Modon ร่วมมือกับ Montage Hotels & Resorts เพื่อนำแบรนด์การบริการระดับอัลตร้าลักซ์ชัวรีมาสู่ราส เอล เฮกมา ประเทศอียิปต์

Logo

Montage Ras El Hekma เปิดตัวที่พักอาศัยภายใต้แบรนด์ Montage แห่งแรก เพื่อการซื้อขายที่จุดหมายปลายทางริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ที่เป็นรีสอร์ต Montage แห่งแรกในภูมิภาคนี้อีกด้วย

ราส เอล เฮกมา ประเทศอียิปต์–(BUSINESS WIRE)–17 พฤษภาคม 2026

Modon Holding จากอาบูดาบี และ Montage Hotels & Resorts ประกาศเปิดตัว Montage Ras El Hekma ที่เป็นที่พักตากอากาศแบรนด์เนมแห่งแรกที่เปิดขายในราส เอล เฮกมา บนชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนของอียิปต์ โดยถือเป็นรีสอร์ตแห่งแรกของ Montage ในประเทศอียิปต์ เพื่อสนับสนุนการเติบโตของเมืองที่กำลังเติบโตแห่งนี้ในฐานะศูนย์กลางระดับโลกสำหรับการพักผ่อน ธุรกิจ และการท่องเที่ยว

Modon partners with Montage Hotels & Resorts to bring ultra-luxury hospitality brand to Egypt’s Ras El Hekma (Photo: AETOSWire)

Modon ร่วมมือกับ Montage Hotels & Resorts เพื่อนำแบรนด์โรงแรมและที่พักระดับอัลตร้าลักชัวรีมาสู่ราส เอล เฮกมา ประเทศอียิปต์ (ภาพ: AETOSWire)

โดย Montage Ras El Hekma จะมีห้องพักและห้องสวีทกว่า 200 ห้อง รวมถึงที่พักอาศัย Montage Residences อีก 96 ยูนิต พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกด้านสุขภาพและการพักผ่อนที่ได้รับการคัดสรรมาอย่างดี รวมถึงสระว่ายน้ำริมชายหาด และ Spa Montage ที่มีห้องทรีตเมนต์ 13 ห้อง รวมถึงร้านอาหารอีกหกแห่ง ตลอดจนร้านค้าปลีกและประสบการณ์ต่างๆ ที่เหมาะสำหรับครอบครัว โดยรีสอร์ตแห่งนี้ได้รับการออกแบบมาให้เป็นศูนย์กลางแห่งประสบการณ์ของชุมชนโดยรอบ นอกจากนี้ยังมีพื้นที่จัดกิจกรรม สนามหญ้าและระเบียงกลางแจ้งขนาดใหญ่ รวมถึงคลับเฮาส์สำหรับเจ้าของที่พักโดยเฉพาะ ที่จะช่วยเสริมสร้างบรรยากาศความเป็นส่วนตัวของที่พักอาศัยอีกด้วย

รีสอร์ตแห่งนี้ตั้งอยู่ใจกลางราส เอล เฮกมา โดยจะสร้างสภาพแวดล้อมการอยู่อาศัยที่เน้นการบริการที่ผสมผสานความเป็นเจ้าของส่วนตัวเข้ากับแนวทางอันเป็นเอกลักษณ์ของ Montage ในด้านความหรูหราที่เรียบง่ายและไลฟ์สไตล์ที่ครบครัน ที่นิยามด้วยความสะดวกสบาย ความเป็นส่วนตัว และความประณีต เนื่องจากไม่มีการวางแผนขยายเฟสเพิ่มเติมสำหรับคอลเลกชันนี้ จึงถือเป็นโอกาสสำคัญในการเป็นเจ้าของที่หายากและพิเศษสุดสำหรับที่พักอาศัยเหล่านี้ในทำเลชายฝั่งที่สวยงาม ซึ่งรวมเอาชายฝั่งยาว 2.25 กิโลเมตร สนามกอล์ฟที่ทอดยาว ท่าจอดเรือที่ครบวงจร รวมถึงประสบการณ์การบริการระดับโลกต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน

Bill O’Regan, ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม Modon Holding กล่าวว่า “Montage Hotels & Resorts มีชื่อเสียงในด้านการให้บริการนักเดินทางและเจ้าของบ้านที่มีฐานะ โดยมอบประสบการณ์การเข้าพักที่เหนือระดับ รวมถึงการใช้ชีวิตอย่างมีระดับ ในขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาความเป็นเอกลักษณ์ของสภาพแวดล้อมไว้ โดยแนวคิดนี้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ Modon สำหรับราส เอล เฮกมา เป็นอย่างมาก โดยเรากำลังสร้างจุดหมายปลายทางที่เมดิเตอร์เรเนียนที่โดดเด่น โดยเน้นคุณภาพ ประสบการณ์ และมูลค่าในระยะยาว”

โครงการ Montage Residences Ras El Hekma ประกอบด้วยวิลล่าส่วนตัว 96 หลัง ตั้งอยู่ใน Wadi Yemm ซึ่งเป็นเขตแรกของราส เอล เฮกมา โดยได้รับการออกแบบมาเพื่อเพิ่มพื้นที่ใช้สอย แสงสว่าง ความเป็นส่วนตัว และการเชื่อมต่อการใช้ชีวิตภายในและภายนอกอาคารอย่างราบรื่น โดยมีวิลล่าขนาดสามถึงหกห้องนอนหันหน้าไปทางทะเล เสริมสร้างความเชื่อมโยงอย่างแน่นแฟ้นกับผืนดินและสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติโดยรอบ โดยวิลล่าบางหลังยังมีวิวทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและสนามกอล์ฟระดับแชมเปี้ยนชิปอีกด้วย

Montage Ras El Hekma เป็นการเปิดตัวครั้งแรกของแบรนด์หรูระดับนานาชาติในประเทศและเป็นการเริ่มต้นความร่วมมือที่เพิ่มมากขึ้นระหว่าง Modon และ Montage โดยมีศักยภาพในการร่วมมือกันเพิ่มเติมในจุดหมายปลายทางต่างๆ ของ Modon อีกด้วย โดยโครงการใหม่นี้จะช่วยเสริมพอร์ตโฟลิโอที่มีอยู่ของ Montage Hotels & Resorts ซึ่งประกอบด้วยรีสอร์ตและที่พักอาศัยสุดหรู 6 แห่งในสหรัฐอเมริกาและเม็กซิโก รวมถึงโรงแรมอื่นๆ ที่วางแผนไว้ในบาฮามาส ปุนตา มิตา และวัลเล เด กัวดาลูเป อีกด้วย

Alan J. Fuerstman, ผู้ก่อตั้ง ประธาน และซีอีโอของ Montage International กล่าวว่า “การนำแบรนด์ Montage มาสู่ประเทศอียิปต์ด้วยความร่วมมือกับ Modon ถือเป็นก้าวสำคัญที่น่าตื่นเต้นอย่างแท้จริงในเส้นทางสู่ระดับโลกของเรา โดยราส เอล เฮกมาเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าทึ่ง โดยเป็นมรดกอันล้ำค่า และมีการออกแบบที่พิถีพิถันมาบรรจบกันในแบบที่กำลังนิยามความหรูหราใหม่ตามแนวชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับ Modon เพื่อทำให้วิสัยทัศน์นี้เป็นจริง และเพื่อต่อยอดชื่อเสียงอันโดดเด่นของพวกเขาในการสร้างชุมชนที่มีชีวิตชีวาและมอบประสบการณ์ด้านกีฬาและไลฟ์สไตล์ระดับโลก”

โดย Montage Ras El Hekma เป็นส่วนหนึ่งของแผนแม่บทของราส เอล เฮกมา มูลค่า 35 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นการพัฒนาพื้นที่ 170.8 ล้านตารางเมตร เพื่อเปลี่ยนโฉมชายฝั่งทางเหนือของอียิปต์ให้กลายเป็นเมืองแห่งอนาคตที่คาดว่าจะสามารถดึงดูดการลงทุนได้ถึง 110 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2045 โดยรีสอร์ตและที่พักอาศัยจะตั้งอยู่ใน Wadi Yemm ซึ่งเป็นพื้นที่แรกจาก 17 พื้นที่ตามแผนของราส เอล เฮกมา ที่ได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างอย่างจริงจังแล้ว ในฐานะชุมชนชายฝั่งแบบบูรณาการแห่งแรกของเมือง โครงการนี้จึงเป็นบทเริ่มต้นของวิสัยทัศน์แผนแม่บทที่กว้างขึ้น

นอกจากนี้ Wadi Yemm ยังจะมีสถานที่สำคัญทางวัฒนธรรมหลายแห่งที่จะช่วยกำหนดเอกลักษณ์ของเมืองโดยรวม รวมถึงประภาคารราส เอล เฮกมา และสนามกลางแจ้งที่ออกแบบมาเพื่อรองรับแขกได้มากถึง 10,000 คน สำหรับโปรแกรมกิจกรรมทางวัฒนธรรมและความบันเทิงประจำปีต่างๆ

ราส เอล เฮกมา ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้การเดินทางสะดวกสบายทั้งทางบก ทางทะเล และทางอากาศ ทำให้ประชากรเกือบครึ่งหนึ่งของโลกสามารถเดินทางมายังที่นี่ได้โดยใช้เวลาบินเพียงแค่สี่ชั่วโมง โดยจุดหมายปลายทางนี้ประกอบด้วยสนามบินนานาชาติแห่งใหม่ที่เชื่อมต่อกับเครือข่ายรถไฟความเร็วสูง ทางหลวงสายหลัก และท่าจอดเรือต่างๆ รวมถึงอาคารผู้โดยสารสำหรับเรือสำราญโดยเฉพาะ

ราส เอล เฮกมา นั้นทอดยาวไปตามแนวชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนกว่า 44 กิโลเมตร โดยสามารถมอบประสบการณ์การพักผ่อน การบริการ และวัฒนธรรมที่หลากหลายได้ หัวใจสำคัญของโครงการคือย่านธุรกิจและการเงินใจกลางเมืองที่ได้รับการสนับสนุนจากย่านการศึกษา ที่พักอาศัย และพื้นที่ใช้งานแบบผสมผสาน เพื่อสร้างชุมชนที่มีชีวิตชีวาตลอดทั้งปี

เมื่อโครงการราส เอล เฮกมา เสร็จสมบูรณ์ คาดว่าจะสามารถสร้างรายได้ให้กับ GDP ของอียิปต์ประมาณ 25 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี รวมถึงสามารถสร้างงานได้ประมาณ 750,000 ตำแหน่ง ทำให้โครงการนี้เป็นหนึ่งในโครงการพัฒนาเมืองและการลงทุนที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม ผู้ที่สนใจซื้อสามารถเยี่ยมชม modan.com หรือโทร 800 MODON ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, 7734 ในอียิปต์ หรือ +201122222734 สำหรับการสอบถามจากต่างประเทศ

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Montage Ras El Hekma โปรดเยี่ยมชม www.montage.com และติดตาม @montagehotels และ @montageraselhekma

เกี่ยวกับ Modon

Modon เป็นบริษัทโฮลดิ้งระดับนานาชาติ มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่อาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อาบูดาบี (ADX) โดย Modon เป็นผู้นำด้านนวัตกรรมเมือง การสร้างสรรค์ดีไซน์ และประสบการณ์อันโดดเด่นที่เหนือความคาดหมายอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ การบริการ การบริหารสินทรัพย์และการลงทุน การจัดงาน การจัดเลี้ยง การท่องเที่ยว และโครงสร้างพื้นฐานของเมือง โดยเรากำลังทำให้เมืองต่างๆ มีชีวิตชีวาด้วยการส่งมอบมูลค่าที่ยั่งยืนในระยะยาว

เกี่ยวกับ Montage Hotels & Resorts

Montage Hotels & Resorts คือบริษัทบริหารจัดการธุรกิจโรงแรมและการบริการระดับอัลตร้าลักชัวรี ก่อตั้งโดย Alan J. Fuerstman ออกแบบมาเพื่อให้บริการนักเดินทางและเจ้าของบ้านที่มีฐานะและรสนิยมสูง บริษัทนำเสนอคอลเลกชันโรงแรม รีสอร์ต และที่พักอาศัยที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น โดยแต่ละแห่งของ Montage นั้นจะมอบความสง่างามที่สะดวกสบาย ความรู้สึกและจิตวิญญาณที่เป็นเอกลักษณ์ การบริการที่ไร้ที่ติ และประสบการณ์ด้านอาหาร สปา และไลฟ์สไตล์ที่น่าจดจำ โดยพอร์ตโฟลิโอของโรงแรม รีสอร์ต และที่พักอาศัย ประกอบด้วย Montage Laguna Beach, Montage Deer Valley, Montage Palmetto Bluff, Montage Los Cabos, Montage Healdsburg และ Montage Big Sky และมีจุดหมายปลายทางในอนาคต ได้แก่ Montage Cay, Montage Punta Mita, Montage Valle de Guadalupe และ Montage Ras El Hekma โดย Montage Hotels & Resorts เป็นสมาชิกของ Preferred Hotels & Resorts สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดติดตาม @montagehotels หรือเยี่ยมชม www.montage.com

*ที่มา: AETOSWire

Contacts

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดติดต่อ
press@modon.com โปรดเยี่ยมชม www.modon.com หรือติดตาม

LinkedIn
X
Instagram
Facebook
YouTube

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260517167234/en

ที่มา: Modon Holding

แขกกลุ่มแรกเดินทางมาถึง Four Seasons Resort and Residences Red Sea at Shura Island ตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคม ซึ่งเป็นการเปิดตัวรีสอร์ทร่วมทุนแห่งแรกของ Red Sea Global

Logo

RSG และ Kingdom Holding Company เปิดตัวรีสอร์ทร่วมทุนแห่งแรกที่พัฒนาร่วมกันของ The Red Sea

RIYADH, Saudi Arabia–(BUSINESS WIRE)–19 พฤษภาคม 2026

Red Sea Global (RSG) เป็นนักพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงฟื้นฟู ได้บรรลุเป้าหมายสำคัญ เมื่อ Four Seasons Resort and Residences Red Sea at Shura Island ได้ต้อนรับแขกกลุ่มแรกตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคม ซึ่งนับเป็นรีสอร์ทร่วมทุนที่พัฒนาร่วมกันแห่งแรกในเครือของบริษัทที่เข้าสู่ตลาด

An aerial view of Four Seasons Resort and Residences at Shura Island, set along the shoreline with clear views of the Red Sea.

ภาพถ่ายทางอากาศของ Four Seasons Resort and Residences at Shura Island ซึ่งตั้งอยู่ริมชายฝั่ง มองเห็นวิวของ Red Sea ได้อย่างชัดเจน

การเปิดตัวครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญร่วมกันของทั้งสององค์กร ซึ่งเป็นการพัฒนาร่วมกันกับ Kingdom Holding Company (KHC) และเป็นการเริ่มต้นเฟสใหม่ในรูปแบบการพัฒนาของ RSG โดยเน้นย้ำถึงบทบาทที่เพิ่มขึ้นในความร่วมมือระหว่างภาคสถาบันและภาคเอกชนในการขยายขนาดภาคการท่องเที่ยวระดับหรูของซาอุดีอาระเบีย

“ในขณะเดียวกันกับการเตรียมพร้อมต้อนรับแขกที่ Four Seasons เราก็กำลังขยายขีดความสามารถและข้อเสนอสำหรับจุดหมายปลายทางของ The Red Sea อย่างมีนัยสำคัญ เพื่อให้ทันกับช่วงเวลาการเดินทางที่คึกคักที่สุดช่วงหนึ่งในปฏิทินของเรา” John Pagano ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท Red Sea Global กล่าว

“การเปิดให้จองห้องพักสำหรับโครงการรีสอร์ทร่วมทุนที่พัฒนาร่วมกันแห่งแรกในพอร์ตโฟลิโอของเรา ถือเป็นก้าวสำคัญทางการค้าสำหรับ RSG เช่นกัน แสดงให้เห็นถึงคุณค่าของความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ ความแข็งแกร่งในข้อเสนอการลงทุนของเรา และสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของตลาดที่เพิ่มขึ้นในภาคการท่องเที่ยวของซาอุดีอาระเบีย”

รีสอร์ทมูลค่า 2.6 พันล้านริยาลแห่งนี้ได้รับการพัฒนาผ่านการร่วมทุน 50-50 ระหว่าง RSG และ KHC โดยได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากการกู้ยืมจำนวน 2 พันล้านริยาล (522 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) จาก Riyad Bank

Sarmad Zok, CEO ของ Kingdom Hotel Investments ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ KHC กล่าวว่า “การลงทุนของ Kingdom Holding Company ใน Four Seasons Resort and Residences Red Sea at Shura Island สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของเราในการลงทุนระยะยาวในธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยวให้สอดคล้องกับ Saudi Vision 2030 โครงการพัฒนาที่สำคัญนี้ ร่วมกับ Red Sea Global แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของแหล่งท่องเที่ยวและแรงดึงดูดจากนานาชาติที่เพิ่มขึ้นของตลาดการท่องเที่ยวระดับหรูของซาอุดีอาระเบีย”

Greg Djerejian, หัวหน้ากลุ่มการลงทุนและหัวหน้าฝ่ายกฎหมายของกลุ่มบริษัท Red Sea Global กล่าวเพิ่มเติมว่า “การส่งมอบรีสอร์ทแห่งนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ส่งสัญญาณที่ชัดเจนสู่ตลาดในคุณภาพของโอกาสที่เกิดขึ้นในพอร์ตโฟลิโอของ RSG และความสามารถของเราในการเปลี่ยนความสนใจของนักลงทุนให้เป็นสินทรัพย์ที่ใช้งานได้จริง พร้อมทั้งเสริมสร้างชื่อเสียงของเราในฐานะนักพัฒนาที่ส่งมอบผลงานได้จริง”

