รับการพัฒนาโดย Red Sea Global (RSG) ซึ่งเป็นผู้พัฒนาโครงการหลากหลายประเภทที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างมีความรับผิดชอบและยั่งยืน พร้อมทั้งเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และชุมชน เราจึงจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวไม่เกิน 1 ล้านคนต่อปีที่ The Red Sea และ 500,000 คนที่ AMAALA เพื่อปกป้องระบบนิเวศที่เปราะบาง โดยโครงการนี้ใช้พลังงานหมุนเวียน 100% พร้อมตั้งเป้าหมายผลประโยชน์ด้านการอนุรักษ์สุทธิ 30% ภายในปี 2040

เกี่ยวกับ Four Seasons Resort and Residences Red Sea at Shura Island

ในฐานะที่เป็นผู้นำด้านโรงแรมหรูระดับโลก ปัจจุบัน Four Seasons Hotels and Resorts มีการบริหารจัดการโรงแรม 136 แห่งใน 47 ประเทศ Four Seasons Resort and Residences Red Sea at Shura Island เปิดให้จองตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 พร้อมมอบประสบการณ์การพักผ่อนที่หลากหลายไร้ขีดจำกัด และบริการที่เป็นส่วนตัวและเอาใจใส่ตามความคาดหวังของแขก Four Seasons ทั่วโลก สามารถรับชมข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Four Seasons Resort and Residences Red Sea at Shura Island ได้จากเว็บไซต์ของเราที่: https://www.fourseasons.com/redseashuraisland/ สามารถรับข่าวสารได้จาก Press Room ที่: https://press.fourseasons.com/redseashuraisland/

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260518349628/en

Contacts

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม โปรดติดต่อ:
Jack Williams ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการองค์กร
มือถือ: +966 55 925 6816
อีเมล: Jack.Williams@RedSeaGlobal.com

ที่มา: Red Sea Global



Gradiant ประกาศระดมทุนรอบ Series E ด้วยมูลค่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเร่งการขยายตัวในด้าน AI เซมิคอนดักเตอร์ และโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำสำหรับภาคอุตสาหกรรม

Logo

เงินลงทุนใหม่นี้จะสนับสนุนการควบรวมกิจการเชิงกลยุทธ์ การวิจัยและพัฒนาในรุ่นต่อไป รวมถึงความพร้อมในการเสนอขายหุ้น IPO เนื่องจาก Gradiant กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วเป็นประวัติการณ์ โดยได้รับแรงหนุนจากโครงสร้างพื้นฐาน AI และการผลิตขั้นสูง

บอสตัน–(BUSINESS WIRE)–18 พฤษภาคม 2026

Gradiant ประกาศปิดการระดมทุนรอบ Series E ในวันนี้ โดยมีมูลค่าบริษัทอยู่ที่ 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ การระดมทุนครั้งนี้นำโดย Safar Partners และ Hostplus Superannuation Fund โดยมี ClearVision Ventures และนักลงทุนระดับโลกรายอื่นๆ ร่วมลงทุนด้วย

การระดมทุนครั้งนี้จะสนับสนุนการขยายธุรกิจไปทั่วโลกอย่างต่อเนื่องของ Gradiant รวมถึงการเข้าซื้อกิจการเชิงกลยุทธ์ การเร่งการวิจัยและพัฒนา และการลงทุนในระดับการดำเนินงาน รวมถึงความพร้อมในการเสนอขายหุ้น IPO โดยการประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางแรงผลักดันทางการค้าที่ไม่เคยมีมาก่อนสำหรับ Gradiant ซึ่งได้รับแรงหนุนจากการเติบโตอย่างรวดเร็วในโครงสร้างพื้นฐาน AI การผลิตเซมิคอนดักเตอร์ และอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญต่อภารกิจอื่นๆ ที่ต้องใช้โซลูชันน้ำขั้นสูง

Gradiant กำลังประสบกับงานในมือที่ใหญ่ที่สุดและไปป์ไลน์ที่แข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัท ด้วยการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญทั่วทั้งศูนย์ข้อมูล โรงงานเซมิคอนดักเตอร์ และพลังงาน ในขณะที่ธุรกิจของบริษัทในด้านอาหารและเครื่องดื่ม ยา ปิโตรเคมี เหมืองแร่ และพลังงานยังคงแข็งแกร่ง เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐาน AI ขยายขนาดด้วยความเร็วเป็นประวัติการณ์ น้ำจึงกลายเป็นข้อจำกัดสำคัญประการหนึ่งต่อการเติบโต ความน่าเชื่อถือ และความยั่งยืน

เทคโนโลยีที่เป็นกรรมสิทธิ์ของ Gradiant ซึ่งขับเคลื่อนโดยแพลตฟอร์ม AI ดิจิทัล จะช่วยให้ลูกค้าในอุตสาหกรรมสำคัญของโลกสามารถจัดหาน้ำได้อย่างปลอดภัย เพิ่มการใช้น้ำซ้ำได้สูงสุด ลดการปล่อยน้ำเสีย และลดการใช้พลังงานในการดำเนินงานที่ใช้น้ำมากที่สุดในโลก โดยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา Gradiant ได้กลายเป็นหนึ่งในบริษัทที่เติบโตเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ของอุตสาหกรรมน้ำ โดยได้รับแรงหนุนจากกลุ่มเทคโนโลยีที่แตกต่าง รูปแบบการดำเนินการแบบบูรณาการในแนวดิ่ง และความเป็นผู้นำที่ไม่เหมือนใคร