Four Seasons Resort and Residences Red Sea at Shura Island นำเสนอสถานที่พักผ่อนอันเงียบสงบ ณ ปลายสุดด้านตะวันออกอันห่างไกลของเกาะ ผสานความหรูหราที่ผ่อนคลาย บริการที่เอาใจใส่ และประสบการณ์สำหรับทุกคนในครอบครัว รีสอร์ทแห่งนี้ล้อมรอบด้วยน้ำทะเลใสสะอาดถึงสามด้าน และมีห้องพัก 149 ห้อง และ Resort Residences 31 หลัง ที่เปิดรับธรรมชาติอย่างเต็มที่ ผู้เข้าพักสามารถเพลิดเพลินกับตัวเลือกการรับประทานอาหารที่หลากหลาย ตั้งแต่บริการอาหารตลอดวันและอาหารมังสวิรัติที่ร้าน Sea Green อาหาร Levantine ที่ร้าน Al Forn ไปจนถึงอาหารอิตาเลียน al fresco ที่ Spiaggia Restaurant and Pool สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการผจญภัย มีกีฬาทางน้ำหลากหลายประเภทให้เลือก ขณะที่ผู้เข้าพักรุ่นเยาว์สามารถเพลิดเพลินกับโปรแกรมสำหรับเด็กและวัยรุ่นที่จัดเตรียมไว้เป็นอย่างดี

รีสอร์ทแห่งนี้ดำเนินงานตามหลักการท่องเที่ยวเชิงฟื้นฟูของ RSG โดยใช้พลังงานหมุนเวียนอย่างเต็มรูปแบบ และได้รับการสนับสนุนจากระบบการจัดการน้ำและของเสียที่ทันสมัย ​​ซึ่งออกแบบมาเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้เหลือน้อยที่สุด พร้อมทั้งสนับสนุนเป้าหมายการอนุรักษ์ในระยะยาว

ความสำเร็จนี้เกิดขึ้นในขณะที่ RSG กำลังขยายขีดความสามารถด้านการบริการและการบินที่ The Red Sea โดยมีอัตราการเข้าพักสูงถึง 82% ในช่วง 10 วันสุดท้ายของเดือนรอมฎอน และคาดว่าความต้องการจะเพิ่มสูงขึ้นอีกก่อนเทศกาล Eid Al-Adha เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น RSG จึงเพิ่มเที่ยวบินอีก 32 เที่ยวบินไปยัง Red Sea International Airport (RSI) ในช่วงวันหยุดยาวนี้

ปัจจุบัน The Red Sea มีโรงแรมเปิดให้บริการแล้ว 11 แห่ง และมีรีสอร์ทอีก 6 แห่งที่วางแผนจะเปิดให้บริการบน Shura Island ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

เกี่ยวกับ Red Sea Global

Red Sea Global (RSG – www.redseaglobal.com) เป็นบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจรที่มีพอร์ตโฟลิโอหลากหลายในด้านการท่องเที่ยว ที่อยู่อาศัย ประสบการณ์ โครงสร้างพื้นฐาน การขนส่ง การดูแลสุขภาพ และบริการต่างๆ ซึ่งรวมถึงแหล่งท่องเที่ยวเชิงฟื้นฟูระดับหรูอย่าง The Red Sea ที่เริ่มเปิดให้บริการในปี 2023 และ AMAALA ที่ยังคงดำเนินการตามแผนที่จะเปิดรับแขกกลุ่มแรกในปีนี้

รีสอร์ทแห่งที่สามคือ Thuwal Private Retreat ซึ่งเปิดให้บริการในปี 2024 นอกจากนี้ RSG ยังได้รับมอบหมายให้ดำเนินการปรับปรุงสนามบิน Al Wajh โดยเน้นที่การยกระดับอาคารผู้โดยสารและโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่เดิม รวมถึงการสร้างอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศแห่งใหม่

RSG เป็นบริษัทในเครือ PIF และเป็นรากฐานสำคัญของความมุ่งมั่นของซาอุดีอาระเบียในการกระจายความหลากหลายทางเศรษฐกิจ ด้วยพอร์ตโฟลิโอที่กำลังเติบโตของจุดหมายปลายทาง บริษัทในเครือ และธุรกิจต่างๆ โดย RSG มุ่งมั่นที่จะนำโลกไปสู่อนาคตที่ยั่งยืนยิ่งขึ้น โดยแสดงให้เห็นว่าการพัฒนาอย่างมีความรับผิดชอบสามารถยกระดับชุมชน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และปรับปรุงสิ่งแวดล้อมได้อย่างไร

เกี่ยวกับ The Red Sea

The Red Sea เป็นจุดหมายปลายทางบุกเบิกบนชายฝั่งตะวันตกของซาอุดีอาระเบีย เชิญชวนแขกผู้มาเยือนให้สัมผัสกับสถานที่ที่มีความงามทางธรรมชาติอันน่าทึ่งบนพื้นที่กว่า 28,000 ตารางกิโลเมตร และหมู่เกาะบริสุทธิ์กว่า 90 เกาะที่ล้อมรอบด้วยทะเลทรายและภูเขา เปิดให้บริการตั้งแต่ปี 2023 The Red Sea ยินดีต้อนรับแขกผู้มาเยือนสู่รีสอร์ทระดับโลกที่กำลังเติบโต ซึ่งดำเนินการโดยแบรนด์โรงแรมที่มีชื่อเสียงระดับโลกและ Red Sea Global สำหรับ Shura Island ซึ่งเป็นหัวใจของจุดหมายปลายทาง เริ่มต้อนรับแขกผู้มาเยือนในปี 2025 และปัจจุบันมีรีสอร์ทเปิดให้บริการแล้ว 5 แห่ง โดยมีแผนที่จะสร้างรีสอร์ททั้งหมด 11 แห่งบนเกาะแห่งนี้ เกาะแห่งนี้จะเปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบในปี 2026 ประสบการณ์ที่เป็นเอกลักษณ์ รวมถึงกีฬาทางน้ำและทางบกที่ตื่นเต้นเร้าใจ ไปจนถึงการผจญภัยทางวัฒนธรรมและธรรมชาติ ซึ่งจัดโดยแบรนด์ WAMA (บนน้ำ), Galaxea (ใต้น้ำ) และ Akun (บนบก)

Red Sea International Airport (RSI) มอบประสบการณ์การเดินทางที่ราบรื่น พร้อมการออกแบบที่ได้รับแรงบันดาลใจจากทะเลทราย โอเอซิส และทะเล ใช้เวลาบินเพียง 3 ชั่วโมงสำหรับประชากร 250 ล้านคน และ 8 ชั่วโมงสำหรับ 85% ของประชากรโลก ปัจจุบัน RSI มีเที่ยวบินประจำจาก Riyadh, Jeddah, Doha, Milan และ Dubai และกำลังจะเปิดเส้นทางบินระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศเพิ่มเติมในเร็วๆ นี้

โครงการนี้เป็นโครงการที่ได้รับการพัฒนาโดย Red Sea Global (RSG) ซึ่งเป็นผู้พัฒนาโครงการหลากหลายประเภทที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างมีความรับผิดชอบและยั่งยืน พร้อมทั้งเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และชุมชน เราจึงจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวไม่เกิน 1 ล้านคนต่อปีที่ The Red Sea และ 500,000 คนที่ AMAALA เพื่อปกป้องระบบนิเวศที่เปราะบาง โดยโครงการนี้ใช้พลังงานหมุนเวียน 100% พร้อมตั้งเป้าหมายผลประโยชน์ด้านการอนุรักษ์สุทธิ 30% ภายในปี 2040

เกี่ยวกับ Four Seasons Resort and Residences Red Sea at Shura Island

ในฐานะที่เป็นผู้นำด้านโรงแรมหรูระดับโลก ปัจจุบัน Four Seasons Hotels and Resorts มีการบริหารจัดการโรงแรม 136 แห่งใน 47 ประเทศ Four Seasons Resort and Residences Red Sea at Shura Island เปิดให้จองตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 พร้อมมอบประสบการณ์การพักผ่อนที่หลากหลายไร้ขีดจำกัด และบริการที่เป็นส่วนตัวและเอาใจใส่ตามความคาดหวังของแขก Four Seasons ทั่วโลก สามารถรับชมข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Four Seasons Resort and Residences Red Sea at Shura Island ได้จากเว็บไซต์ของเราที่: https://www.fourseasons.com/redseashuraisland/ สามารถรับข่าวสารได้จาก Press Room ที่: https://press.fourseasons.com/redseashuraisland/

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260518349628/en

Contacts

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม โปรดติดต่อ:
Jack Williams ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการองค์กร
มือถือ: +966 55 925 6816
อีเมล: Jack.Williams@RedSeaGlobal.com

ที่มา: Red Sea Global



Gradiant ประกาศระดมทุนรอบ Series E ด้วยมูลค่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเร่งการขยายตัวในด้าน AI เซมิคอนดักเตอร์ และโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำสำหรับภาคอุตสาหกรรม

Logo

เงินลงทุนใหม่นี้จะสนับสนุนการควบรวมกิจการเชิงกลยุทธ์ การวิจัยและพัฒนาในรุ่นต่อไป รวมถึงความพร้อมในการเสนอขายหุ้น IPO เนื่องจาก Gradiant กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วเป็นประวัติการณ์ โดยได้รับแรงหนุนจากโครงสร้างพื้นฐาน AI และการผลิตขั้นสูง

บอสตัน–(BUSINESS WIRE)–18 พฤษภาคม 2026

Gradiant ประกาศปิดการระดมทุนรอบ Series E ในวันนี้ โดยมีมูลค่าบริษัทอยู่ที่ 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ การระดมทุนครั้งนี้นำโดย Safar Partners และ Hostplus Superannuation Fund โดยมี ClearVision Ventures และนักลงทุนระดับโลกรายอื่นๆ ร่วมลงทุนด้วย

การระดมทุนครั้งนี้จะสนับสนุนการขยายธุรกิจไปทั่วโลกอย่างต่อเนื่องของ Gradiant รวมถึงการเข้าซื้อกิจการเชิงกลยุทธ์ การเร่งการวิจัยและพัฒนา และการลงทุนในระดับการดำเนินงาน รวมถึงความพร้อมในการเสนอขายหุ้น IPO โดยการประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางแรงผลักดันทางการค้าที่ไม่เคยมีมาก่อนสำหรับ Gradiant ซึ่งได้รับแรงหนุนจากการเติบโตอย่างรวดเร็วในโครงสร้างพื้นฐาน AI การผลิตเซมิคอนดักเตอร์ และอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญต่อภารกิจอื่นๆ ที่ต้องใช้โซลูชันน้ำขั้นสูง

Gradiant กำลังประสบกับงานในมือที่ใหญ่ที่สุดและไปป์ไลน์ที่แข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัท ด้วยการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญทั่วทั้งศูนย์ข้อมูล โรงงานเซมิคอนดักเตอร์ และพลังงาน ในขณะที่ธุรกิจของบริษัทในด้านอาหารและเครื่องดื่ม ยา ปิโตรเคมี เหมืองแร่ และพลังงานยังคงแข็งแกร่ง เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐาน AI ขยายขนาดด้วยความเร็วเป็นประวัติการณ์ น้ำจึงกลายเป็นข้อจำกัดสำคัญประการหนึ่งต่อการเติบโต ความน่าเชื่อถือ และความยั่งยืน

เทคโนโลยีที่เป็นกรรมสิทธิ์ของ Gradiant ซึ่งขับเคลื่อนโดยแพลตฟอร์ม AI ดิจิทัล จะช่วยให้ลูกค้าในอุตสาหกรรมสำคัญของโลกสามารถจัดหาน้ำได้อย่างปลอดภัย เพิ่มการใช้น้ำซ้ำได้สูงสุด ลดการปล่อยน้ำเสีย และลดการใช้พลังงานในการดำเนินงานที่ใช้น้ำมากที่สุดในโลก โดยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา Gradiant ได้กลายเป็นหนึ่งในบริษัทที่เติบโตเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ของอุตสาหกรรมน้ำ โดยได้รับแรงหนุนจากกลุ่มเทคโนโลยีที่แตกต่าง รูปแบบการดำเนินการแบบบูรณาการในแนวดิ่ง และความเป็นผู้นำที่ไม่เหมือนใคร

“AI กำลังเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจโลก แต่เบื้องหลังชิปทุกตัวและศูนย์ข้อมูลทุกแห่งนั้น มีความต้องการน้ำมหาศาลและเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง” Anurag Bajpayee ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานกรรมการบริหารของ Gradiant กล่าว “Gradiant อยู่ใจกลางของการเปลี่ยนแปลงนี้ เราแก้ปัญหาความท้าทายด้านน้ำที่สำคัญที่สุดของโลก และช่วยให้อุตสาหกรรมที่จำเป็นเติบโตได้อย่างน่าเชื่อถือและยั่งยืน เงินทุนใหม่นี้ทำให้เรามีศักยภาพมากขึ้นในการขยายธุรกิจได้เร็วขึ้น เพิ่มการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา และสร้างบริษัทด้านน้ำชั้นนำแห่งยุค AI ต่อไป”

“การบรรจบกันของโครงสร้างพื้นฐาน AI, การเติบโตของการผลิตเซมิคอนดักเตอร์, ความยั่งยืนทางอุตสาหกรรม และการขาดแคลนน้ำ กำลังสร้างโอกาสครั้งสำคัญในรอบหลายสิบปี” David Elia ซีอีโอของ Hostplus Superannuation Fund กล่าว “เรารู้สึกตื่นเต้นที่จะสนับสนุน Gradiant ตลอดการเติบโตระยะต่อไป โดยต่อยอดจากความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีที่แข็งแกร่ง ความสามารถในการดำเนินงานที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว และโมเมนตัมของตลาดที่แข็งแกร่ง”

“Gradiant เป็นบริษัทด้านน้ำเพียงแห่งเดียวที่มีเทคโนโลยีที่แตกต่างอย่างแท้จริง ดำเนินงานอย่างมีผลกำไรและอยู่ในระดับสเกลที่ใหญ่ โดยให้บริการแก่บริษัทขนาดใหญ่และสำคัญที่สุดของโลกหลายแห่ง” Nader Motamedy กรรมการผู้จัดการของ Safar Partners กล่าว “เรารู้สึกภาคภูมิใจที่ได้เป็นพันธมิตรกับ Gradiant ในขณะที่บริษัทกำลังก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในบริษัทเทคโนโลยีอุตสาหกรรมที่สำคัญที่สุดของโลก”

เกี่ยวกับ Gradiant

Gradiant คือบริษัทด้านน้ำที่แตกต่างออกไป ด้วยชุดโซลูชันด้านน้ำและน้ำเสียแบบครบวงจรที่แตกต่างและเป็นกรรมสิทธิ์เฉพาะ ซึ่งขับเคลื่อนโดยผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำชั้นนำ บริษัทให้บริการแก่ภาคอุตสาหกรรมที่สำคัญของโลก รวมถึงเซมิคอนดักเตอร์ ศูนย์ข้อมูล พลังงานหมุนเวียน อาหารและเครื่องดื่ม ปิโตรเคมีภัณฑ์ ยา เหมืองแร่ และแร่ธาตุสำคัญต่างๆ บริษัทก่อตั้งขึ้นที่ MIT และมีสำนักงานใหญ่ในบอสตัน โดย Gradiant ได้พัฒนาพอร์ตโฟลิโอเทคโนโลยีที่แตกต่างและครอบคลุมที่สุดแห่งหนึ่งในอุตสาหกรรม ที่สามารถช่วยลดการใช้น้ำและการปล่อยน้ำเสียได้ โดยนำทรัพยากรที่มีค่ากลับมาใช้ใหม่ และเปลี่ยนน้ำเสียให้เป็นน้ำจืด เรียนรู้เพิ่มเติมได้ที่www.gradiant.com

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260518135237/en

Contacts

ผู้ติดต่อสำหรับองค์กร
Felix Wang
หัวหน้าฝ่ายการตลาดระดับโลกของ Gradient
fwang@gradiant.com

ที่มา: Gradiant

Kioxia และ Dell Technologies เป็นสองบริษัทแรกที่ส่งมอบเซิร์ฟเวอร์ความหนาแน่นสูงพร้อมหน่วยความจำแฟลชขนาด 9.8 เพตาไบต์

Logo

เซิร์ฟเวอร์ Dell PowerEdge R7725xd พร้อม SSD KIOXIA ซีรีส์ LC9 ขนาด 245.76 TB จำนวน 40 ตัว ได้สร้างมาตรฐานใหม่ด้านความหนาแน่นของการจัดเก็บข้อมูลในเซิร์ฟเวอร์ 2U

โตเกียว–(BUSINESS WIRE)–15 พฤษภาคม 2026

Kioxia Corporation ที่เป็นบริษัทชั้นนำระดับโลกด้านโซลูชันหน่วยความจำ ประกาศความก้าวหน้าครั้งสำคัญในโครงสร้างพื้นฐานการจัดเก็บข้อมูลความหนาแน่นสูง โดยร่วมมือกับ Dell Technologies เพื่อส่งมอบเซิร์ฟเวอร์ 2U ที่สามารถขยายขนาดได้ถึง(1) 9.8 เพตาไบต์ (PB) ของหน่วยความจำแฟลช ด้วยการผสานรวมเซิร์ฟเวอร์ Dell PowerEdge™ R7725xd กับโปรเซสเซอร์ AMD EPYC™ และ SSD NVMe™ KIOXIA ซีรีส์ LC9 E3.L ขนาด 245.76 เทราไบต์ (TB) จำนวน 40 ตัว โดยทั้งสองบริษัทกำลังสร้างแพลตฟอร์มที่ได้รับการปรับแต่งเพื่อการจัดเก็บข้อมูลระดับใหม่ ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของ AI, ดาต้าเลคขนาดใหญ่ และเวิร์กโหลดระดับองค์กรที่ต้องใช้ข้อมูลจำนวนมาก

KIOXIA LC9 Series 245.76 TB High-density Enterprise SSD

SSD ระดับองค์กร KIOXIA ซีรีส์ LC9 ความหนาแน่นสูง 245.76 TB

Dell Technologies และ Kioxia มีประวัติความร่วมมือกันมาอย่างยาวนานในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ปรับขนาดได้สำหรับแอปพลิเคชันที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล โดยความสำเร็จครั้งล่าสุดนี้ได้ช่วยเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นร่วมกันในการพัฒนาสถาปัตยกรรมความหนาแน่นสูงที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดการใช้พลังงาน และเพิ่มประสิทธิภาพของศูนย์ข้อมูลให้สูงสุด

“เมื่อเวิร์คโหลด AI มีความต้องการสูงขึ้น โครงสร้างพื้นฐานที่รองรับก็ต้องพัฒนาตามให้ทัน” Arun Narayanan รองประธานอาวุโส ฝ่ายประมวลผลและเครือข่ายของ Dell Technologies กล่าว “Dell PowerEdge R7725xd เมื่อผนวกกับ SSD ระดับองค์กรความจุสูงของ KIOXIA จะช่วยมอบความหนาแน่นในการจัดเก็บข้อมูลและประสิทธิภาพการใช้พลังงานที่ลูกค้าของเราต้องการ เพื่อขยายโครงสร้างพื้นฐาน AI โดยไม่ลดทอนประสิทธิภาพ”

เซิร์ฟเวอร์ Dell PowerEdge R7725xd ได้รับการสร้างขึ้นมาเพื่อรองรับงาน AI และงานที่เน้นข้อมูลในยุคปัจจุบัน โดยผสานรวมพื้นที่จัดเก็บข้อมูลความหนาแน่นสูงเข้ากับพลังการประมวลผลอันทรงพลัง โดยการกำหนดค่าพื้นที่จัดเก็บข้อมูลแบบระบายความร้อนด้วยอากาศที่ยืดหยุ่นนี้จะช่วยเสริมเซิร์ฟเวอร์ที่รองรับ GPU สนับสนุนการจัดการข้อมูล AI และการเทรนโมเดลโดยมอบความจุในการจัดเก็บข้อมูลขนาดใหญ่ตลอดวงจรชีวิตของ AI ซึ่งระบบเหล่านี้สามารถรองรับ NIC สูงสุด 5x 400 Gbps ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเติมและเคลื่อนย้ายข้อมูลผ่านไปป์ไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยในท้ายที่สุดแล้ว สามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลได้อย่างเต็มที่ เมื่อจับคู่กับ SSD KIOXIA ซีรีส์ LC9 ขนาด 245.76 TB โดยระบบเหล่านี้จะมอบโซลูชันที่มีความจุสูงและประหยัดพลังงาน ที่สามารถช่วยลด TCO (ต้นทุนรวมในการเป็นเจ้าของ) และพื้นที่ในศูนย์ข้อมูลได้

SSD ซีรีส์ LC9 จาก KIOXIA มอบพื้นที่จัดเก็บข้อมูลแบบแฟลชสูงสุดถึง 245.76 TB พร้อมประสิทธิภาพ PCIe® 5.0 ในหลากหลายขนาด รวมถึง 2.5 นิ้ว, E3.S และ E3.L(2) ในฐานะที่เป็น(3) SSD NVMe ความจุระดับนี้รุ่นแรกของอุตสาหกรรมที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการของสภาพแวดล้อม generative AI ทำให้ KIOXIA ซีรีส์ LC9 เป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับ SSD ความจุ 30.72 TB ที่ใช้กันทั่วไป การกำหนดค่าที่เทียบเท่ากันที่ 9.8 PB จะต้องใช้เซิร์ฟเวอร์เพิ่มอีกเจ็ดเครื่องที่มีไดรฟ์เพิ่มอีก 280 ตัว ส่งผลให้สิ้นเปลืองพลังงานมากกว่าถึง 8 เท่า(4) และใช้พื้นที่ในแร็คมากขึ้น ส่งผลให้มีการใช้พื้นที่และพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยให้องค์กรต่างๆ สามารถขยายโครงสร้างพื้นฐาน AI ได้โดยไม่ต้องขยายพื้นที่ทางกายภาพหรือการใช้พลังงาน

“การผสานรวมระหว่างเซิร์ฟเวอร์ Dell PowerEdge R7725xd และ SSD ระดับองค์กร KIOXIA ซีรีส์ LC9 ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของความหนาแน่นสูงเท่านั้น แต่ยังเป็นการเปลี่ยนแปลงวิธีการออกแบบโครงสร้างพื้นฐาน AI อีกด้วย” Akihiro Kimura ผู้บริหารด้านเทคโนโลยีฝ่าย SSD ของ Kioxia Corporation กล่าว “ลูกค้าจะสามารถใช้งานสตรีมข้อมูลขนาดใหญ่ ขยายขนาดดาต้าเลคได้อย่างง่ายดาย และสามารถจัดการการสำรองข้อมูลขนาดใหญ่ได้ในพื้นที่ใช้งานที่ลดลง ที่จะช่วยปรับปรุงต้นทุนรวมในการเป็นเจ้าของ (TCO) ให้ดีขึ้นไปอีกระดับ”

โซลูชันนี้แสดงให้เห็นว่านวัตกรรมด้านการประมวลผลและการจัดเก็บข้อมูลที่ผสานรวมอย่างแน่นหนา สามารถปลดล็อกประสิทธิภาพใหม่ๆ สำหรับสภาพแวดล้อมระดับองค์กรและไฮเปอร์สเกลได้อย่างไร ด้วยการมอบความหนาแน่นสูงสุดโดยไม่ลดทอนประสิทธิภาพหรือการประหยัดพลังงาน โดย Kioxia และ Dell Technologies กำลังช่วยให้องค์กรต่างๆ สามารถปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานให้ทันสมัยเพื่อรองรับการเติบโตของข้อมูลและการนำ AI มาใช้ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

หมายเหตุ:
(1) ข้อมูล ณ วันที่ 15 พฤษภาคม 2026 อ้างอิงจากผลสำรวจของ Kioxia
(2) ความจุ 245.76 TB มีให้เลือกเฉพาะในรูปแบบ E3.L เท่านั้น ส่วนรูปแบบ 2.5 นิ้ว และ E3.S รองรับความจุได้สูงสุดถึง 122.88 TB
(3) ข้อมูล ณ วันที่ 21 กรกฎาคม 2025 อ้างอิงจากผลสำรวจของ Kioxia
(4) ข้อมูล ณ วันที่ 15 พฤษภาคม 2026 อ้างอิงจากการเปรียบเทียบกับ SSD KIOXIA ซีรีส์ LC9 ขนาด 30.72 TB และการใช้พลังงานของเซิร์ฟเวอร์

*คำจำกัดความของความจุ SSD: Kioxia Corporation กำหนดให้กิโลไบต์ (KB) เท่ากับ 1,000 ไบต์ เมกะไบต์ (MB) เท่ากับ 1,000,000 ไบต์ กิกะไบต์ (GB) เท่ากับ 1,000,000,000 ไบต์ เทราไบต์ (TB) เท่ากับ 1,000,000,000,000 ไบต์ เพตาไบต์ (PB) เท่ากับ 1,000,000,000,000,000 ไบต์ และกิบิไบต์ (KiB) เท่ากับ 1,024 ไบต์ อย่างไรก็ตาม ระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์จะรายงานความจุในการจัดเก็บข้อมูลโดยใช้เลขยกกำลังของ 2 สำหรับการกำหนดค่า 1GB = 2^30 ไบต์ = 1,073,741,824 ไบต์ และ 1TB = 2^40 ไบต์ = 1,099,511,627,776 ไบต์ ดังนั้นจึงแสดงความจุในการจัดเก็บข้อมูลที่น้อยกว่า ความจุในการจัดเก็บข้อมูลที่ใช้งานได้ (รวมถึงตัวอย่างไฟล์มีเดียต่างๆ) จะแตกต่างกันไปตามขนาดไฟล์ รูปแบบ การตั้งค่า ซอฟต์แวร์และระบบปฏิบัติการ และ/หรือแอปพลิเคชันซอฟต์แวร์ที่ติดตั้งไว้ล่วงหน้า หรือเนื้อหาของไฟล์มีเดีย ความจุที่จัดรูปแบบแล้วจริงอาจแตกต่างกันไป

*ความจุของหน่วยความจำแฟลชคำนวณได้ดังนี้ 1 เทราบิต (1 Tb) = 1,099,511,627,776 (2^40) บิต และ 1 เทราไบต์ (1 TB) = 1,099,511,627,776 (2^40) ไบต์

*ตัวเลข 2.5 นิ้วนั้นหมายถึงขนาดของ SSD ไม่ใช่ขนาดทางกายภาพทั้งหมด

*Dell Technologies, PowerEdge, Dell และเครื่องหมายการค้าอื่นๆ เป็นเครื่องหมายการค้าของ Dell Inc. หรือบริษัทในเครือ
*NVMe เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนหรือไม่จดทะเบียนของ NVM Express, Inc. ในสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นๆ
*PCIe เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของ PCI-SIG
*ชื่อบริษัท ชื่อผลิตภัณฑ์ และชื่อบริการอื่นๆ อาจเป็นเครื่องหมายการค้าของบริษัทบุคคลที่สาม

เกี่ยวกับ Kioxia
Kioxia เป็นผู้นำระดับโลกด้านโซลูชันหน่วยความจำ ที่ทุ่มเทให้กับการพัฒนา การผลิต และการจำหน่ายหน่วยความจำแฟลชและโซลิดสเตตไดรฟ์ (SSD) ในเดือนเมษายน 2017 Toshiba Memory ซึ่งเป็นชื่อเดิมของบริษัทได้แยกตัวออกมาจาก Toshiba Corporation ซึ่งเป็นบริษัทที่คิดค้นหน่วยความจำแฟลช NAND ในปี 1987 Kioxia มุ่งมั่นที่จะยกระดับโลกด้วย “หน่วยความจำ” โดยนำเสนอผลิตภัณฑ์ บริการ และระบบที่สร้างทางเลือกให้กับลูกค้าและคุณค่าจากหน่วยความจำสำหรับสังคม เทคโนโลยีหน่วยความจำแฟลช 3D ที่เป็นนวัตกรรมของ Kioxia ที่เรียกว่า BiCS FLASH™ กำลังกำหนดอนาคตของการจัดเก็บข้อมูลในแอปพลิเคชันความหนาแน่นสูง รวมถึงสมาร์ทโฟนขั้นสูง พีซี SSD ระบบยานยนต์ ศูนย์ข้อมูล และระบบ AI เชิงสร้างสรรค์

การสอบถามจากลูกค้า:
Kioxia Corporation
สำนักงานขายทั่วโลก
https://www.kioxia.com/en-jp/business/buy/global-sales.html

*ข้อมูลในเอกสารนี้ รวมถึงราคาและข้อมูลจำเพาะของผลิตภัณฑ์ เนื้อหาบริการ และข้อมูลการติดต่อ มีความถูกต้อง ณ วันที่ประกาศ แต่อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260514747522/en

Contacts

การสอบถามข้อมูลสำหรับสื่อ:
Kioxia Corporation
ฝ่ายบริหารการส่งเสริมการขาย
Koji Takahata
โทร.: +81-3-6478-2404

ที่มา: Kioxia Corporation

Mary Kay เปิดตัวโครงการ Global Social Squad เพื่อเสริม ศักยภาพผู้นำด้านความงามดิจิทัลรุ่นใหม่

Logo

โครงการระดับโลกที่เชื่อมโยงครีเอเตอร์รุ่นใหม่กว่า 70 คนในกลุ่มที่ปรึกษาด้านความงามอิสระ เข้ากับการศึกษาด้านดิจิทัล การให้คำปรึกษา และประสบการณ์จริงจากแบรนด์ความงาม

ดัลลัส–(BUSINESS WIRE)–14 พฤษภาคม 2026

Mary Kay Inc. ที่เป็นผู้นำระดับโลกด้านความงามและการเป็นผู้ประกอบการ ได้ประกาศเปิดตัวโครงการนำร่อง Global Social Squad (GSS) ที่เป็นโครงการริเริ่มที่ก้าวล้ำ ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อเสริมศักยภาพให้แก่ที่ปรึกษาด้านความงามอิสระของ Mary Kay (IBC) ในฐานะผู้สนับสนุนแบรนด์ดิจิทัลที่มีพลัง และนักเล่าเรื่องราวบนโซเชียลมีเดียรุ่นใหม่

The Global Social Squad ignites a diverse and talented group of 73 Mary Kay Independent Beauty Consultants with representation across 15 markets in four regions: North America, Asia Pacific, Latin America, and Europe. These digital leaders create engaging, high-quality content, participate in global campaign activations, and share practical social media strategies with their communities and other Independent Beauty Consultants, fuelling both brand relevance and business growth. (Image Courtesy: Mary Kay Inc.)

ทีม Global Social Squad ประกอบด้วยกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านความงามอิสระของ Mary Kay ที่มีความหลากหลายและมากความสามารถจำนวน 73 คน จาก 15 ตลาดในสี่ภูมิภาค ประกอบด้วย อเมริกาเหนือ เอเชียแปซิฟิก ละตินอเมริกา และยุโรป โดยผู้นำด้านดิจิทัลเหล่านี้จะสร้างสรรค์คอนเทนต์คุณภาพสูงที่น่าสนใจ เข้าร่วมกิจกรรมแคมเปญระดับโลก และแบ่งปันกลยุทธ์โซเชียลมีเดียที่ใช้งานได้จริงกับชุมชนของตนและผู้เชี่ยวชาญด้านความงามอิสระคนอื่นๆ ที่จะช่วยเสริมสร้างความเกี่ยวข้องของแบรนด์และส่งเสริมการเติบโตทางธุรกิจได้ (ภาพประกอบ: Mary Kay Inc.)

โครงการนำร่อง Global Social Squad ซึ่งจะเปิดตัวในตลาดที่เลือกไว้ทั่วโลกในปี 2026 ถือเป็นการพัฒนาเชิงกลยุทธ์ในการที่ Mary Kay เชื่อมต่อกับผู้บริโภคและขยายการรับรู้แบรนด์และผลิตภัณฑ์ พร้อมทั้งวางตำแหน่งโอกาสทางธุรกิจของ Mary Kay ในสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เน้นสังคมเป็นหลัก ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล ไทม์ไลน์ และภูมิศาสตร์ต่างๆ

เสริมศักยภาพที่ปรึกษาด้านความงามอิสระเพื่อร่วมสร้างยุคใหม่แห่งความเป็นผู้นำดิจิทัล

ทีม Global Social Squad ได้รวบรวมกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านความงามอิสระของ Mary Kay ที่มีความหลากหลายและมากความสามารถ ที่แสดงให้เห็นถึงความจริงใจ ความคิดสร้างสรรค์ และความเชี่ยวชาญด้านโซเชียลมีเดีย โดยผู้นำด้านดิจิทัลเหล่านี้จะร่วมสร้างสรรค์คอนเทนต์คุณภาพสูงที่น่าสนใจ เข้าร่วมกิจกรรมแคมเปญระดับโลก และแบ่งปันกลยุทธ์โซเชียลมีเดียที่ใช้งานได้จริงกับชุมชนของตนและผู้เชี่ยวชาญด้านความงามอิสระคนอื่นๆ ที่จะช่วยเสริมสร้างความเกี่ยวข้องของแบรนด์และส่งเสริมการเติบโตทางธุรกิจ

“ที่ Mary Kay ผู้มีอิทธิพลของเราคือที่ปรึกษาด้านความงามอิสระของเรา” Tara Eustace ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายโอกาสและการขายของ Mary Kay กล่าว “ในสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับสังคมเป็นอันดับแรก ศักยภาพในการเชื่อมต่อไม่เคยมีมาก่อน โครงการ Mary Kay Global Social Squad นี้จะช่วยเสริมศักยภาพให้ที่ปรึกษาด้านความงามอิสระของเราเป็นผู้นำในพื้นที่ดิจิทัล โดยปลดล็อกพลังแห่งการเล่าเรื่องที่แท้จริงและสร้างความสัมพันธ์ที่มีความหมายกับผู้รักความงามและผู้ประกอบการรุ่นใหม่ทั่วโลก”

เหตุใดเรื่องนี้จึงมีความสำคัญ

โครงการนำร่อง Global Social Squad ได้รับการออกแบบมาเพื่อกระตุ้นและขยายชุมชน Mary Kay ผ่านเครือข่ายผู้นำที่ให้ความสำคัญกับสังคมเป็นอันดับแรก โดย Global Social Squad ของ Mary Kay มีเป้าหมายดังต่อไปนี้

  •  เพิ่มการรับรู้และภาพลักษณ์ของแบรนด์ด้วยเนื้อหาที่ทันสมัยและสอดคล้องกับเทรนด์
  •  กระตุ้นการค้นหาผลิตภัณฑ์ด้วยเนื้อหาที่สร้างโดยผู้ใช้จริง
  •  เสริมสร้างพลังแห่งการเล่าเรื่องทางสังคมและการมีส่วนร่วมกับผู้บริโภคในตลาดทั่วโลก
  • เสริมสร้างการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อนผ่านข้อมูลเชิงลึกจากสื่อสังคมออนไลน์ในโลกแห่งความเป็นจริง
  •  สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นด้วยการนำเสนอโอกาสทางธุรกิจของ Mary Kay

โครงการนำร่องดำเนินการอย่างไร

  • สมาชิก Global Social Squad ทั้ง 73 คน ได้รับการเปิดเผยเมื่อวันศุกร์ที่ 13 มีนาคม โดยมีตัวแทนจาก 15 ตลาดในสี่ภูมิภาค: อเมริกาเหนือ เอเชียแปซิฟิก ละตินอเมริกา และยุโรป
  • สมาชิกจะได้รับสินค้าสุดพิเศษ เข้าร่วมกิจกรรมที่ท้าทายด้านเนื้อหา และการเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาและการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี

แนวทางการทดลองนำร่องที่เน้นเฉพาะจุดนี้จะช่วยให้ Mary Kay สามารถทดสอบ เรียนรู้ และขยายผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีโอกาสขยายไปสู่การเปิดตัวอย่างเต็มรูปแบบในปี 2027 และปีต่อๆ ไป

ด้วยการลงทุนในความเป็นผู้นำด้านดิจิทัลและเสริมศักยภาพชุมชนที่ปรึกษาด้านความงามอิสระทั่วโลกให้ก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่โอกาสต่างๆ นั้นขยายตัวไปพร้อมกับการเข้าถึงทางสังคม ทำให้ Mary Kay มุ่งเน้นสร้างโมเดลที่ยั่งยืนและพร้อมสำหรับอนาคต ซึ่งผสมผสานความเป็นผู้ประกอบการ ความคิดสร้างสรรค์ และการเชื่อมต่อส่วนบุคคลเข้าด้วยกัน

ทำความรู้จักกับกลุ่มโซเชียลมีเดียระดับโลกของ Mary Kay ได้ที่นี่

เกี่ยวกับ Mary Kay

Mary Kay Ash หนึ่งในผู้บุกเบิกการทลายกำแพงทางเพศ ได้ก่อตั้งแบรนด์ความงามในฝันขึ้นในรัฐเท็กซัสในปี 1963 ด้วยเป้าหมายเดียวคือ การยกระดับชีวิตของผู้หญิง ความฝันนั้นได้เบ่งบานเป็นบริษัทระดับโลกที่มีสมาชิกทีมขายอิสระหลายล้านคนใน 40 ตลาดทั่วโลก โดยกว่า 60 ปีที่ผ่านมา โอกาสต่างๆ จาก Mary Kay ได้ช่วยเสริมสร้างพลังให้ผู้หญิงกำหนดอนาคตของตนเองผ่านการศึกษา การให้คำปรึกษา การสนับสนุน และนวัตกรรมต่างๆ โดย Mary Kay นั้นทุ่มเทให้กับการลงทุนในวิทยาศาสตร์เบื้องหลังความงามและการผลิตผลิตภัณฑ์ดูแลผิว เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และน้ำหอมที่ล้ำสมัยต่างๆ ซึ่ง Mary Kay นั้นเชื่อมั่นในการอนุรักษ์โลกของเราเพื่อคนรุ่นหลัง รวมถึงเชื่อมั่นในการปกป้องผู้หญิงที่ได้รับผลกระทบจากโรคมะเร็งและความรุนแรงในครอบครัว และให้การสนับสนุนแก่เยาวชนให้ทำตามความฝันของตนเอง เรียนรู้เพิ่มเติมได้ที่ marykayglobal.com ติดตามเราได้ทาง Facebook, Instagram และ LinkedIn หรือติดตามเราได้ทาง X

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260514978222/en

Contacts

Mary Kay Inc. Corporate Communications
newsroom.marykay.com
972.687.5332 หรือ media@mkcorp.com

ที่มา: Mary Kay Inc.