“AI กำลังเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจโลก แต่เบื้องหลังชิปทุกตัวและศูนย์ข้อมูลทุกแห่งนั้น มีความต้องการน้ำมหาศาลและเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง” Anurag Bajpayee ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานกรรมการบริหารของ Gradiant กล่าว “Gradiant อยู่ใจกลางของการเปลี่ยนแปลงนี้ เราแก้ปัญหาความท้าทายด้านน้ำที่สำคัญที่สุดของโลก และช่วยให้อุตสาหกรรมที่จำเป็นเติบโตได้อย่างน่าเชื่อถือและยั่งยืน เงินทุนใหม่นี้ทำให้เรามีศักยภาพมากขึ้นในการขยายธุรกิจได้เร็วขึ้น เพิ่มการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา และสร้างบริษัทด้านน้ำชั้นนำแห่งยุค AI ต่อไป”

“การบรรจบกันของโครงสร้างพื้นฐาน AI, การเติบโตของการผลิตเซมิคอนดักเตอร์, ความยั่งยืนทางอุตสาหกรรม และการขาดแคลนน้ำ กำลังสร้างโอกาสครั้งสำคัญในรอบหลายสิบปี” David Elia ซีอีโอของ Hostplus Superannuation Fund กล่าว “เรารู้สึกตื่นเต้นที่จะสนับสนุน Gradiant ตลอดการเติบโตระยะต่อไป โดยต่อยอดจากความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีที่แข็งแกร่ง ความสามารถในการดำเนินงานที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว และโมเมนตัมของตลาดที่แข็งแกร่ง”

“Gradiant เป็นบริษัทด้านน้ำเพียงแห่งเดียวที่มีเทคโนโลยีที่แตกต่างอย่างแท้จริง ดำเนินงานอย่างมีผลกำไรและอยู่ในระดับสเกลที่ใหญ่ โดยให้บริการแก่บริษัทขนาดใหญ่และสำคัญที่สุดของโลกหลายแห่ง” Nader Motamedy กรรมการผู้จัดการของ Safar Partners กล่าว “เรารู้สึกภาคภูมิใจที่ได้เป็นพันธมิตรกับ Gradiant ในขณะที่บริษัทกำลังก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในบริษัทเทคโนโลยีอุตสาหกรรมที่สำคัญที่สุดของโลก”

เกี่ยวกับ Gradiant

Gradiant คือบริษัทด้านน้ำที่แตกต่างออกไป ด้วยชุดโซลูชันด้านน้ำและน้ำเสียแบบครบวงจรที่แตกต่างและเป็นกรรมสิทธิ์เฉพาะ ซึ่งขับเคลื่อนโดยผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำชั้นนำ บริษัทให้บริการแก่ภาคอุตสาหกรรมที่สำคัญของโลก รวมถึงเซมิคอนดักเตอร์ ศูนย์ข้อมูล พลังงานหมุนเวียน อาหารและเครื่องดื่ม ปิโตรเคมีภัณฑ์ ยา เหมืองแร่ และแร่ธาตุสำคัญต่างๆ บริษัทก่อตั้งขึ้นที่ MIT และมีสำนักงานใหญ่ในบอสตัน โดย Gradiant ได้พัฒนาพอร์ตโฟลิโอเทคโนโลยีที่แตกต่างและครอบคลุมที่สุดแห่งหนึ่งในอุตสาหกรรม ที่สามารถช่วยลดการใช้น้ำและการปล่อยน้ำเสียได้ โดยนำทรัพยากรที่มีค่ากลับมาใช้ใหม่ และเปลี่ยนน้ำเสียให้เป็นน้ำจืด เรียนรู้เพิ่มเติมได้ที่www.gradiant.com

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260518135237/en

Contacts

ผู้ติดต่อสำหรับองค์กร
Felix Wang
หัวหน้าฝ่ายการตลาดระดับโลกของ Gradient
fwang@gradiant.com

ที่มา: Gradiant

Kioxia และ Dell Technologies เป็นสองบริษัทแรกที่ส่งมอบเซิร์ฟเวอร์ความหนาแน่นสูงพร้อมหน่วยความจำแฟลชขนาด 9.8 เพตาไบต์

Logo

เซิร์ฟเวอร์ Dell PowerEdge R7725xd พร้อม SSD KIOXIA ซีรีส์ LC9 ขนาด 245.76 TB จำนวน 40 ตัว ได้สร้างมาตรฐานใหม่ด้านความหนาแน่นของการจัดเก็บข้อมูลในเซิร์ฟเวอร์ 2U