QAD | Redzone เปิดตัวงาน Champions of Manufacturing Thailand ที่กรุงเทพฯ ที่จุดประกายยุคใหม่ของการผลิตที่ขับเคลื่อนด้วย AI

Logo

อนาคตของการผลิตได้มาถึงเอเชียแปซิฟิกอย่างเป็นทางการแล้ว

กรุงเทพฯ–(BUSINESS WIRE)–15 พฤษภาคม 2026

QAD | Redzone ที่เป็นบริษัทผู้ให้บริการแพลตฟอร์มการผลิตชั้นนำที่ขับเคลื่อนด้วย Agentic AI ในการดำเนินการทำงานและการตัดสินใจทั่วทั้งธุรกิจ ตั้งแต่ระดับปฏิบัติการไปจนถึงระดับผู้บริหาร ได้เปิดตัวงาน Champions of Manufacturing Thailand ที่กรุงเทพฯ ประเทศไทย โดยได้รวบรวมผู้ผลิตที่มีความคิดกล้าหาญที่สุด ผู้ผลิตที่ก้าวกระโดดที่สุด และผู้ผลิตที่นำการเปลี่ยนแปลงที่มีอิทธิพลมากที่สุดในอุตสาหกรรม มาร่วมกันท้าทายธรรมเนียมปฏิบัติและเร่งสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป

งาน Champions of Manufacturing Thailand จัดขึ้นที่ Grande Center Point Terminal 21 ที่เป็นเอกลักษณ์ โดยจะเป็นมากกว่าแค่การประชุมลูกค้า แต่เป็นการประกาศว่าการผลิตได้เข้าสู่ยุคใหม่แล้ว โดยก้าวข้ามผ่านระบบการบันทึกข้อมูลไปสู่ระบบการปฏิบัติ และลดอุปสรรคในการทำงานรวมถึงการตัดสินใจต่างๆ

ภายใต้ธีม “อนาคตของการผลิตเริ่มต้นที่นี่” งานนี้จะมอบประสบการณ์ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้ผลิตหลุดพ้นจากข้อจำกัดของระบบเดิมๆ และก้าวเข้าสู่โมเดลการเติบโตที่รวดเร็ว ชาญฉลาด และปรับตัวได้ดียิ่งขึ้น โดยใช้แพลตฟอร์มอันดับ 1 สำหรับผู้ผลิตเป็นพลังขับเคลื่อน

เนื่องจากการผลิตทั่วโลกกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญ งาน Champions of Manufacturing Thailand จะเน้นย้ำถึงสามเสาหลักที่กำหนดอนาคตของประสิทธิภาพของอุตสาหกรรม ประกอบด้วย

Adaptive ERP: โครงสร้างพื้นฐานการผลิตอัจฉริยะที่สร้างขึ้นเพื่อความเร็วในการใช้งาน การขยายขนาด และผลกระทบที่สามารถวัดได้

Redzone Connected Workforce: พิสูจน์แล้วว่าสามารถปลดล็อกประสิทธิภาพในการผลิต การมีส่วนร่วมของพนักงาน และคุณภาพที่เพิ่มขึ้นโดยตรงในโรงงาน

ChampionAI: เครื่องมือ Agentic AI ที่ช่วยขยายการตัดสินใจของมนุษย์และเร่งการดำเนินการทั่วทั้งโรงงาน

ผู้ผลิตในทุกอุตสาหกรรมต่างกำลังเผชิญกับแรงกดดัน ห่วงโซ่อุปทานที่ยังคงผันผวน การขาดแคลนแรงงานที่ยังคงมีอยู่ ความคาดหวังของลูกค้าก็ยังคงสูงขึ้น รวมถึงข้อกำหนดด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบก็เข้มข้นขึ้น แต่หลายองค์กรยังคงใช้ระบบ ERP ที่สร้างขึ้นสำหรับยุคเก่า ซึ่งไม่สามารถตามทันความเป็นจริงของโรงงานในปัจจุบันได้

โดยงาน Champions of Manufacturing Thailand นั้นจัดขึ้นเพื่อช่วงเวลานี้โดยเฉพาะ

โดยตลอดทั้งงาน ผู้เข้าร่วมงานจะได้สัมผัสโดยตรงว่าผู้ผลิตสามารถเร่งการใช้งาน เสริมศักยภาพทีมงานด่านหน้าด้วยเทคโนโลยีเชื่อมต่อแรงงาน ใช้ประโยชน์จาก AI ในการทำงานซ้ำๆ โดยอัตโนมัติ และปลดล็อกการตัดสินใจแบบเรียลไทม์ในทุกด้านของการดำเนินงาน ห่วงโซ่อุปทาน การเงิน และบริการต่างๆ อย่างไร

นอกจากนี้ งานนี้ยังนำเสนอข้อมูลเชิงลึกจากผู้นำระดับบริหาร รวมถึง Sanjay Brahmawar ซีอีโอ, Sania Khan ผู้จัดการทั่วไปฝ่าย ERP – EMEA & APAC, Chaitanya Josyula ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายผลิตภัณฑ์เทคโนโลยี ERP และ Ahmad Salama  ผู้จัดการทั่วไปของ Redzone – EMEA พร้อมด้วยการสาธิตสดที่แสดงให้เห็นถึงเทคโนโลยีการผลิตยุคใหม่ในทางปฏิบัติ

“การผลิตในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกำลังก้าวไปอย่างรวดเร็วกว่าที่เคย และบริษัทที่พร้อมยอมรับการเปลี่ยนแปลงในตอนนี้ จะเป็นบริษัทที่กำหนดทิศทางในทศวรรษข้างหน้า” Leigh Fletcher รองประธานภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกล่าว “งาน Champions of Manufacturing Thailand นี้มีเป้าหมายเพื่อเสริมศักยภาพให้ผู้ผลิตสามารถปรับปรุงการดำเนินงานได้ทันที สร้างมูลค่าในการดำเนินงานจริง พร้อมทั้งขับเคลื่อนผลกำไรที่วัดผลได้ในด้านประสิทธิภาพและความสม่ำเสมอทั่วทั้งธุรกิจ โดยพลังงาน ความทะเยอทะยาน และนวัตกรรมที่เกิดขึ้นในภูมิภาคนี้เป็นสิ่งที่น่าทึ่งเป็นอย่างมาก และเรารู้สึกตื่นเต้นที่จะได้รวบรวมผู้ผลิตที่พร้อมที่จะเป็นผู้นำ ก้าวไปข้างหน้าด้วยความเร็วระดับแชมเปี้ยน และกำหนดนิยามใหม่ของความเป็นเลิศในการดำเนินงานในยุค AI นี้”

งานนี้จะเน้นย้ำถึงโมเดลการดำเนินงานใหม่สำหรับการผลิตตั้งแต่จากระดับโรงงานไปจนถึงระดับผู้บริหารสูงสุด ที่ซึ่งระบบอัจฉริยะสามารถทำงานควบคู่ไปกับผู้คน การดำเนินงานที่เป็นไปแบบเรียลไทม์ และผู้ผลิตจะได้รับความเร็วและความคล่องตัวที่จำเป็นต่อการเติบโตในโลกที่คาดเดาได้ยากขึ้นเรื่อยๆ

ท้ายที่สุดแล้ว Champions of Manufacturing Thailand คือจุดรวมพลสำหรับผู้ผลิตที่พร้อมจะเป็นผู้นำในยุคอุตสาหกรรมใหม่ ไม่ใช่ผู้ไล่ตาม

เกี่ยวกับ QAD | Redzone

QAD | Redzone กำลังกำหนดนิยามใหม่ของการผลิตและห่วงโซ่อุปทานผ่านแพลตฟอร์มอัจฉริยะที่ปรับตัวได้ โดยเชื่อมโยงผู้คน กระบวนการ และเทคโนโลยีเข้าด้วยกันเป็นระบบการทำงานเดียว ด้วยสามเสาหลักสำคัญ ประกอบด้วย Redzone (การเสริมศักยภาพให้กับบุคลากรด่านหน้า), Adaptive Applications (โครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ) และ ChampionAI (Agentic AI  สำหรับภาคการผลิต) โดย QAD | Redzone จะช่วยให้ผู้ผลิตดำเนินงานด้วยความเร็วระดับแชมเปี้ยน บรรลุผลผลิต ความยืดหยุ่น และการเติบโตที่วัดผลได้ในเวลาเพียง 90 วัน หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม โปรดเยี่ยมชม www.qad.com หรือโทร +1 805-566-6100 ติดตามเราได้บน LinkedInXFacebook และ Instagram

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260514834543/en

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

ติดต่อ

Caleb Finch

ฝ่ายประชาสัมพันธ์

805-566-6100

publicrelations@qad.com

ที่มา: QAD ​​​​| Redzone

SBC Medical Group Holdings ประกาศผลประกอบการทางการเงินไตรมาสแรกของปี 2026

Logo

เออร์ไวน์ รัฐแคลิฟอร์เนีย–(BUSINESS WIRE)–14 พฤษภาคม 2026

SBC Medical Group Holdings Incorporated (Nasdaq: SBC) (“SBC Medical” หรือ “บริษัท”) ที่เป็นองค์กรบริการทางการแพทย์ที่ให้การสนับสนุนด้านการจัดการในหลากหลายสาขาการดูแลสุขภาพ ประกาศผลประกอบการทางการเงินสำหรับงวดสามเดือนสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2026 ในวันนี้

ไฮไลท์ไตรมาสแรกของปี 2026

  •  รายได้รวม อยู่ที่ 43 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 9% เมื่อเทียบกับปีก่อน
  •  กำไรสุทธิที่เป็นของ SBC Medical Group Holdings Incorporated อยู่ที่ 11 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 47% เมื่อเทียบกับปีก่อน อัตรากำไรสุทธิ อยู่ที่ 26% ในไตรมาสแรกของปี 2026 ลดลง 19 จุดเปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับปีก่อน
  •  กำไรต่อหุ้น ซึ่งหมายถึงกำไรสุทธิของบริษัทหารด้วยจำนวนหุ้นที่ออกจำหน่ายเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก อยู่ที่ 0.11 ดอลลาร์สหรัฐ สำหรับงวดสามเดือนสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2026 ลดลง 48% เมื่อเทียบกับปีก่อน
  •  EBITDA1 ซึ่งคำนวณโดยการนำค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายและผลขาดทุนจากการด้อยค่ามาบวกกับรายได้จากการดำเนินงาน อยู่ที่ 18 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 26% เมื่อเทียบกับปีก่อน อัตรากำไร EBITDA1 อยู่ที่ 43% ในไตรมาสแรกของปี 2026 ลดลง 10 จุดเปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับปีก่อน
  •  ผลตอบแทนจากส่วนของผู้ถือหุ้น2 ซึ่งหมายถึงรายได้สุทธิที่เป็นของบริษัทหารด้วยค่าเฉลี่ยของส่วนของผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 31 มีนาคม 2026 อยู่ที่ 18% ลดลง 23 จุดเปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับปีก่อน
  •  จำนวนสาขาแฟรนไชส์3 มีจำนวน 284 สาขา ณ วันที่ 31 มีนาคม 2026 ซึ่งเพิ่มขึ้น 33 สาขาจากวันที่ 31 มีนาคม 2025
  •  จำนวนลูกค้า4 ในช่วงสิบสองเดือนล่าสุดสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2026 อยู่ที่ 6.76 ล้านราย ซึ่งเพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบกับปีก่อน
  •  อัตราการกลับมาใช้บริการซ้ำของลูกค้า5 ที่เข้าใช้บริการคลินิกของแฟรนไชส์ซีอย่างน้อยสองครั้งอยู่ที่ 72%

Yoshiyuki Aikawa ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ SBC Medical กล่าวว่า “สำหรับไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2026 โดย SBC Medical รายงานรายได้ 43 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 9% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยการลดลงนี้เกิดจากผลของการปรับโครงสร้างเชิงกลยุทธ์ที่ดำเนินการในเดือนเมษายน 2025 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการแก้ไขโครงสร้างค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์ ​​หากไม่รวมการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างนี้ ผลการดำเนินงานของธุรกิจหลักของเรายังคงแข็งแกร่ง ในแง่ของผลกำไร อัตรากำไรสุทธิของเราอยู่ที่ 26% และอัตรากำไร EBITDA ยังคงอยู่ในระดับสูงที่ 43%”

ในอนาคต เราจะยังคงส่งเสริมกลยุทธ์แบบหลายแบรนด์ของเราในด้านเวชศาสตร์ผิวหนังเพื่อความงาม ขยายธุรกิจทางการแพทย์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับความงาม และเสริมสร้างรากฐานการดำเนินงานในตลาดต่างประเทศให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น นอกจากนี้ เราจะแสวงหาโอกาสในตลาดการดูแลผู้สูงอายุ และยกระดับบริการของเราให้ดียิ่งขึ้นผ่านการใช้ AI โดยมีเป้าหมายในการสร้างแพลตฟอร์มด้านการดูแลสุขภาพที่ยั่งยืนและเติบโตอย่างต่อเนื่อง”

1 EBITDA และอัตรากำไร EBITDA เป็นมาตรการทางการเงินที่ไม่ใช่ GAAP สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับมาตรการทางการเงินที่ไม่ใช่ GAAP โปรดดูหัวข้อ “การใช้มาตรการทางการเงินที่ไม่ใช่ GAAP” และตารางที่มีชื่อว่า “การปรับยอดผลการดำเนินงานที่ไม่ได้ตรวจสอบตาม GAAP และที่ไม่ใช่ GAAP”

2 ผลตอบแทนจากส่วนของผู้ถือหุ้นจะนำเสนอในรูปแบบรายปี

3 ตัวเลขนี้รวมถึงสาขาของแฟรนไชส์คลินิกแบรนด์ SBC, Rize Clinic, Gorilla Clinic, AHH Clinic, JUN CLINIC และ OrangeTwist

4 จำนวนลูกค้าซึ่งนับรวมลูกค้าคลินิกแบรนด์ SBC,Rize Clinic, Gorilla Clinic, AHH Clinic และ JUN CLINIC ระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2025 ถึง 31 มีนาคม 2026

5 ตัวเลขรวมถึงแฟรนไชส์คลินิกแบรนด์ SBC, Rize Clinic, Gorilla Clinic, AHH Clinic และ JUN Clinic โดยไม่รวมการให้คำปรึกษาฟรี เปอร์เซ็นต์แสดงถึงลูกค้าที่มาใช้บริการที่คลินิกแฟรนไชส์ของเราอย่างน้อยสองครั้ง โปรดทราบว่าจำนวนผู้ใช้บริการที่ไม่ซ้ำกันและอัตราการกลับมาใช้บริการซ้ำของ AHH Clinic, JUN และ CLINIC เป็นการประมาณการโดยอิงจากอัตราส่วนของคลินิกแบรนด์ SBC, Rize Clinic และ Gorilla Clinic

การประชุมทางโทรศัพท์

บริษัทจะจัดการประชุมทางโทรศัพท์ในวันพฤหัสบดีที่ 14 พฤษภาคม 2026 เวลา 8:30 น. ตามเวลาตะวันออก (หรือวันพฤหัสบดีที่ 14 พฤษภาคม 2026 เวลา 21:30 น. ตามเวลาประเทศญี่ปุ่น) เพื่อหารือเกี่ยวกับผลประกอบการทางการเงินสำหรับไตรมาสแรกสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2026 หลังจากนั้นจะมีการถามตอบกับนักวิเคราะห์และนักลงทุน

โปรดลงทะเบียนล่วงหน้าก่อนการประชุมโดยใช้ลิงก์ด้านล่าง https://zoom.us/webinar/register/WN_6RZgrwsUREiRpAmBBGTikA

ระบบจะนำคุณไปยังหน้าลงทะเบียนของ “การประชุมแถลงผลประกอบการไตรมาสที่ 1 ปี 2026” โดยอัตโนมัติ โปรดทำตามขั้นตอนเพื่อป้อนรายละเอียดการลงทะเบียนของคุณ จากนั้นคลิก “ส่ง” เมื่อลงทะเบียนแล้ว คุณจะสามารถเข้าถึงเว็บไซต์สำหรับการรับชมการประชุมทางโทรศัพท์โดยเฉพาะได้ นอกจากการรับชมการประชุมทางโทรศัพท์แล้ว เว็บไซต์นี้ยังให้ข้อมูลเกี่ยวกับวิทยากร รวมถึงเอกสารที่เกี่ยวข้องกับนักลงทุนในอดีตได้อีกด้วย