โตเกียว–(BUSINESS WIRE)–15 พฤษภาคม 2026

Kioxia Corporation ที่เป็นบริษัทชั้นนำระดับโลกด้านโซลูชันหน่วยความจำ ประกาศความก้าวหน้าครั้งสำคัญในโครงสร้างพื้นฐานการจัดเก็บข้อมูลความหนาแน่นสูง โดยร่วมมือกับ Dell Technologies เพื่อส่งมอบเซิร์ฟเวอร์ 2U ที่สามารถขยายขนาดได้ถึง(1) 9.8 เพตาไบต์ (PB) ของหน่วยความจำแฟลช ด้วยการผสานรวมเซิร์ฟเวอร์ Dell PowerEdge™ R7725xd กับโปรเซสเซอร์ AMD EPYC™ และ SSD NVMe™ KIOXIA ซีรีส์ LC9 E3.L ขนาด 245.76 เทราไบต์ (TB) จำนวน 40 ตัว โดยทั้งสองบริษัทกำลังสร้างแพลตฟอร์มที่ได้รับการปรับแต่งเพื่อการจัดเก็บข้อมูลระดับใหม่ ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของ AI, ดาต้าเลคขนาดใหญ่ และเวิร์กโหลดระดับองค์กรที่ต้องใช้ข้อมูลจำนวนมาก

KIOXIA LC9 Series 245.76 TB High-density Enterprise SSD

SSD ระดับองค์กร KIOXIA ซีรีส์ LC9 ความหนาแน่นสูง 245.76 TB

Dell Technologies และ Kioxia มีประวัติความร่วมมือกันมาอย่างยาวนานในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ปรับขนาดได้สำหรับแอปพลิเคชันที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล โดยความสำเร็จครั้งล่าสุดนี้ได้ช่วยเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นร่วมกันในการพัฒนาสถาปัตยกรรมความหนาแน่นสูงที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดการใช้พลังงาน และเพิ่มประสิทธิภาพของศูนย์ข้อมูลให้สูงสุด

“เมื่อเวิร์คโหลด AI มีความต้องการสูงขึ้น โครงสร้างพื้นฐานที่รองรับก็ต้องพัฒนาตามให้ทัน” Arun Narayanan รองประธานอาวุโส ฝ่ายประมวลผลและเครือข่ายของ Dell Technologies กล่าว “Dell PowerEdge R7725xd เมื่อผนวกกับ SSD ระดับองค์กรความจุสูงของ KIOXIA จะช่วยมอบความหนาแน่นในการจัดเก็บข้อมูลและประสิทธิภาพการใช้พลังงานที่ลูกค้าของเราต้องการ เพื่อขยายโครงสร้างพื้นฐาน AI โดยไม่ลดทอนประสิทธิภาพ”

เซิร์ฟเวอร์ Dell PowerEdge R7725xd ได้รับการสร้างขึ้นมาเพื่อรองรับงาน AI และงานที่เน้นข้อมูลในยุคปัจจุบัน โดยผสานรวมพื้นที่จัดเก็บข้อมูลความหนาแน่นสูงเข้ากับพลังการประมวลผลอันทรงพลัง โดยการกำหนดค่าพื้นที่จัดเก็บข้อมูลแบบระบายความร้อนด้วยอากาศที่ยืดหยุ่นนี้จะช่วยเสริมเซิร์ฟเวอร์ที่รองรับ GPU สนับสนุนการจัดการข้อมูล AI และการเทรนโมเดลโดยมอบความจุในการจัดเก็บข้อมูลขนาดใหญ่ตลอดวงจรชีวิตของ AI ซึ่งระบบเหล่านี้สามารถรองรับ NIC สูงสุด 5x 400 Gbps ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเติมและเคลื่อนย้ายข้อมูลผ่านไปป์ไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยในท้ายที่สุดแล้ว สามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลได้อย่างเต็มที่ เมื่อจับคู่กับ SSD KIOXIA ซีรีส์ LC9 ขนาด 245.76 TB โดยระบบเหล่านี้จะมอบโซลูชันที่มีความจุสูงและประหยัดพลังงาน ที่สามารถช่วยลด TCO (ต้นทุนรวมในการเป็นเจ้าของ) และพื้นที่ในศูนย์ข้อมูลได้

SSD ซีรีส์ LC9 จาก KIOXIA มอบพื้นที่จัดเก็บข้อมูลแบบแฟลชสูงสุดถึง 245.76 TB พร้อมประสิทธิภาพ PCIe® 5.0 ในหลากหลายขนาด รวมถึง 2.5 นิ้ว, E3.S และ E3.L(2) ในฐานะที่เป็น(3) SSD NVMe ความจุระดับนี้รุ่นแรกของอุตสาหกรรมที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการของสภาพแวดล้อม generative AI ทำให้ KIOXIA ซีรีส์ LC9 เป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับ SSD ความจุ 30.72 TB ที่ใช้กันทั่วไป การกำหนดค่าที่เทียบเท่ากันที่ 9.8 PB จะต้องใช้เซิร์ฟเวอร์เพิ่มอีกเจ็ดเครื่องที่มีไดรฟ์เพิ่มอีก 280 ตัว ส่งผลให้สิ้นเปลืองพลังงานมากกว่าถึง 8 เท่า(4) และใช้พื้นที่ในแร็คมากขึ้น ส่งผลให้มีการใช้พื้นที่และพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยให้องค์กรต่างๆ สามารถขยายโครงสร้างพื้นฐาน AI ได้โดยไม่ต้องขยายพื้นที่ทางกายภาพหรือการใช้พลังงาน

“การผสานรวมระหว่างเซิร์ฟเวอร์ Dell PowerEdge R7725xd และ SSD ระดับองค์กร KIOXIA ซีรีส์ LC9 ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของความหนาแน่นสูงเท่านั้น แต่ยังเป็นการเปลี่ยนแปลงวิธีการออกแบบโครงสร้างพื้นฐาน AI อีกด้วย” Akihiro Kimura ผู้บริหารด้านเทคโนโลยีฝ่าย SSD ของ Kioxia Corporation กล่าว “ลูกค้าจะสามารถใช้งานสตรีมข้อมูลขนาดใหญ่ ขยายขนาดดาต้าเลคได้อย่างง่ายดาย และสามารถจัดการการสำรองข้อมูลขนาดใหญ่ได้ในพื้นที่ใช้งานที่ลดลง ที่จะช่วยปรับปรุงต้นทุนรวมในการเป็นเจ้าของ (TCO) ให้ดีขึ้นไปอีกระดับ”

โซลูชันนี้แสดงให้เห็นว่านวัตกรรมด้านการประมวลผลและการจัดเก็บข้อมูลที่ผสานรวมอย่างแน่นหนา สามารถปลดล็อกประสิทธิภาพใหม่ๆ สำหรับสภาพแวดล้อมระดับองค์กรและไฮเปอร์สเกลได้อย่างไร ด้วยการมอบความหนาแน่นสูงสุดโดยไม่ลดทอนประสิทธิภาพหรือการประหยัดพลังงาน โดย Kioxia และ Dell Technologies กำลังช่วยให้องค์กรต่างๆ สามารถปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานให้ทันสมัยเพื่อรองรับการเติบโตของข้อมูลและการนำ AI มาใช้ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

หมายเหตุ:
(1) ข้อมูล ณ วันที่ 15 พฤษภาคม 2026 อ้างอิงจากผลสำรวจของ Kioxia
(2) ความจุ 245.76 TB มีให้เลือกเฉพาะในรูปแบบ E3.L เท่านั้น ส่วนรูปแบบ 2.5 นิ้ว และ E3.S รองรับความจุได้สูงสุดถึง 122.88 TB
(3) ข้อมูล ณ วันที่ 21 กรกฎาคม 2025 อ้างอิงจากผลสำรวจของ Kioxia
(4) ข้อมูล ณ วันที่ 15 พฤษภาคม 2026 อ้างอิงจากการเปรียบเทียบกับ SSD KIOXIA ซีรีส์ LC9 ขนาด 30.72 TB และการใช้พลังงานของเซิร์ฟเวอร์

*คำจำกัดความของความจุ SSD: Kioxia Corporation กำหนดให้กิโลไบต์ (KB) เท่ากับ 1,000 ไบต์ เมกะไบต์ (MB) เท่ากับ 1,000,000 ไบต์ กิกะไบต์ (GB) เท่ากับ 1,000,000,000 ไบต์ เทราไบต์ (TB) เท่ากับ 1,000,000,000,000 ไบต์ เพตาไบต์ (PB) เท่ากับ 1,000,000,000,000,000 ไบต์ และกิบิไบต์ (KiB) เท่ากับ 1,024 ไบต์ อย่างไรก็ตาม ระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์จะรายงานความจุในการจัดเก็บข้อมูลโดยใช้เลขยกกำลังของ 2 สำหรับการกำหนดค่า 1GB = 2^30 ไบต์ = 1,073,741,824 ไบต์ และ 1TB = 2^40 ไบต์ = 1,099,511,627,776 ไบต์ ดังนั้นจึงแสดงความจุในการจัดเก็บข้อมูลที่น้อยกว่า ความจุในการจัดเก็บข้อมูลที่ใช้งานได้ (รวมถึงตัวอย่างไฟล์มีเดียต่างๆ) จะแตกต่างกันไปตามขนาดไฟล์ รูปแบบ การตั้งค่า ซอฟต์แวร์และระบบปฏิบัติการ และ/หรือแอปพลิเคชันซอฟต์แวร์ที่ติดตั้งไว้ล่วงหน้า หรือเนื้อหาของไฟล์มีเดีย ความจุที่จัดรูปแบบแล้วจริงอาจแตกต่างกันไป

*ความจุของหน่วยความจำแฟลชคำนวณได้ดังนี้ 1 เทราบิต (1 Tb) = 1,099,511,627,776 (2^40) บิต และ 1 เทราไบต์ (1 TB) = 1,099,511,627,776 (2^40) ไบต์

*ตัวเลข 2.5 นิ้วนั้นหมายถึงขนาดของ SSD ไม่ใช่ขนาดทางกายภาพทั้งหมด

*Dell Technologies, PowerEdge, Dell และเครื่องหมายการค้าอื่นๆ เป็นเครื่องหมายการค้าของ Dell Inc. หรือบริษัทในเครือ
*NVMe เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนหรือไม่จดทะเบียนของ NVM Express, Inc. ในสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นๆ
*PCIe เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของ PCI-SIG
*ชื่อบริษัท ชื่อผลิตภัณฑ์ และชื่อบริการอื่นๆ อาจเป็นเครื่องหมายการค้าของบริษัทบุคคลที่สาม