นอกจากนี้ รายงานผลประกอบการ สไลด์ประกอบ และเว็บคาสต์ที่เก็บถาวรของการประชุมทางโทรศัพท์ครั้งนี้ จะมีให้บริการที่เว็บไซต์ฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ของบริษัทที่ https://ir.sbc-holdings.com/

เกี่ยวกับ SBC Medical

SBC Medical Group Holdings Incorporated เป็นองค์กรบริการทางการแพทย์ที่ให้การสนับสนุนด้านการจัดการในหลากหลายสาขาการดูแลสุขภาพ รวมถึงการดูแลสุขภาพด้านความงามขั้นสูง โรคผิวหนัง ศัลยกรรมกระดูก การรักษาภาวะมีบุตรยาก นรีเวชวิทยา ทันตกรรม การรักษาผมร่วง (AGA) และจักษุวิทยา บริษัทบริหารจัดการแบรนด์คลินิกที่หลากหลายและกำลังขยายการดำเนินงานไปทั่วโลกอย่างแข็งขัน โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาและเอเชีย ผ่านทั้งการดำเนินงานโดยตรงและโครงการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ โดยในเดือนกันยายน 2024 บริษัทได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq และในเดือนมิถุนายน 2025 ได้รับเลือกให้รวมอยู่ในดัชนี Russell 3000® ซึ่งเป็นดัชนีมาตรฐานที่ครอบคลุมของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ภายใต้พันธกิจของกลุ่มที่ว่า “การมีส่วนร่วมในความเป็นอยู่ที่ดีของผู้คนทั่วโลกผ่านนวัตกรรมทางการแพทย์” โดยทาง SBC Medical Group Holdings Incorporated ยังคงมุ่งมั่นที่จะให้บริการทางการแพทย์ที่ปลอดภัย น่าเชื่อถือ และมีคุณภาพสูง พร้อมทั้งเสริมสร้างชื่อเสียงระดับนานาชาติในด้านคุณภาพและความน่าเชื่อถือในการดูแลทางการแพทย์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดไปที่ https://sbc-holdings.com/en
สำหรับข้อมูลเชิงลึกและข่าวสารอัปเดตจาก SBC Medical โปรดติดตามเราได้ที่ LinkedIn

การใช้มาตรการทางการเงินที่ไม่ใช่ GAAP

บริษัทใช้มาตรการทางการเงินที่ไม่ใช่ GAAP เช่น EBITDA ในการประเมินผลการดำเนินงานและเพื่อวัตถุประสงค์ในการตัดสินใจทางการเงินและการดำเนินงาน บริษัทเชื่อว่ามาตรการทางการเงินที่ไม่ใช่ GAAP ช่วยระบุแนวโน้มพื้นฐานในธุรกิจ บริษัทเชื่อว่ามาตรการทางการเงินที่ไม่ใช่ GAAP ให้ข้อมูลที่มีประโยชน์เกี่ยวกับผลการดำเนินงานของบริษัท ช่วยเพิ่มความเข้าใจโดยรวมเกี่ยวกับประสิทธิภาพในอดีตและแนวโน้มในอนาคตของบริษัท และทำให้มองเห็นตัวชี้วัดหลักที่ฝ่ายบริหารของบริษัทใช้ในการตัดสินใจทางการเงินและการดำเนินงานได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

มาตรการทางการเงินที่ไม่ใช่ GAAP จะไม่ได้ถูกกำหนดไว้ภายใต้มาตรฐานบัญชี U.S. GAAP และจะไม่ได้ถูกนำเสนอตามมาตรฐานบัญชี U.S. GAAP มาตรการทางการเงินที่ไม่ใช่ GAAP มีข้อจำกัดในฐานะเครื่องมือวิเคราะห์ และเมื่อประเมินผลการดำเนินงาน กระแสเงินสด หรือสภาพคล่องของบริษัท นักลงทุนจึงไม่ควรพิจารณามาตรการเหล่านี้เพียงลำพัง หรือใช้แทนกำไรสุทธิ อัตรากำไรสุทธิ กระแสเงินสดที่ได้จากกิจกรรมดำเนินงาน หรือข้อมูลงบกำไรขาดทุนและกระแสเงินสดรวมอื่นๆ ที่จัดทำขึ้นตามมาตรฐานบัญชี U.S. GAAP

บริษัทบรรเทาข้อจำกัดเหล่านี้โดยการปรับมาตรการทางการเงินที่ไม่ใช่ GAAP ให้สอดคล้องกับมาตรการประสิทธิภาพตาม U.S. GAAP ที่สามารถเปรียบเทียบได้มากที่สุด ซึ่งทั้งหมดนี้ควรนำมาพิจารณาเมื่อประเมินประสิทธิภาพของบริษัท

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับมาตรการทางการเงินที่ไม่ใช่ GAAP โปรดดูตารางที่หัวข้อ “การปรับปรุงผลการดำเนินงานที่ไม่ได้ผ่านการตรวจสอบตาม GAAP และผลการดำเนินงานที่ไม่ใช่ GAAP”

ข้อแถลงคาดการณ์ในอนาคต

ข่าวเผยแพร่ฉบับนี้มีคำกล่าวที่มองไปข้างหน้า คำกล่าวที่มองไปข้างหน้าไม่ใช่ข้อเท็จจริงในอดีตหรือคำกล่าวที่แสดงถึงสภาพปัจจุบัน แต่เป็นเพียงความเชื่อของบริษัทเกี่ยวกับเหตุการณ์และผลการดำเนินงานในอนาคต ซึ่งโดยธรรมชาติแล้วหลายกรณีมีความไม่แน่นอนโดยเนื้อแท้และอยู่นอกเหนือการควบคุมของบริษัท คำกล่าวที่มองไปข้างหน้าเหล่านี้สะท้อนมุมมองปัจจุบันของบริษัทเกี่ยวกับประสิทธิภาพทางการเงินของบริษัท การเติบโตของรายได้และกำไร แนวโน้มและโอกาสทางธุรกิจ แผนการจัดสรรเงินทุนและสภาพคล่อง ในบางกรณี คำกล่าวที่มองไปข้างหน้าสามารถระบุได้โดยการใช้คำ เช่น “อาจ” “ควร” “คาดหวัง” “คาดการณ์ล่วงหน้า” “พิจารณา” “ประมาณการ” “เชื่อว่า” “วางแผน” “คาดการณ์” “ทำนาย” “ศักยภาพ” หรือ “หวัง” หรือคำเชิงลบของคำเหล่านี้หรือคำที่คล้ายคลึงกัน บริษัทขอเตือนผู้อ่านอย่าพึ่งพาคำกล่าวที่เป็นการคาดการณ์ล่วงหน้าอย่างมากเกินไป ซึ่งเป็นข้อมูลล่าสุดในวันที่เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เท่านั้น และอาจมีความเสี่ยง ความไม่แน่นอน สมมติฐาน หรือการเปลี่ยนแปลงในสถานการณ์ต่างๆ ที่ยากต่อการคาดเดาหรือวัดผลได้ คำกล่าวที่เป็นการคาดการณ์ล่วงหน้าเหล่านี้มีพื้นฐานมาจากการคาดการณ์ปัจจุบันของฝ่ายบริหาร และไม่รับประกันผลการดำเนินงานในอนาคต บริษัทไม่ดำเนินการหรือยอมรับภาระผูกพันใดๆ ที่จะเผยแพร่ข้อมูลอัปเดตหรือแก้ไขคำกล่าวที่เป็นการคาดการณ์ล่วงหน้าต่อสาธารณะเพื่อสะท้อนการเปลี่ยนแปลงในการคาดการณ์ของบริษัทหรือการเปลี่ยนแปลงในเหตุการณ์ เงื่อนไข หรือสถานการณ์ที่คำกล่าวดังกล่าวอ้างอิง ยกเว้นในกรณีที่กฎหมายกำหนด ปัจจัยที่อาจทำให้ผลลัพธ์ที่แท้จริงแตกต่างไปจากการคาดการณ์ปัจจุบันอย่างมากอาจเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว และบริษัทไม่สามารถคาดการณ์ปัจจัยทั้งหมดได้ ปัจจัยดังกล่าวรวมถึงการเปลี่ยนแปลงในระดับโลก ระดับภูมิภาค หรือระดับท้องถิ่น สภาวะเศรษฐกิจ ธุรกิจ การแข่งขัน การตลาด และกฎระเบียบ และปัจจัยต่างๆ ที่ระบุไว้ภายใต้หัวข้อ “ปัจจัยเสี่ยง” และในที่อื่นๆ ในเอกสารที่บริษัทยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐอเมริกา (the “SEC”) ซึ่งสามารถเข้าถึงได้บนเว็บไซต์ของ SEC ที่ www.sec.gov.

  

 SBC MEDICAL GROUP HOLDINGS INCORPORATED
 งบดุลรวมที่ยังไม่ได้ตรวจสอบ

  

 31 มีนาคม
 2026

 31 ธันวาคม
 2025

 สินทรัพย์

 สินทรัพย์หมุนเวียน:

เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด

$

167,305,095

$

163,773,838

บัญชีลูกหนี้

2,980,193

2,388,021

บัญชีลูกหนี้ – กิจการที่เกี่ยวข้องกัน

33,784,532

27,511,730

สินค้าคงเหลือ

2,323,880

2,792,617

การลงทุนระยะสั้น – กิจการที่เกี่ยวข้องกัน

313,865

319,193

ลูกหนี้สัญญาเช่าเงินทุน หมุนเวียน – กิจการที่เกี่ยวข้องกัน

13,326,150

12,832,355

ภาษีเงินได้ที่ขอคืนได้

1,173,913

1,175,510

ลูกหนี้เงินให้กู้ยืมลูกค้า หมุนเวียน

6,659,837

8,705,999

ค่าใช้จ่ายล่วงหน้าและสินทรัพย์หมุนเวียนอื่น

10,912,717

11,724,852

 รวมสินทรัพย์หมุนเวียน
  

 238,780,182

 231,224,115

 สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน:

ทรัพย์สินและอุปกรณ์สุทธิ

7,287,369

7,539,392

สินทรัพย์ไม่มีตัวตนสุทธิ

47,152,285

47,742,888

การลงทุนระยะยาวสุทธิ

1,198,583

1,299,366

แบบวิธีส่วนได้เสีย

20,312,642

20,312,642

ค่าความนิยมสุทธิ

15,398,049

15,432,061

ลูกหนี้สัญญาเช่าเงินทุน ไม่หมุนเวียน – กิจการที่เกี่ยวข้องกัน

12,548,800

13,746,513

สินทรัพย์สิทธิการใช้สัญญาเช่าดําเนินงาน

11,084,198

8,366,569

สินทรัพย์สิทธิการใช้สัญญาเช่าทางการเงิน

392,118

450,874

สินทรัพย์ภาษีเงินได้รอการตัดบัญชี

4,975,629

4,014,294

ลูกหนี้เงินให้กู้ยืมลูกค้า ไม่หมุนเวียน

3,454,969

4,824,977

การชําระคืนเงินต้นล่วงหน้าระยะยาว

705,430

393,270

การลงทุนระยะยาวใน MCs – กิจการที่เกี่ยวข้องกัน

17,539,564

17,837,293

สินทรัพย์อื่น

7,189,758

7,263,692

 รวมสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน

 149,239,394

 149,223,831

 รวมสินทรัพย์

 $

 388,019,576

 $

 380,447,946

 หนี้สินและส่วนของผู้ถือหุ้น

 หนี้สินหมุนเวียน:

บัญชีเจ้าหนี้

$

19,168,072

$

16,988,384

บัญชีเจ้าหนี้ – กิจการที่เกี่ยวข้องกัน

527,624

651,463

เงินกู้ยืมจากธนาคารและเงินกู้อื่นๆ หมุนเวียน

8,987,118

9,099,046

รายได้รับล่วงหน้าจากลูกค้า

1,011,249

1,415,762

รายได้รับล่วงหน้าจากลูกค้า – กิจการที่เกี่ยวข้องกัน

4,217,057

5,357,221

ภาษีเงินได้ค้างจ่าย

8,450,440

8,821,853

หนี้สินตามสัญญาเช่าดําเนินงาน หมุนเวียน

5,521,371

4,416,960

หนี้สินตามสัญญาเช่าทางการเงิน หมุนเวียน

118,297

132,946

หนี้สินค้างจ่ายและหนี้สินหมุนเวียนอื่น

11,896,371

11,544,695

เจ้าหนี้จากกิจการที่เกี่ยวข้องกัน

2,670,016

2,692,673

 รวมหนี้สินหมุนเวียน

 62,567,615

 61,121,003

  

 SBC MEDICAL GROUP HOLDINGS INCORPORATED
 งบดุลรวมที่ยังไม่ได้ตรวจสอบ — (ต่อ)

  

 31 มีนาคม
 2026

 31 ธันวาคม
 2025

 หนี้สินไม่หมุนเวียน:

เงินกู้ยืมจากธนาคารและเงินกู้อื่นๆ ไม่หมุนเวียน

31,447,900

33,734,438

หนี้สินภาษีเงินได้รอการตัดบัญชี

16,215,816

16,374,832

หนี้สินตามสัญญาเช่าดําเนินงาน ไม่หมุนเวียน

5,731,514

4,136,257

หนี้สินตามสัญญาเช่าทางการเงิน ไม่หมุนเวียน

93,600

116,527

หนี้สินอื่น

1,578,954

1,660,183

 รวมหนี้สินไม่หมุนเวียน

 55,067,784

 56,022,237

 รวมหนี้สิน

 117,635,399

 117,143,240

 ภาระผูกพันและหนี้สินที่อาจจะเกิดขึ้น (หมายเหตุ 19)

 ส่วนของผู้ถือหุ้น:

หุ้นบุริมสิทธิ (มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.0001 ดอลลาร์สหรัฐ จำนวนหุ้นที่ได้รับอนุญาต 20,000,000 หุ้น ไม่มีหุ้นที่ออกและชำระแล้ว ณ วันที่ 31 มีนาคม 2026 และ 31 ธันวาคม 2025)

หุ้นสามัญ (มูลค่าที่ตราไว้ 0.0001 ดอลลาร์สหรัฐ จำนวนหุ้นที่ได้รับอนุญาต 400,000,000 หุ้น จำนวนหุ้นที่ออกจำหน่าย 103,881,251 และจำนวนหุ้นคงเหลือ 102,576,943 หุ้น ณ วันที่ 31 มีนาคม 2026 และ 31 ธันวาคม 2025)

10,388

10,388

ส่วนเกินมูลค่าหุ้น

72,867,424

72,867,424

หุ้นทุนซื้อคืน (ราคาทุน 1,304,308 หุ้น ณ วันที่ 31 มีนาคม 2026 และ 31 ธันวาคม 2025)

(7,749,997

)

(7,749,997

กำไรสะสม

251,756,691

240,448,620

ขาดทุนเบ็ดเสร็จอื่นสะสม

(61,541,134

)

(57,294,239

 รวมส่วนของผู้ถือหุ้นของ SBC Medical Group Holdings Incorporated

 255,343,372

 248,282,196

ส่วนได้เสียที่ไม่มีอำนาจควบคุม

15,040,805

15,022,510

 รวมส่วนของผู้ถือหุ้น

 270,384,177

 263,304,706

 รวมหนี้สินและส่วนของผู้ถือหุ้น

 $

 388,019,576

 $

 380,447,946

  

 SBC MEDICAL GROUP HOLDINGS INCORPORATED
 งบแสดงผลการดำเนินงานและกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จรวมที่ยังไม่ได้ตรวจสอบ

  

  

 สําหรับงวดสามเดือน
 สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม

  

  

  

 2026

  

  

 2025

  

รายได้สุทธิ – กิจการที่เกี่ยวข้องกัน

$

37,955,060

$

45,257,145

รายได้สุทธิ

5,105,502

2,071,556

 รวมรายได้สุทธิ

  

 43,060,562

  

  

 47,328,701

  

ต้นทุนรายได้ (รวมต้นทุนรายได้จากกิจการที่เกี่ยวข้องกันจำนวน 124,389 ดอลลาร์สหรัฐ และ 3,456,928 ดอลลาร์สหรัฐ สำหรับงวดสามเดือนสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2026 และ 2025 ตามลำดับ)

12,713,828

9,595,617

 กําไรขั้นต้น

  

 30,346,734

  

  

 37,733,084

  

 ค่าใช้จ่ายในการดําเนินงาน:

ค่าใช้จ่ายในการขาย บริหารทั่วไป และค่าใช้จ่ายอื่นๆ (รวมค่าใช้จ่ายในการขาย ค่าใช้จ่ายทั่วไป และค่าใช้จ่ายในการบริหารจากกิจการที่เกี่ยวข้องกันจำนวน 343,393 ดอลลาร์สหรัฐ และ 0 ดอลลาร์สหรัฐ สำหรับงวดสามเดือนสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2026 และ 2025 ตามลำดับ)

12,626,719

13,531,010

 รวมค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน

  

 12,626,719

  

  

 13,531,010

  

 รายได้จากการดำเนินงาน

  

 17,720,015

  

  

 24,202,074

  

  

 รายได้อื่น (ค่าใช้จ่าย):

รายได้จากดอกเบี้ย

121,369

55,333

ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย

(114,806

)

(6,207

)

กำไร (ขาดทุน) จากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศสุทธิ

861,678

(1,058,526

)

รายได้อื่น

491,564

151,328

ค่าใช้จ่ายอื่น

(223,209

)

(638,733

)

กำไรจากการไถ่ถอนกรมธรรม์ประกันชีวิต

8,746,138

 รวมรายได้อื่น

  

 1,136,596

  

  

 7,249,333

  

 รายได้ก่อนหักภาษีเงินได้

  

 18,856,611

  

  

 31,451,407

  

ค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้

7,527,591

9,959,457

 กำไรสุทธิ

  

 11,329,020

  

  