เกี่ยวกับ Kioxia
Kioxia เป็นผู้นำระดับโลกด้านโซลูชันหน่วยความจำ ที่ทุ่มเทให้กับการพัฒนา การผลิต และการจำหน่ายหน่วยความจำแฟลชและโซลิดสเตตไดรฟ์ (SSD) ในเดือนเมษายน 2017 Toshiba Memory ซึ่งเป็นชื่อเดิมของบริษัทได้แยกตัวออกมาจาก Toshiba Corporation ซึ่งเป็นบริษัทที่คิดค้นหน่วยความจำแฟลช NAND ในปี 1987 Kioxia มุ่งมั่นที่จะยกระดับโลกด้วย “หน่วยความจำ” โดยนำเสนอผลิตภัณฑ์ บริการ และระบบที่สร้างทางเลือกให้กับลูกค้าและคุณค่าจากหน่วยความจำสำหรับสังคม เทคโนโลยีหน่วยความจำแฟลช 3D ที่เป็นนวัตกรรมของ Kioxia ที่เรียกว่า BiCS FLASH™ กำลังกำหนดอนาคตของการจัดเก็บข้อมูลในแอปพลิเคชันความหนาแน่นสูง รวมถึงสมาร์ทโฟนขั้นสูง พีซี SSD ระบบยานยนต์ ศูนย์ข้อมูล และระบบ AI เชิงสร้างสรรค์

การสอบถามจากลูกค้า:
Kioxia Corporation
สำนักงานขายทั่วโลก
https://www.kioxia.com/en-jp/business/buy/global-sales.html

*ข้อมูลในเอกสารนี้ รวมถึงราคาและข้อมูลจำเพาะของผลิตภัณฑ์ เนื้อหาบริการ และข้อมูลการติดต่อ มีความถูกต้อง ณ วันที่ประกาศ แต่อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260514747522/en

Contacts

การสอบถามข้อมูลสำหรับสื่อ:
Kioxia Corporation
ฝ่ายบริหารการส่งเสริมการขาย
Koji Takahata
โทร.: +81-3-6478-2404

ที่มา: Kioxia Corporation

Mary Kay เปิดตัวโครงการ Global Social Squad เพื่อเสริม ศักยภาพผู้นำด้านความงามดิจิทัลรุ่นใหม่

Logo

โครงการระดับโลกที่เชื่อมโยงครีเอเตอร์รุ่นใหม่กว่า 70 คนในกลุ่มที่ปรึกษาด้านความงามอิสระ เข้ากับการศึกษาด้านดิจิทัล การให้คำปรึกษา และประสบการณ์จริงจากแบรนด์ความงาม

ดัลลัส–(BUSINESS WIRE)–14 พฤษภาคม 2026

Mary Kay Inc. ที่เป็นผู้นำระดับโลกด้านความงามและการเป็นผู้ประกอบการ ได้ประกาศเปิดตัวโครงการนำร่อง Global Social Squad (GSS) ที่เป็นโครงการริเริ่มที่ก้าวล้ำ ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อเสริมศักยภาพให้แก่ที่ปรึกษาด้านความงามอิสระของ Mary Kay (IBC) ในฐานะผู้สนับสนุนแบรนด์ดิจิทัลที่มีพลัง และนักเล่าเรื่องราวบนโซเชียลมีเดียรุ่นใหม่

The Global Social Squad ignites a diverse and talented group of 73 Mary Kay Independent Beauty Consultants with representation across 15 markets in four regions: North America, Asia Pacific, Latin America, and Europe. These digital leaders create engaging, high-quality content, participate in global campaign activations, and share practical social media strategies with their communities and other Independent Beauty Consultants, fuelling both brand relevance and business growth. (Image Courtesy: Mary Kay Inc.)

ทีม Global Social Squad ประกอบด้วยกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านความงามอิสระของ Mary Kay ที่มีความหลากหลายและมากความสามารถจำนวน 73 คน จาก 15 ตลาดในสี่ภูมิภาค ประกอบด้วย อเมริกาเหนือ เอเชียแปซิฟิก ละตินอเมริกา และยุโรป โดยผู้นำด้านดิจิทัลเหล่านี้จะสร้างสรรค์คอนเทนต์คุณภาพสูงที่น่าสนใจ เข้าร่วมกิจกรรมแคมเปญระดับโลก และแบ่งปันกลยุทธ์โซเชียลมีเดียที่ใช้งานได้จริงกับชุมชนของตนและผู้เชี่ยวชาญด้านความงามอิสระคนอื่นๆ ที่จะช่วยเสริมสร้างความเกี่ยวข้องของแบรนด์และส่งเสริมการเติบโตทางธุรกิจได้ (ภาพประกอบ: Mary Kay Inc.)

โครงการนำร่อง Global Social Squad ซึ่งจะเปิดตัวในตลาดที่เลือกไว้ทั่วโลกในปี 2026 ถือเป็นการพัฒนาเชิงกลยุทธ์ในการที่ Mary Kay เชื่อมต่อกับผู้บริโภคและขยายการรับรู้แบรนด์และผลิตภัณฑ์ พร้อมทั้งวางตำแหน่งโอกาสทางธุรกิจของ Mary Kay ในสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เน้นสังคมเป็นหลัก ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล ไทม์ไลน์ และภูมิศาสตร์ต่างๆ

เสริมศักยภาพที่ปรึกษาด้านความงามอิสระเพื่อร่วมสร้างยุคใหม่แห่งความเป็นผู้นำดิจิทัล

ทีม Global Social Squad ได้รวบรวมกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านความงามอิสระของ Mary Kay ที่มีความหลากหลายและมากความสามารถ ที่แสดงให้เห็นถึงความจริงใจ ความคิดสร้างสรรค์ และความเชี่ยวชาญด้านโซเชียลมีเดีย โดยผู้นำด้านดิจิทัลเหล่านี้จะร่วมสร้างสรรค์คอนเทนต์คุณภาพสูงที่น่าสนใจ เข้าร่วมกิจกรรมแคมเปญระดับโลก และแบ่งปันกลยุทธ์โซเชียลมีเดียที่ใช้งานได้จริงกับชุมชนของตนและผู้เชี่ยวชาญด้านความงามอิสระคนอื่นๆ ที่จะช่วยเสริมสร้างความเกี่ยวข้องของแบรนด์และส่งเสริมการเติบโตทางธุรกิจ

“ที่ Mary Kay ผู้มีอิทธิพลของเราคือที่ปรึกษาด้านความงามอิสระของเรา” Tara Eustace ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายโอกาสและการขายของ Mary Kay กล่าว “ในสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับสังคมเป็นอันดับแรก ศักยภาพในการเชื่อมต่อไม่เคยมีมาก่อน โครงการ Mary Kay Global Social Squad นี้จะช่วยเสริมศักยภาพให้ที่ปรึกษาด้านความงามอิสระของเราเป็นผู้นำในพื้นที่ดิจิทัล โดยปลดล็อกพลังแห่งการเล่าเรื่องที่แท้จริงและสร้างความสัมพันธ์ที่มีความหมายกับผู้รักความงามและผู้ประกอบการรุ่นใหม่ทั่วโลก”

เหตุใดเรื่องนี้จึงมีความสำคัญ

โครงการนำร่อง Global Social Squad ได้รับการออกแบบมาเพื่อกระตุ้นและขยายชุมชน Mary Kay ผ่านเครือข่ายผู้นำที่ให้ความสำคัญกับสังคมเป็นอันดับแรก โดย Global Social Squad ของ Mary Kay มีเป้าหมายดังต่อไปนี้

  •  เพิ่มการรับรู้และภาพลักษณ์ของแบรนด์ด้วยเนื้อหาที่ทันสมัยและสอดคล้องกับเทรนด์
  •  กระตุ้นการค้นหาผลิตภัณฑ์ด้วยเนื้อหาที่สร้างโดยผู้ใช้จริง
  •  เสริมสร้างพลังแห่งการเล่าเรื่องทางสังคมและการมีส่วนร่วมกับผู้บริโภคในตลาดทั่วโลก
  • เสริมสร้างการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อนผ่านข้อมูลเชิงลึกจากสื่อสังคมออนไลน์ในโลกแห่งความเป็นจริง
  •  สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นด้วยการนำเสนอโอกาสทางธุรกิจของ Mary Kay

โครงการนำร่องดำเนินการอย่างไร

  • สมาชิก Global Social Squad ทั้ง 73 คน ได้รับการเปิดเผยเมื่อวันศุกร์ที่ 13 มีนาคม โดยมีตัวแทนจาก 15 ตลาดในสี่ภูมิภาค: อเมริกาเหนือ เอเชียแปซิฟิก ละตินอเมริกา และยุโรป
  • สมาชิกจะได้รับสินค้าสุดพิเศษ เข้าร่วมกิจกรรมที่ท้าทายด้านเนื้อหา และการเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาและการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี

แนวทางการทดลองนำร่องที่เน้นเฉพาะจุดนี้จะช่วยให้ Mary Kay สามารถทดสอบ เรียนรู้ และขยายผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีโอกาสขยายไปสู่การเปิดตัวอย่างเต็มรูปแบบในปี 2027 และปีต่อๆ ไป

ด้วยการลงทุนในความเป็นผู้นำด้านดิจิทัลและเสริมศักยภาพชุมชนที่ปรึกษาด้านความงามอิสระทั่วโลกให้ก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่โอกาสต่างๆ นั้นขยายตัวไปพร้อมกับการเข้าถึงทางสังคม ทำให้ Mary Kay มุ่งเน้นสร้างโมเดลที่ยั่งยืนและพร้อมสำหรับอนาคต ซึ่งผสมผสานความเป็นผู้ประกอบการ ความคิดสร้างสรรค์ และการเชื่อมต่อส่วนบุคคลเข้าด้วยกัน