 21,491,950

  

หัก: กำไร (ขาดทุน) สุทธิที่เกิดจากส่วนได้เสียที่ไม่มีอํานาจควบคุม

20,949

(10,496

)

 กําไรสุทธิที่เป็นของ SBC Medical Group Holdings Incorporated

 $

 11,308,071

  

 $

 21,502,446

  

  

 กําไร (ขาดทุน) เบ็ดเสร็จอื่น:

ส่วนปรับปรุงจากการแปลงค่าสกุลเงินต่างประเทศ

$

(4,249,549

)

$

9,808,327

 รวมกําไรขาดทุนเบ็ดเสร็จ

  

 7,079,471

  

  

 31,300,277

  

หัก: กำไร (ขาดทุน) เบ็ดเสร็จที่เกิดจากส่วนได้เสียที่ไม่มีอํานาจควบคุม

18,295

(36,832

)

 กําไรขาดทุนเบ็ดเสร็จที่เป็นของ SBC Medical Group Holdings Incorporated

 $

 7,061,176

  

 $

 31,337,109

  

 กําไรสุทธิต่อหุ้นที่เป็นของ SBC Medical Group Holdings Incorporated

กำไรต่อหุ้นพื้นฐานและปรับลดแล้ว

$

0.11

$

0.21

 จำนวนหุ้นเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักที่ชำระแล้ว

จำนวนหุ้นพื้นฐานและปรับลดแล้ว

102,576,943

103,276,637

  

 SBC MEDICAL GROUP HOLDINGS INCORPORATED
 งบกระแสเงินสดรวมที่ยังไม่ได้ตรวจสอบ  

 สําหรับงวดสามเดือนสิ้นสุด
 วันที่ 31 มีนาคม

 2026

 2025

 กระแสเงินสดจากกิจกรรมดําเนินงาน

กำไรสุทธิ

$

11,329,020

$

21,491,950

 การปรับปรุงเพื่อกระทบยอดกำไรสุทธิกับเงินสดสุทธิที่ได้จากกิจกรรมดำเนินงาน:

ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจําหน่าย

670,434

628,304

ค่าใช้จ่ายการเช่าที่ไม่ใช่เงินสด

1,420,824

985,184

การตั้งสำรองสำหรับ (การกลับรายการ) การขาดทุนจากสินเชื่อ

(31,353

)

25,102

การเปลี่ยนแปลงมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนระยะยาว

80,301

140,581

กำไรจากการไถ่ถอนกรมธรรม์ประกันชีวิต

(8,746,138

กำไรจากการจำหน่ายทรัพย์สินและอุปกรณ์

(12,375

ค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้รอตัดบัญชี

(1,086,473

)

7,016,227

 การเปลี่ยนแปลงของสินทรัพย์และหนี้สินจากการดําเนินงาน:

บัญชีลูกหนี้

(627,606

)

(147,925

บัญชีลูกหนี้ – กิจการที่เกี่ยวข้องกัน

(6,821,339

)

(295,505

สินค้าคงเหลือ

442,643

(124,279

ลูกหนี้สัญญาเช่าทางการเงิน – กิจการที่เกี่ยวข้องกัน

264,252

(2,779,253

ลูกหนี้สินเชื่อของลูกค้า

3,270,347

4,501,760

ค่าใช้จ่ายล่วงหน้าและสินทรัพย์หมุนเวียนอื่น

629,253

(3,150,243

การชําระคืนเงินต้นล่วงหน้าระยะยาว

31,592

98,164

สินทรัพย์อื่น

(66,265

)

318,351

บัญชีเจ้าหนี้

2,484,437

3,235,017

บัญชีเจ้าหนี้ – กิจการที่เกี่ยวข้องกัน

(114,689

)

441,481

ตั๋วเงินจ่าย – กิจการที่เกี่ยวข้องกัน

(548,077

รายได้รับล่วงหน้าจากลูกค้า

(386,997

)

(328,791

รายได้รับล่วงหน้าจากลูกค้า – กิจการที่เกี่ยวข้องกัน

(1,066,776

)

(2,114,829

ภาษีเงินได้ค้างจ่าย

(245,955

)

(17,635,239

หนี้สินตามสัญญาเช่าดําเนินงาน

(1,424,716

)

(1,036,605

หนี้สินค้างจ่ายและหนี้สินหมุนเวียนอื่น

543,412

63,764

หนี้สินอื่น

(62,408

)

(98,005

 เงินสดสุทธิที่ได้รับจาก (ใช้ใน) กิจกรรมดำเนินงาน

 9,231,938

 1,928,621

 กระแสเงินสดจากกิจกรรมการลงทุน

การซื้อทรัพย์สินและอุปกรณ์

(124,995

)

(253,725

การชําระเงินล่วงหน้าสําหรับทรัพย์สินและอุปกรณ์

(423,870

)

(501,253

การซื้อเงินลงทุนระยะยาว

(635,145

เงินกู้ยืมระยะยาวแก่ผู้อื่น

(12,783

การชําระคืนจากกิจการที่เกี่ยวข้องกัน

70,000

การชําระคืนจากผู้อื่น

20,840

30,680

รายได้จากการจําหน่ายทรัพย์สินและอุปกรณ์

323,419

 เงินสดสุทธิที่ได้รับจาก (ใช้ใน) กิจกรรมการลงทุน

 (528,025

 )

 (978,807

 )  

 กระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงิน

การกู้ยืมจากกิจการที่เกี่ยวข้องกัน

15,000

การชำระคืนเงินกู้จากธนาคารและเงินกู้อื่นๆ

(1,782,479

)

(55,873

การชำระคืนหนี้สินเช่าซื้อทางการเงิน

(37,278

)

(223,454

การชําระคืนให้แก่กิจการที่เกี่ยวข้องกัน

(22,657

)

(16,053

 เงินสดสุทธิที่ได้รับจาก (ใช้ใน) กิจกรรมจัดหาเงิน

 (1,842,414

 )

 (280,380

 )  

ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ

(3,330,242

)

6,342,297

 การเปลี่ยนแปลงสุทธิในเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด

 3,531,257

 7,011,731

 เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด ต้นงวด

 163,773,838

 125,044,092

 เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด สิ้นงวด

 $

 167,305,095

 $

 132,055,823

 การเปิดเผยข้อมูลกระแสเงินสดเพิ่มเติม

เงินสดที่จ่ายดอกเบี้ยจ่าย

$

114,806

$

6,207

เงินสดที่จ่ายภาษีเงินได้สุทธิ

$

8,848,074

$

20,577,290

  

 SBC MEDICAL GROUP HOLDINGS INCORPORATED
 งบกระแสเงินสดรวมที่ยังไม่ได้ตรวจสอบ — (ต่อ)

 For the Three Months

 Ended March 31,

 2026

 2025

 กิจกรรมการลงทุนและกิจกรรมการจัดหาเงินที่ไม่ใช่เงินสด

ทรัพย์สินและอุปกรณ์ที่โอนจากการชําระคืนเงินต้นล่วงหน้าระยะยาว

$

68,691

$

125,287

สินทรัพย์สิทธิการเช่าดําเนินงานที่ได้รับจากการแลกเปลี่ยนกับหนี้สินตามสัญญาเช่าดําเนินงาน

$

19,664

$

102,599

สินทรัพย์สิทธิการเช่าทางการเงินที่ได้รับจากการแลกเปลี่ยนกับหนี้สินตามสัญญาเช่าทางการเงิน

$

$

581,129

การวัดค่ามูลค่าใหม่ของหนี้สินตามสัญญาเช่าดำเนินงานและสินทรัพย์สิทธิการใช้อันเนื่องมาจากการแก้ไขสัญญาเช่า

$

4,260,931

$

358,358

การออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่กิจการที่เกี่ยวข้องกันที่เกี่ยวข้องกับบริการสินเชื่อ

$

$

1,922,224

การออกหุ้นสามัญเป็นหุ้นจูงใจ

$

 $

86

เงินที่ได้รับจากการไถ่ถอนกรมธรรม์ประกันชีวิต

$

$

17,735,717

  

 การกระทบยอดระหว่าง GAAP กับมาตรการทางการเงินที่ไม่ใช่ GAAP

 SBC MEDICAL GROUP HOLDINGS INCORPORATED

 การกระทบยอดผลลัพธ์ของ GAAP และ Non-GAAP ที่ยังไม่ได้ตรวจสอบ

  

 สําหรับงวดสามเดือนสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม

 2026

 2025

รายได้รวมสุทธิ

$

43,060,562

$

47,328,701

 กำไรสุทธิที่เป็นของ SBC Medical Group Holdings Incorporated

11,308,071

21,502,446

 อัตรากำไรสุทธิ

26

%

45

%

รายได้จากการดำเนินงาน

17,720,015

24,202,074

ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจําหน่าย

670,434

628,304

 EBITDA

18,390,449

24,830,378

 อัตรากำไร EBITDA

43

%

52

%

  

อัตรากำไรสุทธิ หมายถึง กำไรสุทธิที่เป็นของ SBC Medical Group Holdings Incorporated หารด้วยรายได้รวมสุทธิ EBITDA คำนวณโดยการบวกค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายเข้ากับรายได้จากการดำเนินงาน อัตรากำไร EBITDA หมายถึง EBITDA หารด้วยรายได้รวมสุทธิ

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

Contacts

SBC Medical Group Holdings Incorporated
Hikaru Fukui / หัวหน้าฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ อีเมล: ir@sbc-holdings.com

ที่มา: SBC Medical Group Holdings Incorporated

Mobix Labs เตรียมเข้าซื้อกิจการบริษัทแร่หายากและแร่ธาตุสำคัญของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในด้านการป้องกันประเทศและความมั่นคงแห่งชาติ

Logo

ข้อเสนอการเข้าซื้อกิจการนี้จะทำให้ Mobix Labs เข้ามามีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานเชิงกลยุทธ์ของสหรัฐฯ ที่ขับเคลื่อนด้านการป้องกันประเทศ ความมั่นคงแห่งชาติ และโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI

เออร์ไวน์ รัฐแคลิฟอร์เนีย–(BUSINESS WIRE)–14 พฤษภาคม 2026

Mobix Labs, Inc.(Nasdaq: MOBX) ประกาศในวันนี้ว่าได้ลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนงที่ไม่ผูกมัดเพื่อเข้าซื้อ Special Project Delivery LLC (“SPD”) ที่เป็นแพลตฟอร์มโครงสร้างพื้นฐานเชิงกลยุทธ์ที่สร้างห่วงโซ่อุปทานของสหรัฐฯ สำหรับธาตุหายาก แร่ธาตุสำคัญ และการจัดเก็บพลังงาน

U.S.A F-35 Lightning II

เครื่องบินรบ F-35 Lightning II ของสหรัฐอเมริกา

การเข้าซื้อกิจการที่เสนอมานี้จะช่วยขยายธุรกิจของ Mobix Labs ที่เป็นผู้จัดหาชิ้นส่วนให้กับระบบป้องกันประเทศและอวกาศขั้นสูงของสหรัฐฯ และพันธมิตรอยู่แล้ว ไปสู่หนึ่งในภาคอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญเชิงกลยุทธ์มากที่สุดของโลกโดยตรง

ข้อมูลสำคัญโดยสรุป

  •  ~ 418 กิโลกรัม คือจำนวนแร่ธาตุหายากโดยประมาณที่คาดว่าเครื่องบิน F-35 Lightning II แต่ละลำจะใช้
  •  ~ 4,500 กิโลกรัม คือจำนวนแร่ธาตุหายากโดยประมาณที่คาดว่าเรือดำน้ำนิวเคลียร์คลาส Virginia แต่ละลำจะใช้
  •  ปัจจุบันทั่วโลกมีการลงทุนไปแล้วหลายหมื่นล้านดอลลาร์ในโครงสร้างพื้นฐานด้านแร่ธาตุสำคัญเชิงกลยุทธ์ และมีศักยภาพที่จะเพิ่มขึ้นเป็นหลายแสนล้านดอลลาร์ในทศวรรษหน้า
  • แหล่งข้อมูลที่อ้างอิงกันอย่างกว้างขวางจากภาคอุตสาหกรรมและรัฐบาลระบุว่า จีนครองส่วนแบ่งสำคัญในอุตสาหกรรมเหมืองแร่และการกลั่นแร่หายากทั่วโลก
  • กลุ่มประเทศ NATO, AUKUS และ Five Eyes ได้ประกาศอย่างชัดเจนว่า การพึ่งพาตนเองด้านแร่หายากเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์ของทศวรรษที่จะมาถึง
  • โดยเริ่มตั้งแต่ปี 2027คาดว่าข้อจำกัดใหม่ของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เกี่ยวกับวัสดุแม่เหล็กหายากบางชนิดที่ผลิตจากจีน จะมีความต้องการจากประเทศพันธมิตรเพิ่มมากขึ้น

เหตุใดช่วงเวลานี้จึงมีความสำคัญ

“ตลอดหลายสิบปีที่ผมดำรงตำแหน่งผู้นำของ Microsemi ผมได้เห็นลูกค้าในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและอวกาศของเราพึ่งพาวัสดุเชิงกลยุทธ์เฉพาะกลุ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งพวกเขาไม่สามารถจัดหาได้อย่างปลอดภัยเสมอไป” กล่าวโดย James Peterson ประธานกรรมการบริหารของ Mobix Labs และอดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Microsemi “ในปัจจุบัน แร่หายากและแร่สำคัญได้กลายเป็นหนึ่งในสมรภูมิการแข่งขันที่สำคัญที่สุดในทศวรรษหน้า โดย SPD คือแพลตฟอร์มที่ใช่ในเวลาที่เหมาะสมที่สุด ที่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลกลาง ได้รับการตรวจสอบทางเทคนิค และประกอบขึ้นโดยทีมงานที่ยอดเยี่ยม เราเชื่อว่าการรวมกิจการกับ SPD จะมอบโอกาสระยะยาวที่สำคัญให้กับ Mobix Labs และเหล่าผู้ถือหุ้น”

แพลตฟอร์มที่สร้างขึ้นเพื่อผลักดันแร่ธาตุสำคัญของอเมริกา

SPD ก่อตั้งขึ้นในปี 2019 ได้รวบรวมแพลตฟอร์มแร่ธาตุสำคัญและพลังงานของสหรัฐฯ ที่สอดคล้องกับโครงการริเริ่มหลักของรัฐบาลกลางที่กำลังปรับเปลี่ยนฐานอุตสาหกรรมตะวันตก ซึ่งรวมถึง Project Vault ที่เป็นโครงการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนมูลค่า 12 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าของสหรัฐฯ ที่เพิ่งประกาศไปเมื่อเร็วๆ นี้ เพื่อความยืดหยุ่นของทรัพยากรสำคัญ พระราชบัญญัติการผลิตเพื่อการป้องกันประเทศ และสำนักงานโครงการเงินกู้ของกระทรวงพลังงาน

โดยงานของ SPD รวมถึงการกู้คืนธาตุหายากจากวัตถุดิบภายในประเทศที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ และรวมถึงเถ้าถ่านหินเก่าของสหรัฐฯ โดยใช้เทคโนโลยีการสกัดที่ได้รับการรับรองจากพันธมิตรด้านการวิจัยด้านกลาโหมของสหรัฐฯ โดย SPD มีความสัมพันธ์อย่างเปิดเผยกับกระทรวงพลังงานและกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ ห้องปฏิบัติการแห่งชาติลอว์เรนซ์เบิร์กลีย์ บริษัทสาธารณูปโภคขนาดใหญ่สองแห่งของสหรัฐฯ และพันธมิตรทางการเงินสามแห่ง

SPD นำโดย Paul Singarella ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอ ซึ่งเป็นอดีตหุ้นส่วนของ Latham & Watkins และได้รับการฝึกอบรมจาก MIT และผู้ร่วมก่อตั้งและซีเอฟโอ John Dewey ผู้ที่รับผิดชอบด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานมูลค่ารวมกว่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ไม่มีเครื่องบิน F-35 ไม่มีเรือดำน้ำ ไม่มีขีปนาวุธ หากปราศจากแร่หายาก

ไม่มีเครื่องบิน F-35 Lightning II หากปราศจากวัสดุแร่หายาก ไม่มีเครื่องบิน F-22 Raptor ไม่มีเครื่องบิน F/A-18 ไม่มีเรือดำน้ำคลาส Virginia ไม่มีเรือพิฆาตคลาส Arleigh Burke ไม่มีขีปนาวุธ Patriot หรือ THAAD ไม่มีจรวด Tomahawk ไม่มีจรวด Javelin ไม่มีเรดาร์ขั้นสูง ไม่มีดาวเทียมป้องกันประเทศ ไม่มีศูนย์ข้อมูล AI

แร่หายากและแร่ธาตุสำคัญกำลังถูกมองว่าเป็นเสมือนน้ำมันของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ การบินและอวกาศ AI และอุตสาหกรรมขั้นสูงในยุคปัจจุบัน และแพลตฟอร์มต่างๆ ที่พึ่งพาแร่เหล่านี้ก็ได้นำเทคโนโลยีของ Mobix Labs มาใช้แล้วในปัจจุบัน

ห่วงโซ่อุปทานที่นำโดยสหรัฐอเมริกานั้นได้รับการสนับสนุนจากวอชิงตันและพันธมิตรของเรา

จากสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร ไปจนถึงออสเตรเลีย แคนาดา ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และอินเดีย ประเทศพันธมิตรต่างเร่งสร้างห่วงโซ่อุปทานอิสระที่ไม่พึ่งพาจีนสำหรับวัสดุเชิงยุทธศาสตร์ การควบรวมกิจการระหว่าง Mobix และ SPD ที่เสนอมานี้นั้นมีความสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวโดยตรง

“SPD ถูกสร้างขึ้นเพื่อนำวัสดุ เทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐานที่กำหนดอธิปไตยของชาติในศตวรรษที่ 21 เข้ามาในประเทศ ซึ่งได้แก่ แร่หายาก แร่ธาตุสำคัญ และระบบพลังงานที่ขับเคลื่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม AI” กล่าวโดย Paul Singarella ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของ SPD “การควบรวมกิจการกับ Mobix Labs จะทำให้แพลตฟอร์มของเราเชื่อมโยงโดยตรงกับบริษัทเทคโนโลยีด้านการป้องกันประเทศและบริษัทเทคโนโลยีในภาคพลเรือนและทางการทหาร ที่ดำเนินงานอยู่ภายในระบบนิเวศด้านการป้องกันประเทศและอวกาศอยู่แล้ว และเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่วัสดุของเราถูกออกแบบมาเพื่อรองรับ”