ทำความรู้จักกับกลุ่มโซเชียลมีเดียระดับโลกของ Mary Kay ได้ที่นี่

เกี่ยวกับ Mary Kay

Mary Kay Ash หนึ่งในผู้บุกเบิกการทลายกำแพงทางเพศ ได้ก่อตั้งแบรนด์ความงามในฝันขึ้นในรัฐเท็กซัสในปี 1963 ด้วยเป้าหมายเดียวคือ การยกระดับชีวิตของผู้หญิง ความฝันนั้นได้เบ่งบานเป็นบริษัทระดับโลกที่มีสมาชิกทีมขายอิสระหลายล้านคนใน 40 ตลาดทั่วโลก โดยกว่า 60 ปีที่ผ่านมา โอกาสต่างๆ จาก Mary Kay ได้ช่วยเสริมสร้างพลังให้ผู้หญิงกำหนดอนาคตของตนเองผ่านการศึกษา การให้คำปรึกษา การสนับสนุน และนวัตกรรมต่างๆ โดย Mary Kay นั้นทุ่มเทให้กับการลงทุนในวิทยาศาสตร์เบื้องหลังความงามและการผลิตผลิตภัณฑ์ดูแลผิว เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และน้ำหอมที่ล้ำสมัยต่างๆ ซึ่ง Mary Kay นั้นเชื่อมั่นในการอนุรักษ์โลกของเราเพื่อคนรุ่นหลัง รวมถึงเชื่อมั่นในการปกป้องผู้หญิงที่ได้รับผลกระทบจากโรคมะเร็งและความรุนแรงในครอบครัว และให้การสนับสนุนแก่เยาวชนให้ทำตามความฝันของตนเอง เรียนรู้เพิ่มเติมได้ที่ marykayglobal.com ติดตามเราได้ทาง Facebook, Instagram และ LinkedIn หรือติดตามเราได้ทาง X

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260514978222/en

Contacts

Mary Kay Inc. Corporate Communications
newsroom.marykay.com
972.687.5332 หรือ media@mkcorp.com

ที่มา: Mary Kay Inc.


QAD | Redzone เปิดตัวงาน Champions of Manufacturing Thailand ที่กรุงเทพฯ ที่จุดประกายยุคใหม่ของการผลิตที่ขับเคลื่อนด้วย AI

Logo

อนาคตของการผลิตได้มาถึงเอเชียแปซิฟิกอย่างเป็นทางการแล้ว

กรุงเทพฯ–(BUSINESS WIRE)–15 พฤษภาคม 2026

QAD | Redzone ที่เป็นบริษัทผู้ให้บริการแพลตฟอร์มการผลิตชั้นนำที่ขับเคลื่อนด้วย Agentic AI ในการดำเนินการทำงานและการตัดสินใจทั่วทั้งธุรกิจ ตั้งแต่ระดับปฏิบัติการไปจนถึงระดับผู้บริหาร ได้เปิดตัวงาน Champions of Manufacturing Thailand ที่กรุงเทพฯ ประเทศไทย โดยได้รวบรวมผู้ผลิตที่มีความคิดกล้าหาญที่สุด ผู้ผลิตที่ก้าวกระโดดที่สุด และผู้ผลิตที่นำการเปลี่ยนแปลงที่มีอิทธิพลมากที่สุดในอุตสาหกรรม มาร่วมกันท้าทายธรรมเนียมปฏิบัติและเร่งสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป

งาน Champions of Manufacturing Thailand จัดขึ้นที่ Grande Center Point Terminal 21 ที่เป็นเอกลักษณ์ โดยจะเป็นมากกว่าแค่การประชุมลูกค้า แต่เป็นการประกาศว่าการผลิตได้เข้าสู่ยุคใหม่แล้ว โดยก้าวข้ามผ่านระบบการบันทึกข้อมูลไปสู่ระบบการปฏิบัติ และลดอุปสรรคในการทำงานรวมถึงการตัดสินใจต่างๆ

ภายใต้ธีม “อนาคตของการผลิตเริ่มต้นที่นี่” งานนี้จะมอบประสบการณ์ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้ผลิตหลุดพ้นจากข้อจำกัดของระบบเดิมๆ และก้าวเข้าสู่โมเดลการเติบโตที่รวดเร็ว ชาญฉลาด และปรับตัวได้ดียิ่งขึ้น โดยใช้แพลตฟอร์มอันดับ 1 สำหรับผู้ผลิตเป็นพลังขับเคลื่อน

เนื่องจากการผลิตทั่วโลกกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญ งาน Champions of Manufacturing Thailand จะเน้นย้ำถึงสามเสาหลักที่กำหนดอนาคตของประสิทธิภาพของอุตสาหกรรม ประกอบด้วย

Adaptive ERP: โครงสร้างพื้นฐานการผลิตอัจฉริยะที่สร้างขึ้นเพื่อความเร็วในการใช้งาน การขยายขนาด และผลกระทบที่สามารถวัดได้

Redzone Connected Workforce: พิสูจน์แล้วว่าสามารถปลดล็อกประสิทธิภาพในการผลิต การมีส่วนร่วมของพนักงาน และคุณภาพที่เพิ่มขึ้นโดยตรงในโรงงาน

ChampionAI: เครื่องมือ Agentic AI ที่ช่วยขยายการตัดสินใจของมนุษย์และเร่งการดำเนินการทั่วทั้งโรงงาน

ผู้ผลิตในทุกอุตสาหกรรมต่างกำลังเผชิญกับแรงกดดัน ห่วงโซ่อุปทานที่ยังคงผันผวน การขาดแคลนแรงงานที่ยังคงมีอยู่ ความคาดหวังของลูกค้าก็ยังคงสูงขึ้น รวมถึงข้อกำหนดด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบก็เข้มข้นขึ้น แต่หลายองค์กรยังคงใช้ระบบ ERP ที่สร้างขึ้นสำหรับยุคเก่า ซึ่งไม่สามารถตามทันความเป็นจริงของโรงงานในปัจจุบันได้

โดยงาน Champions of Manufacturing Thailand นั้นจัดขึ้นเพื่อช่วงเวลานี้โดยเฉพาะ

โดยตลอดทั้งงาน ผู้เข้าร่วมงานจะได้สัมผัสโดยตรงว่าผู้ผลิตสามารถเร่งการใช้งาน เสริมศักยภาพทีมงานด่านหน้าด้วยเทคโนโลยีเชื่อมต่อแรงงาน ใช้ประโยชน์จาก AI ในการทำงานซ้ำๆ โดยอัตโนมัติ และปลดล็อกการตัดสินใจแบบเรียลไทม์ในทุกด้านของการดำเนินงาน ห่วงโซ่อุปทาน การเงิน และบริการต่างๆ อย่างไร

นอกจากนี้ งานนี้ยังนำเสนอข้อมูลเชิงลึกจากผู้นำระดับบริหาร รวมถึง Sanjay Brahmawar ซีอีโอ, Sania Khan ผู้จัดการทั่วไปฝ่าย ERP – EMEA & APAC, Chaitanya Josyula ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายผลิตภัณฑ์เทคโนโลยี ERP และ Ahmad Salama  ผู้จัดการทั่วไปของ Redzone – EMEA พร้อมด้วยการสาธิตสดที่แสดงให้เห็นถึงเทคโนโลยีการผลิตยุคใหม่ในทางปฏิบัติ

“การผลิตในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกำลังก้าวไปอย่างรวดเร็วกว่าที่เคย และบริษัทที่พร้อมยอมรับการเปลี่ยนแปลงในตอนนี้ จะเป็นบริษัทที่กำหนดทิศทางในทศวรรษข้างหน้า” Leigh Fletcher รองประธานภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกล่าว “งาน Champions of Manufacturing Thailand นี้มีเป้าหมายเพื่อเสริมศักยภาพให้ผู้ผลิตสามารถปรับปรุงการดำเนินงานได้ทันที สร้างมูลค่าในการดำเนินงานจริง พร้อมทั้งขับเคลื่อนผลกำไรที่วัดผลได้ในด้านประสิทธิภาพและความสม่ำเสมอทั่วทั้งธุรกิจ โดยพลังงาน ความทะเยอทะยาน และนวัตกรรมที่เกิดขึ้นในภูมิภาคนี้เป็นสิ่งที่น่าทึ่งเป็นอย่างมาก และเรารู้สึกตื่นเต้นที่จะได้รวบรวมผู้ผลิตที่พร้อมที่จะเป็นผู้นำ ก้าวไปข้างหน้าด้วยความเร็วระดับแชมเปี้ยน และกำหนดนิยามใหม่ของความเป็นเลิศในการดำเนินงานในยุค AI นี้”

งานนี้จะเน้นย้ำถึงโมเดลการดำเนินงานใหม่สำหรับการผลิตตั้งแต่จากระดับโรงงานไปจนถึงระดับผู้บริหารสูงสุด ที่ซึ่งระบบอัจฉริยะสามารถทำงานควบคู่ไปกับผู้คน การดำเนินงานที่เป็นไปแบบเรียลไทม์ และผู้ผลิตจะได้รับความเร็วและความคล่องตัวที่จำเป็นต่อการเติบโตในโลกที่คาดเดาได้ยากขึ้นเรื่อยๆ

ท้ายที่สุดแล้ว Champions of Manufacturing Thailand คือจุดรวมพลสำหรับผู้ผลิตที่พร้อมจะเป็นผู้นำในยุคอุตสาหกรรมใหม่ ไม่ใช่ผู้ไล่ตาม

เกี่ยวกับ QAD | Redzone

QAD | Redzone กำลังกำหนดนิยามใหม่ของการผลิตและห่วงโซ่อุปทานผ่านแพลตฟอร์มอัจฉริยะที่ปรับตัวได้ โดยเชื่อมโยงผู้คน กระบวนการ และเทคโนโลยีเข้าด้วยกันเป็นระบบการทำงานเดียว ด้วยสามเสาหลักสำคัญ ประกอบด้วย Redzone (การเสริมศักยภาพให้กับบุคลากรด่านหน้า), Adaptive Applications (โครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ) และ ChampionAI (Agentic AI  สำหรับภาคการผลิต) โดย QAD | Redzone จะช่วยให้ผู้ผลิตดำเนินงานด้วยความเร็วระดับแชมเปี้ยน บรรลุผลผลิต ความยืดหยุ่น และการเติบโตที่วัดผลได้ในเวลาเพียง 90 วัน หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม โปรดเยี่ยมชม www.qad.com หรือโทร +1 805-566-6100 ติดตามเราได้บน LinkedInXFacebook และ Instagram

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260514834543/en

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

ติดต่อ

Caleb Finch

ฝ่ายประชาสัมพันธ์

805-566-6100

publicrelations@qad.com

ที่มา: QAD ​​​​| Redzone

The Bangkok Reporter