Mobix Labs ตั้งใจที่จะช่วยสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางอุตสาหกรรมที่เป็นอิสระในอนาคต

สถานะธุรกรรม

หนังสือแสดงเจตจำนงพร้อมเอกสารของ SPD นั้นไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย และเป็นเพียงกรอบสำหรับการตรวจสอบสถานะกิจการและการเจรจาข้อตกลงขั้นสุดท้ายเท่านั้น ไม่สามารถรับประกันได้ว่าข้อตกลงขั้นสุดท้ายจะได้รับการลงนาม หรือว่าธุรกรรมที่เสนอจะเสร็จสมบูรณ์

เกี่ยวกับ Mobix Labs

Mobix Labs, Inc. (Nasdaq: MOBX) เป็นบริษัทเทคโนโลยีด้านการป้องกันประเทศและเทคโนโลยีในภาคพลเรือนและทางการทหาร ที่มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองเออร์ไวน์ รัฐแคลิฟอร์เนีย โดยจัดหาส่วนประกอบขั้นสูงและเทคโนโลยีไร้สายให้กับอุตสาหกรรมการบินและอวกาศ การป้องกันประเทศ ความมั่นคงภายในประเทศ และการใช้งานที่ต้องการความน่าเชื่อถือสูงอื่นๆ

เกี่ยวกับ Special Project Delivery LLC

Special Project Delivery LLC (“SPD”) เป็นแพลตฟอร์มพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของสหรัฐฯ ที่เป็นบริษัทเอกชน โดยมีธุรกิจในด้านแร่ธาตุสำคัญ การจัดเก็บพลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำในสหรัฐฯ ฝั่งตะวันตก โดย SPD ก่อตั้งขึ้นในปี 2019 และมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองนิวพอร์ตบีช รัฐแคลิฟอร์เนีย

คำแถลงการณ์ที่คาดการณ์ล่วงหน้า

ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้มี “คำแถลงการณ์ที่คาดการณ์ล่วงหน้า” ตามความหมายของมาตรา 27A แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ปี 1933 และมาตรา 21E แห่งพระราชบัญญัติการแลกเปลี่ยนหลักทรัพย์ปี 1934 ซึ่งได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมแล้ว และมีเจตนาที่จะอยู่ภายใต้บทบัญญัติคุ้มครองความปลอดภัยของพระราชบัญญัติการปฏิรูปการฟ้องร้องหลักทรัพย์เอกชนปี 1995 ตลอดจนบทบัญญัติที่คล้ายคลึงกันภายใต้กฎหมายหลักทรัพย์ที่ไม่ใช่ของสหรัฐอเมริกา คำแถลงการณ์ที่คาดการณ์ล่วงหน้าหน้าประกอบด้วย แต่ไม่จำกัดเพียง ข้อความเกี่ยวกับ: การเสนอซื้อกิจการ Special Project Delivery LLC (“SPD”) ผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ ความสำคัญเชิงกลยุทธ์ ขอบเขต โครงสร้าง และช่วงเวลาของการเสนอซื้อกิจการ การเจรจา การลงนาม และการเสร็จสิ้นของข้อตกลงขั้นสุดท้าย โครงการของ SPD โครงสร้างเงินทุน การสอดคล้องกับโครงการของรัฐบาลกลาง การตรวจสอบเทคโนโลยี ความเป็นผู้นำ และเป้าหมายการดำเนินงาน ตำแหน่งของ SPD ในด้านแร่ธาตุสำคัญ การจัดเก็บพลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำในสหรัฐอเมริกาตะวันตก ขนาด การเติบโต และทิศทางของตลาดแร่หายากและแร่ธาตุสำคัญทั่วโลก ผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากข้อจำกัดด้านการจัดหาของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ โครงการ Project Vault พระราชบัญญัติการผลิตเพื่อการป้องกันประเทศ สำนักงานโครงการเงินกู้ของกระทรวงพลังงาน และโครงการริเริ่มด้านนโยบายอุตสาหกรรมของรัฐบาลกลางอื่นๆ การพัฒนาด้านภูมิรัฐศาสตร์ กฎระเบียบ และการค้า การประมาณการการบริโภคแร่หายากและแร่สำคัญต่อแพลตฟอร์มการป้องกันประเทศ ลำดับความสำคัญด้านอุตสาหกรรมและการจัดซื้อจัดจ้างของประเทศพันธมิตร และกลยุทธ์ทางธุรกิจ การเติบโต โอกาส และแนวโน้มโดยรวมของ Mobix Labs ในด้านการป้องกันประเทศ อวกาศ แร่สำคัญ และตลาดที่เกี่ยวข้อง โดยทั่วไปแล้ว คำแถลงการณ์เหล่านี้จะระบุด้วยคำต่างๆ เช่น “คาดการณ์”, “เชื่อว่า”, “อาจ”, “ประมาณการ”, “คาดหวัง”, “ตั้งใจ”, “อาจจะ”, “วางแผน”, “ศักยภาพ”, “โครงการ”, “ควร”, “จะ”, “น่าจะ” และสำนวนที่คล้ายกัน

คำแถลงการณ์ที่คาดการณ์ล่วงหน้าอ้างอิงจากความคาดหวังและสมมติฐานปัจจุบันของ Mobix Labs และอยู่ภายใต้ความเสี่ยง ความไม่แน่นอน และปัจจัยอื่นๆ ที่ทราบและไม่ทราบ ซึ่งอาจทำให้ผลลัพธ์ที่แท้จริงแตกต่างอย่างมากจากที่แสดงหรือบอกเป็นนัย ปัจจัยดังกล่าวรวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียง: ความสามารถของคู่สัญญาในการเจรจาและทำข้อตกลงขั้นสุดท้ายภายในกรอบเวลาที่คาดการณ์ไว้หรือทั้งหมด การปฏิบัติตามเงื่อนไขการปิดธุรกรรมตามปกติ ผลลัพธ์และข้อค้นพบของการตรวจสอบสถานะกิจการ ความสามารถในการดำเนินการธุรกรรมที่เสนอให้เสร็จสมบูรณ์ตามเงื่อนไขที่คาดไว้หรือทั้งหมด ความสามารถในการตระหนักถึงผลประโยชน์เชิงกลยุทธ์ เชิงพาณิชย์ หรือทางการเงินที่คาดการณ์ไว้ของธุรกรรมที่เสนอ; ความสามารถในการบูรณาการธุรกิจที่ได้มาและรักษาบุคลากรหลัก ความสามารถของ SPD ในการพัฒนาโครงการต่างๆ การได้รับการสนับสนุนจากโครงการของรัฐบาลกลาง และการบรรลุเป้าหมายการดำเนินงาน ขนาด เวลา และการเติบโตที่แท้จริงของตลาดแร่หายากและแร่สำคัญ การพัฒนาและการนำเทคโนโลยีการสกัดแร่หายากไปใช้ในเชิงพาณิชย์ รวมถึงเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับวัตถุดิบเถ้าถ่านหินแบบดั้งเดิม การเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ กฎระเบียบ การค้า การควบคุมการส่งออก และภาษีศุลกากร รวมถึงนโยบายการส่งออกของจีนและข้อจำกัดในการจัดหาอาวุธยุทธ์ภัณฑ์ของสหรัฐฯ สภาพตลาดทุนและความพร้อมของแหล่งเงินทุน การแข่งขัน ความสามารถของธุรกิจที่ควบรวมกันในการเข้าร่วมโครงการนโยบายอุตสาหกรรมของรัฐบาลกลาง สภาพเศรษฐกิจมหภาค และความเสี่ยงอื่นๆ ที่อธิบายไว้ในเอกสารที่ Mobix Labs ยื่นต่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ รวมถึงรายงานประจำปีล่าสุดในแบบฟอร์ม 10-K และรายงานฉบับต่อๆ มาในแบบฟอร์ม 10-Q และ 8-K โดยสามารถดูได้ที่ www.sec.gov

หนังสือแสดงเจตจำนงกับ SPD นั้นไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย และไม่สามารถรับประกันได้ว่าคู่สัญญาจะลงนามในข้อตกลงขั้นสุดท้าย การทำธุรกรรมที่เสนอจะเสร็จสมบูรณ์ หรือผลประโยชน์เชิงกลยุทธ์ เชิงพาณิชย์ หรือทางการเงินที่คาดการณ์ไว้จะเกิดขึ้นจริงในที่สุด การประมาณการการบริโภคแร่หายากและแร่สำคัญต่อแพลตฟอร์มด้านการป้องกันประเทศนั้นสะท้อนถึงแหล่งข้อมูลจากอุตสาหกรรมและรัฐบาลที่เปิดเผยต่อสาธารณะ และอาจมีความคลาดเคลื่อนได้ ผู้อ่านควรระมัดระวังอย่าเชื่อถือคำแถลงการณ์ที่คาดการณ์ล่วงหน้ามากเกินไป ซึ่งมีผลใช้ได้เฉพาะ ณ วันที่ออกข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เท่านั้น เว้นแต่จะได้รับการกำหนดโดยกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยทาง Mobix Labs ไม่มีภาระผูกพันในการปรับปรุงหรือแก้ไขคำแถลงการณ์ที่คาดการณ์ล่วงหน้าใดๆ

ติดตามเราได้ทาง X: @MobixLabs_MOBX
ติดตามเราได้ทาง StockTwits: MobixLabs
ติดตามเราได้ทาง LinkedIn: Mobix Labs

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260514342224/en

Contacts

ข้อมูลผู้ติดต่อฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ของ MOBX
Chris Eddy หรือ David Collins
Catalyst IR
mobx@catalyst-ir.com หรือ 212-924-9800

ที่มา: Mobix Labs, Inc.


Kioxia เปิดตัว SSD ประสิทธิภาพสูงซีรีส์ KIOXIA XG10 สำหรับผู้ผลิตพีซี

Logo

SSD ไคลเอนต์ระดับไฮเอนด์รุ่นใหม่ที่มาพร้อมกับความเร็ว PCIe® 5.0 เพื่อการใช้งานที่เน้นประสิทธิภาพสูง

โตเกียว–(BUSINESS WIRE)–14 พฤษภาคม 2026

Kioxia Corporation ประกาศเปิดตัวไดร์ฟจัดเก็บข้อมูล (SSD) ซีรีส์ KIOXIA XG10 ที่เป็นโซลูชันจัดเก็บข้อมูลแบบไคลเอนต์ที่มีประสิทธิภาพสูงรุ่นล่าสุดสำหรับผู้ผลิตพีซี ด้วยการมุ่งเน้นไปที่กลุ่มผลิตภัณฑ์ประสิทธิภาพสูง ทำให้ซีรีส์ KIOXIA XG10 ใหม่นี้จะใช้ประโยชน์จาก PCIe® 5.0 เพื่อเพิ่มความเร็วและการตอบสนองอย่างมีนัยสำคัญสำหรับการใช้งานของไคลเอนต์ที่ใช้ข้อมูลจำนวนมาก

KIOXIA XG10 Series Client SSD

SSD ไคล์เอนต์ ซีรีส์ KIOXIA XG10

โดยได้รับการออกแบบมาเพื่อต่อยอดจากซีรี่ส์ KIOXIA XG8 ซึ่งซีรี่ส์ KIOXIA XG10 จะใช้อินเทอร์เฟซ PCIe ® 5.0 ทำให้ประสิทธิภาพทั้งการอ่านเขียนแบบต่อเนื่องและแบบสุ่มดีขึ้นเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า (1) โดยไดรฟ์รุ่นใหม่นี้สามารถอ่านแบบต่อเนื่องได้เร็วขึ้นถึง 2 เท่า เขียนแบบต่อเนื่องได้เร็วขึ้น 2 เท่า และเพิ่มประสิทธิภาพการอ่านและเขียนแบบสุ่มได้ประมาณ 122% และ 158% ตามลำดับ โดยจะช่วยให้สามารถเข้าถึงข้อมูลได้เร็วขึ้นและตอบสนองระบบได้ดียิ่งขึ้น

ซีรีส์ KIOXIA XG10 นั้นได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการของสภาพแวดล้อมระบบไคลเอนต์ประสิทธิภาพสูง ซึ่งรวมถึงแอปพลิเคชันระดับมืออาชีพ การฝึกอบรมและการอนุมาน AI ส่วนตัว กระบวนการทำงานด้านการสร้างและแก้ไขเนื้อหา รวมถึงประสบการณ์การเล่นเกมที่สมจริง ด้วยความเร็วในการอ่านแบบต่อเนื่องสูงสุดถึง 14,000 MB/s และความเร็วในการเขียนแบบต่อเนื่องสูงสุดถึง 12,000 MB/s พร้อมด้วยประสิทธิภาพการอ่านแบบสุ่มสูงสุดถึง 2,000 KIOPS และประสิทธิภาพการเขียนแบบสุ่มสูงสุดถึง 1,600 KIOPS ทำให้ซีรีส์ KIOXIA XG10 นั้นสามารถรองรับประสิทธิภาพการประมวลผลปริมาณมากสำหรับความต้องการด้านการประมวลผลสมัยใหม่ได้

คุณสมบัติเพิ่มเติม ได้แก่

  • รองรับ PCIe® 5.0 (Gen5 x4) และ NVMe™ 2.0d
  • รองรับไดรฟ์เข้ารหัสอัตโนมัติ (SED) บนพื้นฐานของ TCG Opal เวอร์ชัน 2.02
  • เหมาะสำหรับระบบพีซีประสิทธิภาพสูง รวมถึงพีซี AI, เวิร์กสเตชัน และแพลตฟอร์มเกมต่างๆ
  • ฟอร์มแฟคเตอร์ M.2 ชนิด 2280
  • มีให้เลือกหลายความจุ ได้แก่ 512 GB, 1024 GB, 2048 GB และ 4096 GB(2)

ขณะนี้ KIOXIA XG10 Series กำลังอยู่ในขั้นตอนการทดสอบกับลูกค้าผู้ผลิตพีซีบางราย โดยคาดว่าจะเริ่มจัดส่งพีซีที่ติดตั้ง SSD ตั้งแต่ไตรมาสที่สองของปี 2026 เป็นต้นไป

หมายเหตุ:

(1)

เมื่อเปรียบเทียบกับ SSD ซีรีส์ KIOXIA XG8

(2)

โมดูลซีรีส์ KIOXIA XG10 รุ่น 512 GB และ 1024 GB ใช้หน่วยความจำแฟลชแบบ TLC รุ่น BiCS FLASH™ เจเนอเรชั่น 6 ส่วนโมดูล 2048 GB และ 4096 GB ใช้หน่วยความจำแฟลชแบบ TLC รุ่น BiCS FLASH™ เจเนอเรชั่น 8

– คำจำกัดความของความจุ SSD: Kioxia กำหนดให้กิโลไบต์ (KB) เท่ากับ 1,000 ไบต์, เมกะไบต์ (MB) เท่ากับ 1,000,000 ไบต์, กิกะไบต์ (GB) เท่ากับ 1,000,000,000 ไบต์, เทราไบต์ (TB) เท่ากับ 1,000,000,000,000 ไบต์ และกิบิไบต์ (KiB) เท่ากับ 1,024 ไบต์ อย่างไรก็ตาม ระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์จะรายงานความจุโดยใช้เลขยกกำลังของ 2 เช่น 1GB = 2^30 ไบต์ = 1,073,741,824 ไบต์ และ 1TB = 2^40 ไบต์ = 1,099,511,627,776 ไบต์ ดังนั้นจึงแสดงความจุที่น้อยกว่าความเป็นจริง พื้นที่จัดเก็บข้อมูลที่ใช้งานได้ (รวมถึงตัวอย่างไฟล์มีเดียประเภทต่างๆ) จะแตกต่างกันไปตามขนาดไฟล์ รูปแบบ การตั้งค่า ซอฟต์แวร์และระบบปฏิบัติการ และ/หรือแอปพลิเคชันซอฟต์แวร์ที่ติดตั้งไว้ล่วงหน้า หรือเนื้อหาของไฟล์มีเดีย โดยความจุที่ฟอร์แมตแล้วจริงๆ อาจแตกต่างออกไป

– ความเร็วในการอ่านและเขียนอาจแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับอุปกรณ์โฮสต์ สภาพการอ่านและการเขียน และขนาดไฟล์

– IOPS: จำนวนการรับส่งข้อมูลต่อวินาที (หรือจำนวนการดำเนินการ I/O ต่อวินาที)

– ความพร้อมจำหน่ายของรุ่น SED อาจแตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาค

– NVMe เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนหรือไม่จดทะเบียนของ NVM Express, Inc. ในสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นๆ

– PCIe เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของ PCI-SIG

– ชื่อบริษัท ชื่อผลิตภัณฑ์ และชื่อบริการอื่นๆ อาจเป็นเครื่องหมายการค้าของบริษัทบุคคลที่สาม

เกี่ยวกับ Kioxia
Kioxia เป็นผู้นำระดับโลกด้านโซลูชันหน่วยความจำ ซึ่งทุ่มเทให้กับการพัฒนา การผลิต และการจำหน่ายหน่วยความจำแฟลชและโซลิดสเตตไดรฟ์ (SSD) ในเดือนเมษายน 2017 บริษัท Toshiba Memory ซึ่งเป็นชื่อก่อนหน้าของบริษัทได้แยกตัวออกมาจาก Toshiba Corporation ซึ่งเป็นบริษัทที่คิดค้นหน่วยความจำแฟลช NAND ในปี 1987 Kioxia มุ่งมั่นที่จะยกระดับโลกด้วย “หน่วยความจำ” โดยนำเสนอผลิตภัณฑ์ บริการ และระบบที่สร้างทางเลือกให้กับลูกค้าและสร้างคุณค่าจากหน่วยความจำให้กับสังคม เทคโนโลยีหน่วยความจำแฟลช 3D เชิงนวัตกรรมของ Kioxia อย่าง BiCS FLASH™ กำลังสร้างอนาคตของการจัดเก็บข้อมูลในแอปพลิเคชันความหนาแน่นสูง รวมถึงสมาร์ทโฟนขั้นสูง พีซี ระบบยานยนต์ ศูนย์ข้อมูล และระบบ AI เชิงสร้างสรรค์

*ข้อมูลในเอกสารนี้ รวมถึงราคาและข้อมูลจำเพาะของผลิตภัณฑ์ เนื้อหาบริการ และข้อมูลการติดต่อ มีความถูกต้อง ณ วันที่ประกาศ แต่อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

การสอบถามของลูกค้า:
สำนักงานขายทั่วโลก
https://www.kioxia.com/en-jp/business/buy/global-sales.html

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260513852514/en

Contacts

การสอบถามข้อมูลสำหรับสื่อ:
Kioxia Corporation
ฝ่ายบริหารการส่งเสริมการขาย
Satoshi Shindo
โทร.: +81-3-6478-2404

ที่มา: Kioxia Corporation

Toshiba ได้เริ่มจัดส่งตัวอย่างไอซีซีรีส์ SmartMCD™ ใหม่ที่มี MOSFET ในตัวสำหรับขับเคลื่อนมอเตอร์แล้ว

Logo

การรวมตัวขับมอเตอร์ DC แบบไร้แปรงถ่านสามเฟสและไมโครคอนโทรลเลอร์เข้าด้วยกัน ทำให้สามารถขับมอเตอร์ขนาดเล็กสำหรับยานยนต์ได้โดยตรง

คาวาซากิ ประเทศญี่ปุ่น–(BUSINESS WIRE)–14 พฤษภาคม 2026

Toshiba Electronic Devices & Storage Corporation (“Toshiba”) ได้เริ่มจัดส่งตัวอย่างทางวิศวกรรมของ “TB9M040FTG” ที่เป็นอุปกรณ์ควบคุมมอเตอร์ที่มี MOSFET กำลังสูงในตัว สำหรับขับเคลื่อนมอเตอร์ DC แบบไร้แปรงถ่านสามเฟสแล้ว โดยเป็นผลิตภัณฑ์ล่าสุดในซีรีส์ “SmartMCD™” [1] ของ Toshiba ของอุปกรณ์ควบคุมมอเตอร์ที่รวมไมโครคอนโทรลเลอร์ (MCU) และตัวขับมอเตอร์ไว้ในตัวเดียวกัน โดย TB9M040FTG สามารถขับเคลื่อนมอเตอร์ DC แบบไร้แปรงถ่านสามเฟสได้โดยตรง และเหมาะสำหรับการควบคุมมอเตอร์ขนาดเล็กที่ใช้ในอุปกรณ์ยานยนต์

การใช้ระบบไฟฟ้ากับชิ้นส่วนที่เคลื่อนไหวของยานยนต์ยังคงก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง และความต้องการมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรงแบบไร้แปรงถ่านสามเฟสขนาดเล็กก็เพิ่มขึ้นสำหรับการใช้งานในงานต่างๆ เช่น วาล์วไฟฟ้า แดมเปอร์ และแผ่นปิดในระบบทำความร้อน การระบายอากาศ และระบบเครื่องปรับอากาศ (HVAC) รวมถึงในบานเกล็ดระบายอากาศ[2] สิ่งต่างๆ เหล่านี้ยังกระตุ้นความต้องการอุปกรณ์ที่มีส่วนประกอบที่น้อยลงและหน่วยควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ (ECU) ที่มีขนาดเล็กลง รวมถึงฟังก์ชันที่รองรับการควบคุมแบบเน้นทิศทาง (FOC) [3] และการควบคุมแบบไร้เซนเซอร์ ที่จะช่วยให้การควบคุมมอเตอร์มีความล้ำหน้ามากขึ้นและลดภาระของ CPU ลง

TB9M040FTG ได้บูรณาการรวมไมโครคอนโทรลเลอร์ (แกน Arm® Cortex® ‑M23), หน่วยความจำแฟลช, วงจรขับมอเตอร์ที่สามารถขับมอเตอร์ DC แบบไร้แปรงถ่านสามเฟสได้โดยตรง, วงจรขับด้านแรงดันสูงที่สามารถใช้เป็นแหล่งจ่ายไฟได้, ตัวรับส่งสัญญาณเครือข่ายเชื่อมต่อภายใน (LIN) [4] และระบบจ่ายไฟที่สามารถทำงานได้ในระดับแบตเตอรี่รถยนต์ โดยทั้งหมดนี้บรรจุอยู่ในแพ็คเกจ VQFN36 ขนาดเล็ก (6×6 มม. (โดยทั่วไป)) นอกจากนี้ยังรวมถึง กลไกเวกเตอร์ (VE) ที่ผสานรวมฮาร์ดแวร์ที่เป็นกรรมสิทธิ์ของ Toshiba ที่จะช่วยลดภาระของ CPU ลงในการใช้งานมอเตอร์ที่ควบคุมด้วย FOC และช่วยให้โปรแกรมซอฟต์แวร์มีขนาดเล็กลง

นอกจากนี้ ยังมีฟังก์ชันตรวจจับแรงเคลื่อนไฟฟ้าต้านกลับ (BEMF[5]) ที่จะช่วยให้สามารถควบคุมคลื่นสี่เหลี่ยมได้โดยไม่ต้องใช้เซนเซอร์

คุณสมบัติเหล่านี้เมื่อรวมกันแล้วจะช่วยให้สามารถลดขนาดอุปกรณ์ยานยนต์และลดจำนวนชิ้นส่วนลงได้ ในขณะเดียวกันก็สามารถควบคุมมอเตอร์ขั้นสูงและซับซ้อนได้ โดย TB9M040FTG นั้นสามารถรองรับการใช้งานมอเตอร์ขนาดเล็กในยานยนต์ได้หลากหลาย รวมถึงการสื่อสารแบบ LIN กับ ECU ที่จะช่วยให้สามารถควบคุมมอเตอร์ขนาดเล็กภายในระบบยานยนต์ได้

Toshiba จะยังคงขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์ซีรีส์ SmartMCD™ ต่อไป โดยผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะมีฟังก์ชันที่จำเป็นสำหรับการขับมอเตอร์ในระบบยานยนต์ และมีส่วนช่วยในการลดขนาดระบบยานยนต์และจำนวนชิ้นส่วนให้น้อยลง

หมายเหตุ:

[1] SmartMCD™: ชุดอุปกรณ์ควบคุมมอเตอร์ (MCD) สำหรับยานยนต์ที่พัฒนาโดยบริษัท Toshiba Electronic Devices & Storage Corporation ที่รวมเอาตัวขับมอเตอร์และไมโครคอนโทรลเลอร์ไว้ในอุปกรณ์เดียว

[2] บานเกล็ดปิดช่องระบายอากาศ: กลไกบานเกล็ดที่ติดตั้งอยู่ด้านหลังกระจังหน้าของรถ ที่จะเปิดและปิดโดยอัตโนมัติตามสภาพการขับขี่

[3] การควบคุมแบบเน้นสนามแม่เหล็ก (Field Oriented Control: FOC): เป็นวิธีการควบคุมแบบเวกเตอร์ทั่วไป (วิธีการควบคุมที่ควบคุมแรงบิดของมอเตอร์และฟลักซ์แม่เหล็กอย่างอิสระในฐานะส่วนประกอบตั้งฉาก) ซึ่งใช้กรอบอ้างอิงการหมุนของมอเตอร์ (ระบบพิกัด dq) เพื่อควบคุมส่วนประกอบฟลักซ์แม่เหล็ก (แกน d) และส่วนประกอบแรงบิด (แกน q) อย่างอิสระ

[4] เครือข่ายเชื่อมต่อภายใน (LIN): หนึ่งในโปรโตคอลการสื่อสารแบบอนุกรมที่ใช้เป็นหลักสำหรับการสื่อสารระหว่างหน่วยควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ (ECU) ในยานยนต์

[5] แรงเคลื่อนไฟฟ้าต้านกลับ (BEMF): แรงดันไฟฟ้าที่เกิดขึ้นในขดลวดมอเตอร์ขณะที่มอเตอร์หมุน เกิดขึ้นเมื่อสนามแม่เหล็กของโรเตอร์ตัดผ่านขดลวด และมีทิศทางตรงข้ามกับแรงดันไฟฟ้าที่ป้อนเข้ามา

การใช้งาน

อุปกรณ์ยานยนต์

  • การใช้งานมอเตอร์ DC แบบไร้แปรงถ่านขนาดเล็ก เช่น วาล์วไฟฟ้า ตัวควบคุมการไหลของอากาศในระบบปรับอากาศ แผ่นปิด และบานเกล็ดระบายอากาศ

ฟีเจอร์

  • บูรณาการตัวขับมอเตอร์สำหรับมอเตอร์ DC แบบไร้แปรงถ่านสามเฟส ทำให้สามารถขับเคลื่อนมอเตอร์ DC แบบไร้แปรงถ่านสามเฟสได้โดยตรง (ด้วย MOSFET สำหรับขับมอเตอร์ในตัว)
  •  MCU 32 บิต (Arm® Cortex® -M23), ความถี่ในการทำงาน: 40MHz (ออสซิเลเตอร์ความเร็วต่ำและความเร็วสูงในตัว)
  • หน่วยความจำในตัวพร้อม ECC (SEC/DED[6])
    หน่วยความจำแฟลชโค้ด: 80 กิโลไบต์, SRAM: 4 กิโลไบต์
  • มีกลไกเวกเตอร์ (VE) ในตัวสำหรับการควบคุม FOC และไดรเวอร์มอเตอร์แบบตั้งโปรแกรมได้ (PMD)[7]
  • วงจรขยายสัญญาณตรวจจับกระแสแบบตัวต้านทานขนาน 1 ตัวในตัว[8] และตัวแปลง A/D 12 บิต
  • วงจรขับสัญญาณด้านสูงแบบช่องสัญญาณเดียวที่สามารถจ่ายไฟให้กับอุปกรณ์ต่างๆ เช่น ไอซีเซนเซอร์ฮอลล์เอฟเฟกต์
  • อินเทอร์เฟซการสื่อสาร: LIN, UART (ใช้ร่วมกับ LIN) และ SPI
  • เป็นไปตามมาตรฐาน AEC-Q100[9] เกรด 0
  • เป็นไปตามมาตรฐาน ASIL‑B[10]

    หมายเหตุ:

    [6] ฟังก์ชัน ECC (Error Correction Code) ในตัวรองรับการแก้ไขความผิดพลาด 1 บิต (SEC) และการตรวจจับความผิดพลาด 2 บิต (DED)

    [7] โมดูลควบคุมมอเตอร์แบบตั้งโปรแกรมได้ (PMD): โมดูลฮาร์ดแวร์ที่ออกแบบมาเพื่อควบคุมมอเตอร์ ซึ่งทำหน้าที่สร้างสัญญาณ PWM (Pulse Width Modulation) ควบคุมการนำกระแสไฟฟ้า และตรวจจับความผิดพลาดในระดับฮาร์ดแวร์ จึงสามารถช่วยลดภาระการประมวลผลที่จำเป็นสำหรับการควบคุมมอเตอร์ได้

    [8] วงจรขยายสัญญาณวัดกระแสแบบตัวต้านทานขนาน 1 ตัว: กระแสไฟฟ้าของมอเตอร์จะถูกประมาณค่าโดยอ้อมโดยใช้ตัวต้านทานขนานวัดกระแสและวงจรขยายสัญญาณวัดกระแส

    [9] AEC-Q100: มาตรฐานการรับรองคุณภาพอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับยานยนต์ที่จัดตั้งโดยสภาอิเล็กทรอนิกส์ยานยนต์ ครอบคลุมความน่าเชื่อถือและคุณภาพของชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับยานยนต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับวงจรไอซี (IC)

    [10] ASIL (Automotive Safety Integrity Level): ดัชนีที่บ่งชี้ระดับความปลอดภัยในการทำงานของยานยนต์ โดยอิงตามมาตรฐานความปลอดภัยในการทำงานตาม ISO 26262 โดย ASIL-B จะแสดงถึงระดับความปลอดภัยปานกลาง ซึ่งสูงกว่า ASIL-A และจะนำมาใช้เมื่อความล้มเหลวในการทำงานอาจส่งผลกระทบต่อชีวิตมนุษย์หรือยานพาหนะในระดับหนึ่ง

 ข้อมูลจำเพาะหลัก

หมายเลขชิ้นส่วน

 TB9M040FTG

ตัวขับมอเตอร์

มอเตอร์ DC แบบไร้แปรงถ่าน 3 เฟส, ไดรฟ์ 1 ช่องสัญญาณ (สูงสุด 2A)

ฟังก์ชันหลัก

ตัวขับควบคุมมอเตอร์: ตัวต้านทานแบบขนานและตัวขยายสัญญาณตรวจจับกระแส

ฮาร์ดแวร์สำหรับการควบคุม FOC / การควบคุมคลื่นสี่เหลี่ยม (VE, PMD, ENC[11] )

วงจรขับด้านแรงดันสูง (HSD): หนึ่งช่องสัญญาณ (เอาต์พุต Vcc) (แหล่งจ่ายไฟสำหรับอุปกรณ์ต่างๆ เช่น ไอซีเซนเซอร์ฮอลล์เอฟเฟกต์ (5V (สูงสุด), 40mA), รองรับการควบคุมเปิด/ปิด)

เลเยอร์ทางกายภาพของ LIN: หนึ่งช่องสัญญาณ (ตอบกลับเท่านั้น)

การสื่อสาร

LIN, UART (ใช้ร่วมกับ LIN), SPI

การตรวจจับความผิดพลาดหลัก

การตรวจจับแรงดันไฟต่ำ (Vcc (สร้างขึ้น 5 V))

การตรวจจับแรงดันเกิน (Vdd (สร้างขึ้น 1.5 V))

การตรวจจับกระแสเกิน (กระแสของมอเตอร์, ตัวขับด้านแรงดันสูง)

การตรวจจับ VCP (แรงดันปั๊มประจุ) (แรงดันเกิน/แรงดันต่ำกว่าปกติ)

การตรวจจับ VDS (แรงดันเดรน-ซอร์สของ MOSFET ในตัว) (ด้านสูง/ด้านต่ำ)

ระบบปิดเครื่องอัตโนมัติเมื่ออุณหภูมิสูงเกินกำหนด เป็นต้น

พิกัดสูงสุดสัมบูรณ์

แรงดันไฟฟ้าของแหล่งจ่ายไฟ Vbat (V)

-0.3 ถึง +40

ช่วงการทำงาน

แรงดันไฟฟ้าของแหล่งจ่ายไฟ Vbat (V)

6 ถึง 18

อุณหภูมิในการทำงาน Topr (°C)

Ta=-40 ถึง +150

Tj=-40 ถึง +175

แพ็คเกจ

ชื่อ

P-VQFN36-0606-0.50-004

ขนาด (มม.)

โดยทั่วไป

6.0×6.0

ความน่าเชื่อถือ

เป็นไปตามมาตรฐาน AEC-Q100 เกรด 0

เป็นไปตามมาตรฐาน ASIL-B

หมายเหตุ:

[11] วงจรรับสัญญาณจากตัวเข้ารหัส (ENC): วงจรที่รับสัญญาณจากตัวเข้ารหัสเพื่อตรวจจับสถานะการทำงานของมอเตอร์ รวมถึงตำแหน่ง ความเร็ว และทิศทางการหมุน

คลิกที่ลิงก์ด้านล่างเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ใหม่
TB9M040FTG

คลิกที่ลิงก์ด้านล่างเพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับตัวขับมอเตอร์สำหรับยานยนต์ของ Toshiba
อุปกรณ์แอนะล็อก

* Arm และ Cortex เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของ Arm Limited (หรือบริษัทในเครือ) ในสหรัฐอเมริกาและ/หรือประเทศอื่นๆ
* SmartMCD™ เป็นเครื่องหมายการค้าของบริษัท Toshiba Electronic Devices & Storage Corporation
* ชื่อบริษัท ชื่อผลิตภัณฑ์ และชื่อบริการอื่นๆ อาจเป็นเครื่องหมายการค้าของบริษัทนั้นๆ
* ตัวอย่างนี้ใช้สำหรับการประเมินการทำงานเท่านั้น คุณสมบัติอาจแตกต่างจากผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในปริมาณมาก
* ข้อมูลในเอกสารนี้ รวมถึงราคาและรายละเอียดสินค้า เนื้อหาของบริการ และข้อมูลติดต่อ เป็นข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ประกาศ แต่ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

เกี่ยวกับ Toshiba Electronic Devices & Storage Corporation

Toshiba Electronic Devices & Storage Corporation ซัพพลายเออร์ชั้นนำด้านโซลูชันเซมิคอนดักเตอร์และการจัดเก็บข้อมูลขั้นสูง ใช้ประสบการณ์และนวัตกรรมมากกว่าครึ่งศตวรรษเพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์เซมิคอนดักเตอร์แบบแยกส่วน ระบบ LSI และผลิตภัณฑ์ HDD ที่โดดเด่นให้กับลูกค้าและพันธมิตรทางธุรกิจต่างๆ

โดยพนักงานกว่า 17,400 คนทั่วโลกของบริษัทยังคงมีความมุ่งมั่นที่จะเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ให้สูงสุด และส่งเสริมความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับลูกค้าในการร่วมสร้างมูลค่าและตลาดใหม่ๆ โดยบริษัทยังมุ่งหวังที่จะร่วมสร้างและสนับสนุนอนาคตที่ดีกว่าสำหรับผู้คนในทุกๆ ที่

ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://toshiba.semicon-storage.com/ap-en/top.html

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20260513230802/en

Contacts

การสอบข้อมูลสำหรับลูกค้า:
ฝ่ายการขายและการตลาดอุปกรณ์แอนะล็อก
โทร.: +81-44-548-2219
ติดต่อเรา

การสอบถามข้อมูลสำหรับสื่อ:
C. Nagasawa
ฝ่ายสื่อสารและข้อมูลการตลาด
Toshiba Electronic Devices & Storage Corporation
semicon-NR-mailbox@ml.toshiba.co.jp

ที่มา: Toshiba Electronic Devices & Storage Corporation

The Bangkok Reporter